ในวันที่ 20 กันยายน 2549 คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee: FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด จะมีการประชุมรอบที่ 6 ของปีเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ย Fed Funds หลังจากที่ในการประชุมรอบที่ผ่านมา เฟดได้ยุติวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน (มิถุนายน 2547-มิถุนายน 2549) ทั้งนี้ แม้ว่าถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดในระยะหลังจะบ่งชี้ถึงท่าทีว่าเฟดยังคงให้น้ำหนักกับความเสี่ยงทางด้านเงินเฟ้อเป็นหลัก แต่จากราคาน้ำมันตลาดโลกที่เริ่มปรับตัวลงต่อเนื่อง ซึ่งช่วยผ่อนคลายความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันเงินเฟ้อและน่าจะเป็นผลบวกที่สนับสนุนให้เศรษฐกิจสหรัฐฯชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในระยะข้างหน้า (soft landing) ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เฟดคงจะมีมติให้ยืนอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ไว้ที่ร้อยละ 5.25 ตามเดิมในการประชุมวันที่ 20 กันยายนนี้ อนึ่ง สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจประกอบการคาดการณ์ข้างต้น สามารถสรุปได้ดังนี้ :-
การปรับตัวของอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบที่ไม่น่าเป็นกังวล
แม้ว่าภาพรวมอัตราเงินเฟ้อในเดือนกรกฎาคมจะยังคงมีระดับสูง แต่จากการประกาศข้อมูลอัตราเงินเฟ้อทางด้านผู้บริโภคล่าสุดในเดือนสิงหาคมที่เพิ่มขึ้นใกล้เคียงกรอบที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินไว้ ก็บ่งชี้ว่า แรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อของสหรัฐฯยังคงอยู่ในกรอบที่ไม่น่าเป็นกังวลจนเกินไปนัก โดย
ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI ) ในเดือนสิงหาคม 2549 อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI Inflation) ปรับตัวลงมาที่ร้อยละ 3.8 เทียบต่อปี (year-on-year) จากร้อยละ 4.2 ในเดือนกรกฎาคม และร้อยละ 4.3 ในเดือนมิถุนายน ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI Inflation) ขยับขึ้นเล็กน้อยมาที่ร้อยละ 2.8 เทียบต่อปี จากร้อยละ 2.7 ในเดือนกรกฎาคมและมิถุนายน
ดัชนีราคาผู้ผลิตสำหรับสินค้าขั้นสุดท้าย (Producer Price Index-PPI for finished goods) ในเดือนกรกฎาคม 2549 อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline PPI Inflation) ลดลงมาที่ร้อยละ 4.1 เทียบต่อปี จากร้อยละ 4.8 ในเดือนมิถุนายน เช่นเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PPI Inflation) ลดลงมาที่ร้อยละ 1.3 จากร้อยละ 1.9 ในเดือนก่อนหน้า ดัชนีราคาการใช้จ่ายผู้บริโภคส่วนบุคคล (Personal Consumption Expenditure-PCE Price Index) ในเดือนกรกฎาคม 2549 อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline PCE Inflation) ลดลงเล็กน้อยมาที่ร้อยละ 3.4 เทียบต่อปี จากร้อยละ 3.5 ในเดือนมิถุนายน ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE Inflation) ซึ่งเป็นตัวแปรที่เฟดมักใช้ประกอบการตัดสินใจนโยบายอัตราดอกเบี้ย ขยับขึ้นมาที่ร้อยละ 2.4 สูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี เทียบกับร้อยละ 2.3 ในเดือนก่อนหน้า
เครื่องชี้เศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังให้ภาพการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป
แม้จะเริ่มมีสัญญาณการถดถอยลงในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชัดเจนมากขึ้น ภายหลังเฟดได้ดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยเข้มงวดต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 2 ปี แต่เครื่องชี้เศรษฐกิจส่วนใหญ่ก็ยังคงให้ภาพการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจสหรัฐฯในลักษณะที่ไม่รุนแรง โดยเครื่องชี้สำคัญดังกล่าว ได้แก่
จีดีพี ไตรมาส 2/2549 (ทบทวนครั้งที่สอง หรือ Preliminary) ขยายตัวร้อยละ 2.9 (q-o-q annualized) ชะลอตัวลงจากอัตราการขยายตัวที่ร้อยละ 5.6 ในไตรมาสแรก แต่หากเทียบต่อปีแล้ว จะได้ว่า ในไตรมาส 2/2549 จีดีพีเติบโตร้อยละ 3.7 ชะลอลงเพียงเล็กน้อยจากอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 3.8 ในไตรมาสแรก อีกทั้ง อัตราการเติบโตดังกล่าวก็ยังอยู่ในกรอบระดับศักยภาพของเศรษฐกิจสหรัฐฯในช่วงร้อยละ 3.5-4.0
การจ้างงานนอกภาคการเกษตร ในเดือนสิงหาคม 2549 เพิ่มขึ้นจำนวน 1.28 แสนตำแหน่ง จากที่เพิ่มขึ้น 1.21 ตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี เศรษฐกิจสหรัฐฯจ้างงานเพิ่มขึ้นแล้ว 1.405 แสนตำแหน่งเฉลี่ยต่อเดือน
ดัชนีภาคการผลิตและดัชนีภาคการบริการ ในเดือนสิงหาคม สถาบันจัดการด้านอุปทาน ISM (Institute for Supply Management) เปิดเผยดัชนีภาคการผลิต ที่ระดับ 54.5 ขยับลงเล็กน้อยจาก 54.7 ในเดือนกรกฎาคม ส่วนดัชนีภาคการบริการอยู่ที่ระดับ 57.0 เพิ่มขึ้นจาก 54.8 ในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ ดัชนีที่อยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตและภาคการบริการของสหรัฐฯยังคงอยู่ในภาวะขยายตัว
ยอดค้าปลีก ในเดือนสิงหาคม ขยายตัวร้อยละ 0.2 จากเดือนก่อนหน้า โดยแม้จะเป็นอัตราการขยายตัวที่ลดลงจากร้อยละ 1.4 ในเดือนกรกฎาคม แต่ก็ดีกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 0.2 หรืออาจสะท้อนว่า ผู้บริโภคสหรัฐฯยังคงมีการใช้จ่ายแม้จะเป็นไปในทิศทางที่ชะลอตัวลงก็ตาม
ตลาดคาดการณ์อย่างเต็มที่ว่าเฟดคงจะยืนอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมรอบนี้
จากข้อมูลล่าสุดในวันที่ 15 กันยายน 2549 อัตราดอกเบี้ย Fed Funds ล่วงหน้า หรือ Fed Funds Futures บ่งชี้ว่า ตลาดคาดการณ์ด้วยความเป็นไปได้อย่างเต็มที่ว่าเฟดคงจะยืนอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมวันที่ 20 กันยายนนี้ ขณะที่ สำหรับในช่วงที่เหลือของปีนี้ซึ่งจะเหลือการประชุมอีก 2 รอบ คือในวันที่ 24-25 ตุลาคม และวันที่ 12 ธันวาคม ตลาดคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ย Fed Funds อาจจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 5.50 ณ ปลายปี 2549 ด้วยความเป็นไปได้ที่ลดลงมาเหลือเพียงประมาณร้อยละ 20 เท่านั้น
โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในการประชุมวันที่ 20 กันยายน 2549 คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด คงจะมีมติให้ยืนอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ไว้ที่ร้อยละ 5.25 ตามเดิม อันเป็นผลจากการปรับตัวของอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ภายในกรอบที่ไม่น่าเป็นกังวลจนเกินไปนัก อีกทั้ง เครื่องชี้เศรษฐกิจโดยรวมส่วนใหญ่ก็ยังคงให้ภาพการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป (soft landing) ตามที่ประเมินกันไว้ ทั้งนี้ หากโมเมนตัมเศรษฐกิจยังคงมีแนวโน้มดำเนินไปในทิศทางที่เศรษฐกิจสหรัฐฯค่อยๆ ชะลอตัวลงอย่างไม่รุนแรง และอัตราเงินเฟ้อทยอยปรับตัวลดลงตามลำดับ อัตราดอกเบี้ย Fed Funds ที่ร้อยละ 5.25 ก็น่าจะเป็นระดับสูงสุดของวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรอบนี้ของเฟดแล้ว โดยมีความเป็นไปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราดอกเบี้ยของเฟดอาจโน้มเอียงไปในลักษณะที่ผ่อนคลายมากขึ้นในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คงจะได้แก่ การปรับตัวของเครื่องชี้เศรษฐกิจสำคัญโดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯในระยะต่อไป ตลอดจน ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันตลาดโลก ซึ่งแม้จะเริ่มปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่องในระยะหลัง และน่าที่จะช่วยให้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯในเดือนถัดๆ ไปชะลอตัวลงจากที่ยังคงมีระดับค่อนข้างสูงในปัจจุบัน แต่ราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงก็อาจสนับสนุนให้ผู้บริโภคสหรัฐฯเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้นและอาจมีผลให้อัตราเงินเฟ้อไม่ปรับตัวลงมามากเท่าที่คาดหวังไว้ได้เช่นกัน ดังนั้น โดยสุทธิแล้ว ตลาดคงจะยังต้องจับตาแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯซึ่งยังคงมีทิศทางไม่ชัดเจน เพื่อประเมินถึงท่าทีหรือการตัดสินใจของเฟดสำหรับการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อๆ ไป