Insight

บอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ อนุมัติเพิ่มสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบัน เพิ่มเสถียรภาพตลาดทุน

คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ อนุมัติเพิ่มผู้ลงทุนสถาบันเป็นร้อยละ 40 ในปี 2550 และเพิ่มเป็นร้อยละ 50 ในปี 2552 เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของตลาดทุน รวมทั้ง อนุมัติการทำงานร่วมกับบริษัทสมาชิกและธนาคารพาณิชย์ เพื่อจัดตั้งสำนักงานสาขาออนไลน์หรือ Cyber Branch ของบริษัทสมาชิกหรือสาขาของธนาคารพ…

คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ อนุมัติเพิ่มผู้ลงทุนสถาบันเป็นร้อยละ 40 ในปี 2550 และเพิ่มเป็นร้อยละ 50 ในปี 2552 เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของตลาดทุน รวมทั้ง อนุมัติการทำงานร่วมกับบริษัทสมาชิกและธนาคารพาณิชย์ เพื่อจัดตั้งสำนักงานสาขาออนไลน์หรือ Cyber Branch ของบริษัทสมาชิกหรือสาขาของธนาคารพาณิชย์ 30 แห่งในปี 2550 เพื่อให้บริการด้านหลักทรัพย์ ขยายช่องทางในการเข้าถึงการลงทุนในตลาดทุน นอกจากนี้ได้อนุมัติกิจกรรมเพื่อสร้างฐานผู้ลงทุนระยะยาวให้มีจำนวนเพียงพอ ในขณะเดียวกันจะแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียน เพื่อเอื้ออำนวยแก่การเพิ่มบริษัทจดทะเบียนใหม่ และการรักษาบริษัทจดทะเบียนปัจจุบัน

นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการประชุมเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 ได้มีมติอนุมัติทบทวนการปรับเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบันเป็นร้อยละ 40 ในปี 2550 โดยเน้นการเพิ่มผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ พร้อมกับการเพิ่มผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศ และเพิ่มเป็นร้อยละ 50 ในปี 2552

“คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ เห็นว่าตั้งแต่ปลายปี 2549 เป็นต้นมา ได้มีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องในตลาดทุนไทยจึงต้องเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการปรับปรุงและแก้ไขข้อกฎหมายหรือประกาศที่เกี่ยวข้อง นโยบายการเปิดเสรีค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ในปี 2555 รวมทั้ง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ

คณะกรรมการจึงเห็นชอบให้เพิ่มสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบัน เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของตลาดทุน โดยเน้นส่งเสริมให้เพิ่มจำนวน ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศให้มากขึ้น พร้อม ๆ กับการเพิ่มความน่าสนใจ เพื่อดึงดูดผู้ลงทุนสถาบันจากต่างประเทศ ทั้งโดยการให้ข้อมูลโดยตรง การจัดทำฐานข้อมูลที่มีความสมบูรณ์ และครบวงจร เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำไปวิเคราะห์ประกอบการลงทุน นอกจากนี้ จะมีการไปโรดโชว์เพื่อไปให้ข้อมูลโดยตรงแก่ผู้ลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ โดยจะทำงานร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจดทะเบียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน” นางภัทรียากล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2550 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดแผนงานในการจัดให้มีระบบการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์โดยตรงหรือ Direct Market Access (DMA) เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งคำสั่งของผู้ลงทุนสถาบัน รวมทั้ง การจัดทำระบบที่มีข้อมูลการลงทุนของทุกตราสารอย่างครบถ้วน พร้อมทั้ง เพิ่มความน่าเชื่อถือโดยการส่งเสริมบรรษัทภิบาลของบริษัทจดทะเบียน โดยตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มคะแนนด้านบรรษัทภิบาล ในด้านสิทธิของผู้ถือหุ้นเป็นร้อยละ 75 ในปี 2552 และเพิ่มคะแนนด้านความรับผิดชอบของคณะกรรมการ เป็นร้อยละ 64 ในปี 2552

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการได้การเพิ่มช่องทางในการสื่อสาร เพื่อเพิ่มความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความสำคัญของตลาดทุนต่อระบบเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำงานร่วมกับบริษัทสมาชิก และธนาคารพาณิชย์ เพื่อจัดตั้งสำนักงานสาขาออนไลน์ หรือ Cyber Branch ของบริษัทหลักทรัพย์หรือร่วมกับสาขาของธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้บริการด้านหลักทรัพย์แก่ผู้ลงทุน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มช่องทางให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สะดวกขึ้น โดยในปี 2550 ตั้งเป้าหมายที่จะมีสำนักงานสาขาออนไลน์ จำนวน 30 แห่ง และเพิ่มเป็น 120 แห่งในปี 2552

นางภัทรียากล่าวด้วยว่า “พร้อมกันนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันในเรื่องต่าง ๆ ได้แก่ การลดระยะเวลาและขั้นตอนในการนำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียน การแก้ไขข้อจำกัดและเกณฑ์การรับหลักทรัพย์ เพื่อส่งเสริม ตราสารหรือสินค้าประเภทใหม่ การผลักดันสิทธิประโยชน์ในเรื่องภาษีนิติบุคคลสำหรับบริษัทจดทะเบียน รวมถึง การติดตามกฎหมายและมาตรการต่างๆ ที่อาจส่งผลในทางปฏิบัติกับบริษัทจดทะเบียนเช่นการปรับปรุงและแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และธุรกิจหลักทรัพย์ ปี 2535 การปรับปรุงมาตรฐานการบัญชี และกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อดึงดูดบริษัทที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และ สามารถรักษาบริษัทจดทะเบียนในปัจจุบันไว้ด้วย”

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังอนุมัติการดำเนินงาน 2 โครงการ เพื่อส่งเสริมการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารเงินอย่างถูกต้อง รวมทั้ง การสร้างฐานผู้ลงทุนระยะยาวให้มีจำนวนมากเพียงพอ โดย

- โครงการที่ 1 เป็นการผลักดันให้โปรแกรมจำลองการลงทุนหรือ Investment Simulation เป็นหนึ่งในวิชาเลือกของมหาวิทยาลัย เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษานำไปใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน เพื่อให้นิสิต นักศึกษา รวมถึงบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษา ได้มีพื้นฐานในการบริหารจัดการด้านการเงิน การออมและการลงทุนอย่างถูกต้อง

- โครงการที่ 2 คือการสร้างศูนย์การเรียนรู้ด้านการเงินและการลงทุนแบบครบวงจรแห่งใหม่ โดยจะต่อยอดรูปแบบของห้องสมุดมารวยที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดตั้งขึ้นและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยคาดว่าจะเริ่มจัดตั้งขึ้นเป็นแห่งแรกในกรุงเทพฯ ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้