อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญอุตสาหกรรมหนึ่งของประเทศไทย มีการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 25 ของสินค้าอุตสาหกรรม และเป็นร้อยละ 20 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ภาคการผลิตในสาขานี้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) จำนวนมากในแต่ละปี อย่างไรก็ตามไทยเผชิญกับการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม จีน และอินเดีย ทั้งในด้านการเป็นแหล่งลงทุนในการผลิต และเป็นตลาดส่งออก ในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2550 พบว่าสัดส่วนของเงินลงทุนในโครงการที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนลดลง มูลค่าการลงทุนในโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนหดตัวลงร้อยละ 14.3 ต่อเนื่องจากปี 2549 ที่ลดลงร้อยละ 8.8 โดยอัตราการขยายตัวได้ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งการชะลอตัวของการลงทุนในภาคนี้จะส่งผลต่อการผลิตและส่งออกในอนาคต
ภาคการผลิตยังขยายตัวได้ดี
ภาคการผลิตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีการขยายตัวดีขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2550 โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของดัชนีผลผลิตของอุตสาหกรรม (MPI) กระเตื้องขึ้นจากเดือนเมษายน สำหรับดัชนีผลผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2550 ขยายตัวร้อยละ 20.6 ยังเป็นการขยายตัวที่สูงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าต่ำกว่าร้อยละ 24.6 ของช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าเล็กน้อย และสูงกว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมโดยรวมที่อยู่ในระดับร้อยละ 6.2 ในหมวดย่อยพบว่ามีการขยายตัวพอสมควรในกลุ่มสินค้าแผงวงจรไฟฟ้า (IC), คอมพิวเตอร์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ช่วงห้าเดือนแรกของปี เนื่องจากการโยกย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาในกลุ่มอุตสาหกรรมHDD และส่วนประกอบระยะหลายปีที่ผ่านมา ภาคการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยรวมสำหรับช่วงครึ่งหลังของปีคาดว่าดัชนีผลผลิตจะปรับขึ้นตามปัจจัยด้านฤดูกาลของอุตสาหกรรม โดยในช่วงครึ่งหลังของปีการผลิตมักจะมีทิศทางเพิ่มสูงขึ้นตามคำสั่งซื้อที่ต้องการให้ส่งมอบสินค้าในช่วงปลายปี
การเคลื่อนไหวของอัตราการใช้กำลังการผลิตโดยเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับดัชนีผลผลิต ทั้งนี้อัตราการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉลี่ยในช่วง 5 เดือนแรกปี 2550 อยู่ที่ระดับร้อยละ 73.1 ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับเฉลี่ย 72.1ในช่วงเดียวกันของปีก่อน หมวดสินค้า IC และ HDD มีการใช้กำลังการผลิตสูงกว่าหมวดอื่นๆ
การส่งออกยังขยายตัวในเกณฑ์ดีแม้ชะลอตัวลงจากปีก่อน
สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อการส่งออก ภาวะการส่งออกในช่วงห้าเดือนแรกของปีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์รวม 11,718 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 13.5 จากในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดีอัตราการเติบโตปรับลดลงเมื่อเทียบกับร้อยละ 17.9 ของปีก่อนหน้า และต่ำกว่าอัตราการเจริญเติบโตของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมโดยรวม โดยมีเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และ IC เป็นกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงรวมกันกว่าร้อยละ 83 ของเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด โดยสินค้าสองกลุ่มนี้ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อนหน้าในอัตราร้อยละ 13.1 และร้อยละ 23.2 ตามลำดับ
ในช่วงห้าเดือนแรกการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปยังตลาดที่สำคัญคือ ประเทศสหรัฐอเมริกาขยายตัวในอัตราร้อยละ 5.50 ลดลงจากร้อยละ 26.5 ของช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าสาเหตุจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ การส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นขยายตัวร้อยละ 3.8 ในขณะที่อัตราการขยายตัวของการส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11.6 เป็นร้อยละ 25.3 ในปี 2550 ทั้งนี้คาดว่าในระยะเวลาอันใกล้จีนจะแซงหน้าสหรัฐในฐานะประเทศผู้นำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ใหญ่ที่สุดของไทย สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบในการผลิตจากต่างประเทศพบว่าราคาทองแดงในตลาดโลกอยู่ในระดับที่สูง
ความเสี่ยงต่ออนาคตการเป็นฐานการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทย
ประเทศไทยมีแนวโน้มได้รับการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ลดลง จากสถิติที่รวบรวมโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะมีการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ลดลง จากอัตราการเปลี่ยนแปลงของเงินลงทุนการลงทุนในภาคนี้มีการชะลอตัวตั้งแต่ปี 2548 ในปี 2550 จำนวนโครงการของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจนถึงเดือนมิถุนายนมีจำนวน 126 โครงการ โดยมีมูลค่าการลงทุน 38.8 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 14.3 จากปีก่อนหน้าที่มีมูลค่า 45.3 พันล้านบาท สำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนมีจำนวน 131 โครงการ มีเงินลงทุนในโครงการเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ตามการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนทั้งหมดโดยส่วนหนึ่งเป็น
นักลงทุนมีการโยกย้ายการลงทุนหรือเริ่มการลงทุนใหม่ไปยังประเทศอื่น โดยดูจากทั้งจำนวนโครงการที่ได้รับการส่งเสริมและมูลค่าการลงทุนซึ่งมีการลดลงอย่างเห็นได้ชัดในปีที่แล้ว ในกรณีของญี่ปุ่น นักลงทุนได้ให้ความสนใจไปลงทุนในประเทศอื่นมากขึ้นทั้งที่ เวียดนาม มาเลเซีย และอินเดีย และลดการลงทุนในประเทศไทยลงกว่าร้อยละ 6.6 ในปี 2549 (เม.ย.2549-มี.ค.2550) ในขณะที่ประเทศเวียดนามได้รับเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากเฉพาะญี่ปุ่นประเทศเดียวกว่า 2 เท่า
ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน สินค้าจำพวกอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นกลาง-สูง มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีค่อนข้างเร็ว การย้ายฐานการผลิตตามต้นทุนจึงไม่มีความสำคัญมากเท่าสินค้าที่ใช้ระดับเทคโนโลยีต่ำ ยกเว้นแต่การประกอบที่อาจทำในประเทศกำลังพัฒนาที่มีข้อได้เปรียบในเรื่องค่าจ้างแรงงานต่ำ ปัจจุบัน จากผลการจัดอันดับจากสถาบันจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ (The IMD World Competitiveness Yearbook 2007) ประเทศไทยถูกปรับลดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันลงมาเป็นอันดับที่ 33 จากอันดับที่ 32
- ค่าแรงและค่าครองชีพที่สูงขึ้นเพิ่มภาระต้นทุนการผลิต ค่าแรงและค่าครองชีพในไทยนับว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเช่น เวียดนาม และประเทศจีน และอินเดีย ทำให้ไทยสูญเสียความได้เปรียบทางด้านต้นทุนการผลิตจากค่าจ้างแรงงาน ประกอบกับโครงสร้างการผลิตของอุตสาหกรรมที่มีการพึ่งพาการนำเข้าสูง ทำให้เมื่อมีการส่งออกเพิ่มขึ้นก็ยิ่งต้องมีการนำเข้าสูงตามขึ้นไปด้วย ขณะที่ราคาวัตถุดิบในการผลิต เช่น ทองแดง ในตลาดโลกมีราคาสูงและผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความผันผวนของราคา
- การพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นไปอย่างจำกัด ในขณะที่ต้นทุนค่าจ้างแรงงานเป็นตัวแปรที่สำคัญในการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนเพื่อผลิตสินค้าที่ไม่เน้นใช้เทคโนโลยีที่สูงนัก การวิจัยและพัฒนาทางเทคโนโลยีและการตลาด ผลิตภาพของกระบวนการผลิตและความสามารถในการออกแบบผลิตภัณฑ์ก็มีความสำคัญมากเช่นกันในผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยลักษณะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยยังเป็นในรูปแบบของการรับจ้างผลิต คือมีการนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์สำเร็จรูป และซอฟท์แวร์เข้ามาทำการประกอบในประเทศ ทำให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีเป็นไปค่อนข้างจำกัด อีกทั้งการตลาดก็มักถูกกำหนดมาจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ
- การแข็งค่าของเงินบาท ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และการอ่อนตัวของเงินดอลลาร์จากเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเงินบาทมีการปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2549โดยเป็นการแข็งค่าขึ้นกว่าร้อยละ 20 จากช่วงที่ค่าเงินอ่อนตัวที่สุด การแข็งค่าของเงินบาทอาจส่งผลให้การนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและส่งออกมีราคาถูก แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้รายรับจากการส่งออกเมื่อแลกกลับเป็นเงินบาทลดลง และทำให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงจากการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จากการเปรียบเทียบค่าเงินของประเทศต่างๆ กับเงินเยนญี่ปุ่น พบว่าค่าเงินของประเทศที่ญี่ปุ่นเข้าไปลงทุนมีการแข็งค่าขึ้น โดยค่าเงินรูปีของอินเดียมีอัตราการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดร้อยละ 12.6 ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ในขณะที่เงินบาทไทยมีการแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากปี 2548ในอัตราร้อยละ 11.8 และร้อยละ 7.9 ส่วนเงินดองของเวียดนาม(ซึ่งอ่อนตัวในช่วงปี 2549) เงินริงกิตของมาเลเซียและเงินหยวนของจีนในปีนี้มีการแข็งค่ามากขึ้นแต่ในอัตราที่น้อยกว่าการแข็งค่าของเงินบาทซึ่งทำให้ในแง่ของการลงทุนประเทศไทยมีต้นทุนในการลงทุนสูงกว่าประเทศที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบ
นอกเหนือจากปัจจัยที่อาจมีผลกระทบต่ออนาคตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ประเด็น การปรับลดภาษีและมาตรการทางการค้าอื่นๆ ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ โดยในด้านบวก คณะรัฐมนตรีได้มีประกาศลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเหล็กกล้าที่มีคุณสมบัติทางไฟฟ้า (Silicon steel) ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ การงดเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบจะเป็นผลประโยชน์ต่อผู้ประกอบการทำให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าลดลง
ในส่วนของข้อตกลงทางการค้า ประเทศไทยได้ร่วมลงนามในข้อตกลง JTEPA (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement) หรือ FTA ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคมนี้ รายละเอียดของข้อตกลงซึ่งครอบคลุมไปถึงการปรับลดอัตราภาษีระหว่างกัน จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยในฐานะที่ไทยเป็นฐานการผลิตให้กับญี่ปุ่น โดยการลดอัตราภาษีระหว่างกันจะมีผลดีต่อการนำเข้าวัตถุดิบและส่วนประกอบต่างๆ จากญี่ปุ่น นอกจากนี้การที่สองประเทศตกลงที่จะใช้มาตรฐานการยอมรับร่วมกันในการตรวจสอบสินค้า จะเป็นการลดขั้นตอนในการส่งออกผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยลง เป็นการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ การมีข้อตกลงการค้าที่มีความครอบคลุมไปถึงการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนน่าจะสามารถดึงดูดนักลงทุนญี่ปุ่นให้เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มได้ แม้ว่าในระยะยาวเฉพาะการมีข้อตกลงทางการค้าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการจะที่ทำให้ไทยเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจของต่างประเทศหรือหลีกเลี่ยงการโยกย้ายการลงทุนไปยังประเทศอื่นได้หากอุตสาหกรรมไม่ใช้โอกาสจากการมีข้อตกลงและเร่งปรับตัว อย่างไรก็ดีในอีกด้านหนึ่งขณะที่ข้อตกลงการค้าต่างๆที่เกิดขึ้นจะทำให้มาตรการทางด้านภาษีลดความสำคัญลง มาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษีกลับมีแนวโน้มมากขึ้นซึ่งจะมีผลทำให้ต้นทุนในการจัดการของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้น
สรุปและข้อคิดเห็น
ภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มการผลิตและส่งออกเพิ่มขึ้นตามปัจจัยด้านฤดูกาลของอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดีคาดว่าอัตราการขยายตัวของการผลิตและการส่งออกของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉลี่ยของทั้งปี 2550 จะต่ำกว่าปีที่ผ่านมา โดยที่การส่งออกได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของค่าเงินบาท ทำให้ผู้ส่งออกมีรายรับลดลง สำหรับสินค้าในหมวดที่คาดว่าจะมีการเติบโตดี ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า (IC) และ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) โดยสินค้าในสองหมวดนี้มีความต้องการการลงทุนเพิ่มเพื่อขยายการผลิตโดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้า (IC)
โดยรวมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยมีแนวโน้มลดลง ปรากฏการณ์การปรับตัวลดลงของมูลค่าการลงทุนโดยตรงในไทยบ่งชี้ว่าอนาคตการผลิตและการส่งออกสินค้าในภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ต่ำลงกว่าปัจจุบัน เนื่องจากไทยเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทางด้านค่าจ้างแรงงานแก่ประเทศอื่น เช่น จีนและเวียดนาม ประเทศเวียดนามสามารถดึงดูดนักลงทุนเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมจากความได้เปรียบทางด้านทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งการกระจุกตัวของการลงทุนจากบริษัทต่างประเทศจะเป็นผลดีต่อการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมจำพวกอิเล็กทรอนิกส์ที่มักมีการรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ จะยิ่งเป็นการทำให้เงินลงทุนไหลไปยังเวียดนามเพิ่มมากขึ้น ในอีกด้านหนึ่งประเทศไทยยังมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีจำกัดทำให้ไม่สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้เทคโนโลยีและการออกแบบขั้นสูงได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตามมีปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่ออุตสาหกรรม ได้แก่ การปรับลดอากรขาเข้าของวัตถุดิบในการผลิตสินค้าตามมติของค.ร.ม. การงดเก็บภาษีส่งออกและการใช้มาตรฐานสินค้าร่วมกันตามข้อตกลงไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) รวมถึงการที่ปัจจัยการผลิตนำเข้ามีราคาถูกลงจากการแข็งค่าของค่าเงินบาทและการเมืองที่จะมีความชัดเจนมากขึ้นในปลายปีนี้ ทว่ามาตรการและสภาพแวดล้อมเหล่านี้จะมีผลให้อุตสาหกรรมได้เปรียบในระยะหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากประเทศคู่แข่งอื่นๆก็เริ่มมีการทยอยทำข้อตกลงทางการค้าในรูปแบบเดียวกัน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีความเห็นว่าประเทศไทยควรเร่งปรับตัวโดยพยายามหันไปผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม (value added) สูงขึ้น โดยอาจเป็นการเปลี่ยนจากการผลิตแบบ OEM (Original Equipment Manufacture ) เป็น OBM (Owned Brands Manufacture) และ ODM (Owned Design Manufacture) ด้วยกระบวนการวิจัยและพัฒนาซึ่งไทยอาจสามารถแสวงหาความร่วมมือในส่วนนี้ได้จากข้อตกลงทางการค้าและสถาบันต่างๆรวมถึงผู้ผลิตที่เป็นบริษัทแม่ โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุน เพื่อให้ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนได้ในระยะยาวเนื่องจากการผลิตสินค้าประเภทที่ต้องใช้เทคโนโลยีในการผลิตขั้นสูงนั้นการย้ายฐานการผลิตจะไม่มีความสำคัญนัก ผู้ลงทุนจะไม่ย้ายฐานการผลิตเพียงเพราะประเทศหนึ่งประเทศใดสามารถผลิตสินค้าได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าประการเดียว ดังนั้นรัฐบาลควรให้การส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานไทยร่วมกับภาคธุรกิจโดยอาจจัดตั้งในรูปของศูนย์พัฒนาทักษะขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมสำหรับอุตสาหกรรมแต่ละประเภทเพื่อให้แรงงานที่ผ่านการฝึกอบรมสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมนั้นๆ ภาครัฐควรเพิ่มการสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเพิ่มการเชื่อมโยงการลงทุนกับการพัฒนาทักษะและเทคโนโลยีในปัจจุบันนอกเหนือจากการยกเว้นภาษีในช่วง 1-2 ปีแรก เช่น การให้เงินช่วยเหลือหรือกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำแก่บริษัทที่มีโครงการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ ระบบการผลิต แรงงานหรือแผนธุรกิจ นอกจากนี้ควรมีการส่งเสริมให้มีการประสานกันระหว่างการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยและสถาบันต่างๆ กับภาคธุรกิจมากยิ่งขึ้นเพื่อให้สามารถนำงานวิจัยต่างๆ มาใช้ได้จริงในแง่ของการค้า
ด้วยเงื่อนไขของสภาพแวดล้อมขณะนี้ ในระยะสั้นผู้ประกอบการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในโรงงานโดยสามารถใช้โอกาสจากการแข็งค่าของเงินบาทนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และเนื่องจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าสูง อีกทั้งประเทศมีอำนาจการต่อรองต่ำ ทำให้มีความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาและการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต ในระยะยาวภาครัฐควรพิจาณาการพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำเพื่อลดการพึ่งพิงการนำเข้าอย่างจริงจัง และปรับปรุงระบบลอจิสติคก์ เพื่อให้ไทยคงเป็นแหล่งดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนพร้อมๆ กับที่ยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยต่อไป.