“ค่าบาทแข็ง” กระหน่ำซัดภาคการส่งออกต้องตกที่นั่งลำบาก เมื่อเงินดอลลาร์ที่ได้มาเมื่อแลกกลับมาเป็นบาทแล้วลดลง แม้ปริมาณส่งออกจะเท่าเดิม ชะตากรรมของสินค้าส่งออกไทยบางประเภทถูกซ้ำเติม เมื่อเจอคู่แข่งแย่งชิงตลาดด้วยต้นทุนค่าแรงที่ถูกกว่าไทยถึง 3 เท่า อะไรคือจุดอ่อน และจุดแข็งของส่งออกไทยที่ต้องแก้ไข
สัญญาณร้ายธุรกิจส่งออกไทย เริ่มออกอาการชัดเจนเมื่อกระทรวงพาณิชย์ แถลงตัวเลขมูลค่าการส่งออกในเดือนกรกฎาคม 2550 ที่ค่าเงินบาทไหลรูดไปถึงต่ำสุดที่ 32.27 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะแถลงเน้นเป็นตัวเลขที่ใช้หน่วยเป็นดอลลาร์สหรัฐว่ามูลค่าการส่งออกเมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2549 มีมูลค่า 11,810.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 5.9% ซึ่งขยายตัวต่ำสุดในรอบ 29 เดือน นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2548
ข้อมูลที่น่าตกใจมากยิ่งกว่าเมื่อคำนวณตัวเลขมูลค่าการส่งออกกลับมาเป็นสกุลเงินบาท กลายเป็นมูลค่าส่งออกติดลบ ที่หากนำ 34.39 บาท คูณด้วย 11,810.1 ดอลลาร์สหรัฐแล้ว ส่งออกได้ 406,149.9 ล้านบาท ลดลงถึง 4.6% เมื่อเทียบกับกรกฎาคม 2549 ที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าเกือบไปอยู่ที่ 40 บาทต่อดอลลาร์
ส่วนมูลค่าการส่งออกตลอดปี 2550 ของไทยนั้นกระทรวงพาณิชย์ยังคาดว่าจะเติบโตประมาณ 12.5% จากปี 2549 ด้วยมูลค่ารวม 145,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับว่าปี 2550 มูลค่าการส่งออกไม่เติบโตอย่างที่คาดหวัง เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ที่เคยเติบโตเกิน 15% เพราะความสามารถในการทำกำไรลดลง จากรายได้ที่เป็นดอลลาร์ เมื่อแลกเป็นบาทได้น้อยลง
แม้แต่ความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ก็ยังระบุชัดเจนว่าการเติบโตของภาคการส่งออกไทยยังอยู่ในจุดเสี่ยง เพราะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกหลายชนิดได้ผลกระทบในแง่ลบจากเงินบาทแข็งค่า โดยอุตสาหกรรมที่อยู่ในจุดเสี่ยงสูง มีลักษณะดังนี้
1. มีลักษณะรับจ้างผลิต (OEM) ทำธุรกิจแบบผูกขาดกับการส่งออกเท่านั้น และยังผูกขาดการส่งออกกับประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งหากส่งออกไปหลายประเทศก็จะกระจายความเสี่ยงเรื่องค่าเงินได้
2. ผลิตสินค้าเพียงตัวเดียว และใช้วัตถุดิบภายในประเทศสูง ทำให้มีการแข่งขันด้านต้นทุนเป็นหลักโดยเฉพาะค่าจ้างแรงงาน ซึ่งผู้ซื้อหลักจะมีอำนาจสูงในการกำหนดราคาและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ผูกโยงกับส่งออก และหากพบว่าประเทศอื่นที่เป็นคู่แข่งของไทยสามารถผลิตสินค้าในแบบเดียวกันได้ถูกกว่าก็จะย้ายไปจ้างประเทศอื่นผลิตแทน ตัวอย่างชัดเจน คือ เช่น รองเท้า เสื้อผ้าสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับ อาหาร และเครื่องหนัง เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ถูกคู่แข่ง เช่น จีน เวียดนาม ช่วงชิงตลาดไปเกือบหมด
จุดอ่อนส่งออกไทย นอกจากความเสี่ยงของลักษณะอุตสาหกรรมแล้ว ที่ต้องขึ้นอยู่กับค่าเงินแล้ว ทั้งกลุ่มนักวิชาการ และทางการต่างมองไปที่ผู้ประกอบการไทยว่ามีจุดอ่อน ที่ทำให้ผู้ส่งออกเองได้รับผลกระทบทางลบมากขึ้น ดังนี้
1. ผู้ประกอบการไทยและภาครัฐปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการที่อัตราการเติบโตของการส่งออกลดลง ไม่ได้เกิดจากตลาดโลก เพราะหลายประเทศในโลกมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะชะลอตัวลงก็ตาม
สิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าในประเทศเองมีปัญหาคือ ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง อย่างที่สถาบันไอเอ็มดีจัดอันดับให้ไทยอยู่อันดับที่ 33 ในปี 2550 จากที่เคยอยู่อันดับที่ 29
2. ขาดความชัดเจนในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของทั้งประเทศ เพราะอุตสาหกรรมหลักในไทยมีบริษัทข้ามชาติเป็นเจ้าของ ไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีทำให้ไม่สามารถกำหนดทิศทางได้
3. มีปัญหาในการบริหารจัดการ ทั้งด้านการผลิต การตลาด และที่สำคัญ คือ การบริหารความเสี่ยงทางการเงิน
ทางรอดยังพอมี มองในแง่บวกแล้ว การเติบโตในปี 2007 ที่ 12.5% ยังถือว่าไม่เลวร้ายนักสำหรับประเทศไทย หากเทียบกับกับบางปีที่เคยเติบโตไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ สำหรับ 3 ปัจจัยที่ยังทำให้ส่งออกเติบโตได้มี ดังนี้
1. ไทยยังสามารถเกาะกระแสการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกได้ โดยเฉพาะตลาดเศรษฐกิจกำลังเติบโตสูงอย่างจีน ที่ไทยส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น 27.7% ในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา และญี่ปุ่น 14.8%
แต่มีข้อควรระวัง คือด้วยความที่จีนและญี่ปุ่นต่างพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาเช่นกันก็อาจส่งผลกระทบ ทำให้มูลค่าของไทยลดลงด้วย เพราะจีนส่งออกไปสหรัฐถึง 21.1% ญี่ปุ่นส่งไป 17.4% ของการส่งออกรวม แต่จีนนำเข้าเพียง 7.8% และญี่ปุ่นนำเข้า 12.2% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมด
2. การขยายไปยังตลาดใหม่ อย่าง เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก อเมริกาใต้ และทวีปแอฟริกา แต่ปริมาณการสั่งซื้อยังอาจมีน้อย
3. สินค้าส่งออกหลักส่วนใหญ่เป็น ห่วงโซ่การผลิต หรือ Supply Chain ของญี่ปุ่น โดยกระจุกตัวอยู่ในสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์/อุปกรณ์/และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และรถยนต์/อุปกรณ์/และส่วนประกอบ ซึ่งสินค้าทั้งสามรายการนี้ มียอดการส่งออกรวมถึง 24.6% ของการส่งออกทั้งประเทศของไทย ดังนั้น การส่งออกจึงขึ้นอยู่กับทิศทางเศรษฐกิจและการค้าของญี่ปุ่นเป็นสำคัญ ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดสหรัฐฯไม่มากนัก (ยกเว้น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ) เนื่องจากมีการกระจายไปยังตลาดที่มีศักยภาพสูง
ธปท. ฝากการบ้าน 5 ข้อ แบงก์ชาติเองได้ให้เสนอแนะแก่ผู้ส่งออกให้ปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลง ที่มีความท้าทายมากมายในอนาคต ทั้งเรื่องค่าเงินที่แข็งอย่างต่อเนื่อง และประเทศคู่แข่งทางการค้าที่แข็งแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะในความเห็นของแบงก์ชาติแล้วไทยไม่สามารถแข่งด้วยค่าเงินได้เพียงอย่างเดียว สำหรับทางออกที่แบงก์ชาติแนะนำเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน คือ
1. ปรับปรุงเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 2. ปรับปรุงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดต้นทุนทุกด้าน และบริการจัดการทางการเงิน 3. สร้างเครือข่ายและพันธมิตรธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์จากเครือข่าย ความรู้ และประสบการณ์เชิงลึก และสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าร่วมกัน 4. การพัฒนา Brand และยกระดับมาตรฐานสินค้า 5. แสวงหาตลาดใหม่ และกระจายตลาดส่งออก
ความท้าทายอนาคต -ความไม่สมดุลของภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เกิดการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐอย่างฉับพลัน -การเรียกคืนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนให้กลับคืนมาโดยเร็ว -รัฐบาลควรเร่งสร้างความชัดเจนด้านนโยบายการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะใน Mega Projects เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และก่อให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนในที่สุด -วางกรอบนโยบายที่เอื้อให้เศรษฐกิจสามารถได้ประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์มากที่สุด -การเคลื่อนตัวของเงินทุนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินโลกรุนแรง
ผลของค่าเงินบาทต่อสินค้าที่ส่งออกเดือนกรกฎาคม 2550
สินค้าที่ส่งออกยังสดใส ส่งออกได้เพิ่มมากกว่า 15% 1. ยานยนต์ 2. เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก 3. เครื่องสำอาง 4. สิ่งพิมพ์และกระดาษ 5. ผลิตภัณฑ์เภสัช และเครื่องมือแพทย์ 6. เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ 7. อัญมณีและเครื่องประดับ 8. ผลิตภัณฑ์ยาง 9. เฟอร์นิเจอร์ 10. เครื่องเดินทาง
สินค้าที่เริ่มรับผลลบจากบาทแข็ง
กลุ่มยอดส่งออกลดลง 10.6% 1. สิ่งทอ 2. ผลิตภัณฑ์เหล็ก และเหล็กกล้า 3. เครื่องใช้ และเครื่องประดับตกแต่งบ้าน
กลุ่มยอดส่งออกลดลงประมาณ 2% 1. ข้าว 2. มันสำปะหลัง 3. ยางพารา 4. กุ้งแช่แข็งและแปรรูป
ที่มา : กระทรวงพาณิชย์
ประเทศที่เคยเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยอย่างสหรัฐอเมริกา เริ่มมีปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ทำให้ยอดสั่งซื้อลดลง และผู้ส่งออกไทยยังถูกปัญหาค่าเงินบาทแข็งเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้ลดลง เห็นได้ชัดว่าเมื่อปี 2006 ไทยส่งออกไปสหรัฐได้เพิ่ม 14.7% แต่ครึ่งปีแรกของปี 2007 ส่งออกลดลงถึง 6.1%
ยอดส่งออกไปอเมริกาลดลง แต่กระทรวงพาณิชย์ยังคาดว่าการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 12.5% เพราะมีตลาดใหม่มาทดแทน โดยเฉพาะอินเดีย และตะวันออกกลาง
การขยายตัวการนำเข้าสินค้าจากไทย (%ปีต่อปี)
--------------------------------------------------------------------------------------------------- ตลาด ปี 2006 มิ.ย. ปี 2007 สินค้าสำคัญ --------------------------------------------------------------------------------------------------- อาเซียน 11 15.9 เหล็ก ชิ้นส่วนไอที (ไอซี) น้ำตาล ยุโรป 19.5 26.3 เหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ ญี่ปุ่น 9.1 16.2 เหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า ข้าว ออสเตรเลีย 37.2 22.7 พลาสติก เหล็ก รถยนต์ ไต้หวัน 23.9 -12.0 เหล็ก เครื่องใช้ฟ้า ไอซี สหรัฐอเมริกา 14.7 -6.1 คอมพิวเตอร์ ไอซี ยาง จีน 27.9 28.5 คอมพิวเตอร์ ปิโตรเลียม ไอซี ฮ่องกง 16.3 15.4 เหล็ก ไอซี เคมีคอล ตะวันออกกลาง 28.0 40.9 รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำตาล อินเดีย 18.1 73.6 พลาสติก เหล็ก จิวเวลรี่ รวม 17.1 17.3