Insight

วิกฤตอาหารโลก : ผลกระทบ...โอกาสของไทย

จากประเด็นราคาอาหารโลกพุ่งขึ้นอย่างมากจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ โดยองค์กรระหว่างประเทศต่างหันมาให้ความสำคัญ โดยต่างเห็นพ้องต้องกันว่าปัญหาดังกล่าวนี้ประเทศต่างๆทั่วโลกต้องร่วมมือกันเพื่อหามาตรการแก้ไขอย่างเหมาะสม เนื่องจากส่งผลกระทบต่อเนื่องหลากหลายประการ สถานการณ์ความระส่ำระส…

จากประเด็นราคาอาหารโลกพุ่งขึ้นอย่างมากจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ โดยองค์กรระหว่างประเทศต่างหันมาให้ความสำคัญ โดยต่างเห็นพ้องต้องกันว่าปัญหาดังกล่าวนี้ประเทศต่างๆทั่วโลกต้องร่วมมือกันเพื่อหามาตรการแก้ไขอย่างเหมาะสม เนื่องจากส่งผลกระทบต่อเนื่องหลากหลายประการ สถานการณ์ความระส่ำระสายในประเทศยากจนแต่ละประเทศ ซึ่งจะเกิดการประท้วงและก่อจลาจลของประชาชนจากวิกฤตการณ์อาหารที่ขาดแคลน และมีราคาสูงลิบลิ่ว จากสัญญาณเตือนวิกฤติอาหารของโลกข้างต้น ประเทศไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรมที่เป็นแหล่งผลิตอาหารใหญ่ประเทศหนึ่งของโลกน่าจะแปรวิกฤติเป็นโอกาส และเตรียมวางแผนพัฒนาศักยภาพความเป็นแหล่งอาหารของโลกเพื่อรองรับแนวโน้มในอนาคตที่นับวันอาหารจะเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าสำคัญมากขึ้น

ราคาอาหารเฟ้อ...สาเหตุของปัญหา ปัจจุบันเกิดภาวะราคาอาหารเฟ้อ(Food Inflation) โดยราคาเฉลี่ยอาหารพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ก่อให้เกิดวิกฤตราคาอาหาร กล่าวคือ ดัชนีเฉลี่ยราคาอาหารขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติในช่วงเดือนมีนาคม 2551 เท่ากับ 220 โดยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้วเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 57 โดยดัชนีราคาอาหารเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มตั้งแต่ช่วงต้นปี 2551แยกพิจารณาได้เป็น ดัชนีราคากลุ่มธัญพืชเฉลี่ยในเดือนมีนาคม 2551 เท่ากับ 284 ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 88.1 ดัชนีราคาน้ำมันและไขมันเฉลี่ยเท่ากับ 285 เพิ่มขึ้นร้อยละ 106.5 ดัชนีราคาผลิตภัณฑ์นมเฉลี่ยร้อยละ 276 เพิ่มขึ้นร้อยละ 48.4 ดัชนีราคาน้ำตาลเฉลี่ย 169 เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.1 ดัชนีราคาเนื้อสัตว์เฉลี่ยในเดือนมีนาคม 2551 เท่ากับ 133 เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.9

สาเหตุหลักของวิกฤตอาหารคือ ความไม่สมดุลระหว่างผลผลิตและความต้องการใช้ส่งผลให้ราคาสินค้าอาหารสำคัญมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังปัจจัยต่อไปนี้

1.ปัญหาโลกร้อน สภาวะโลกร้อน(Global Warming) เป็นปรากฏการณ์สืบเนื่องจากการที่โลกไม่สามารถระบายความร้อนที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ออกไปได้ ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาอุณหภูมิดังกล่าวสูงขึ้นเพียงไม่กี่องศา แต่ก็ทำให้สภาพอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างรุนแรง เพราะสภาวะโลกร้อนทำให้สภาพอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยฤดูแล้งก็จะยาวนานกว่าปกติมากขึ้น ส่วนฤดูฝนก็จะไม่มีฝนตกต้องตามฤดูกาล หรือตกคราวละเป็นจำนวนมากจนเกิดอุทกภัย ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนส่งผลให้ปริมาณการผลิตพืชอาหารลดลง จากปัญหาความแปรปรวนของสภาพอากาศ ความเสียหายจากภัยธรรมชาติทั้งปัญหาฝนทิ้งช่วง ฝนแล้ง ทำให้ปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก รวมทั้งปัญหาน้ำท่วมในบางพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีโอกาสในการเกิดภาวะโรคและแมลงศัตรูแพร่ระบาดได้มากขึ้น ปัญหาคลื่นความร้อน และเพิ่มโอกาสให้เกิดพายุหมุนถี่ขึ้นและความรุนแรงมากขึ้น

2.ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจปัญหาที่หลายประเทศประสบอยู่ในเวลานี้เมื่อสภาพเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น หรือประเทศมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากขึ้น ส่งผลให้มีการนำพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับทำการเกษตรไปเป็นพื้นที่สร้างที่อยู่อาศัยและโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้พื้นที่ทำการเกษตรในหลายประเทศทั่วโลกลดลง ในขณะที่ความต้องการบริโภคสินค้าอาหารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจส่งผลทำให้พฤติกรรมการบริโภคอาหารของประชากรมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะประเทศที่มีประชากรมากอย่างจีนและอินเดีย กล่าวคือ เมื่อมีรายได้สูงขึ้นสัดส่วนปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น ในขณะที่ปริมาณการบริโภคแป้งมีแนวโน้มลดลง ผลกระทบต่อเนื่องคือ ธุรกิจการเลี้ยงปศุสัตว์เติบโตขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการวัตถุดิบอาหารสัตว์มีแนวโน้มเติบโตขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ต้องมีการแบ่งพื้นที่การเกษตรมาปลูกพืชอาหารสัตว์ (Grain-based Animal Products) เป็นต้น

3.พืชพลังงานแย่งพื้นที่ผลิตพืชอาหาร การขยายพื้นที่ปลูกพืชพลังงานทดแทนนับว่าเป็นคำตอบของหลายประเทศในการแก้ปัญหาความวิตกในเรื่องราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความวิตกถึงความพอเพียงของปริมาณน้ำมันในอนาคต อย่างไรก็ตาม การขยายพื้นที่ปลูกพืชพลังงานทดแทนนับว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อเนื้อที่การปลูกพืชอาหารและส่งผลต่อเนื่องถึงราคาอาหารทั่วโลก เช่น ในสหรัฐฯการขยายพื้นที่การปลูกข้าวโพดเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอธานอลทำให้เนื้อที่ปลูกถั่วเหลืองลดลง ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันถั่วเหลืองมีแนวโน้มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทางองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ เตรียมศึกษาแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการเกษตรพืชพลังงาน โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกพืชอาหาร ภายใต้สมมุติฐานว่าหากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสมการปลูกพืชพลังงานก็จะเป็นประโยชน์ต่อการเกษตร และเป็นพลังงานทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพิงน้ำมันได้

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง ก็คือ ถึงแม้มีการคาดการณ์ว่าในฤดูการผลิต 2551/52 ปริมาณการผลิตธัญพืชมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมีราคาเป็นแรงจูงใจสำคัญ แต่ราคาธัญพืชก็จะยังสูงต่อไป เนื่องจากสัดส่วนของอุปสงค์-อุปทานในตลาดโลกมีการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ในสหรัฐฯในฤดูการผลิต 2551/52 เมื่อผลผลิตข้าวสาลีเพิ่มขึ้น ราคาธัญพืชอื่นๆ โดยเฉพาะข้าวโพดราคาก็น่าจะลดลง แต่ความจริงกลับเป็นว่ามีการนำข้าวโพดไปผลิตเอธานอลมากขึ้น เนื่องจากกฎหมายในสหรัฐฯ ระบุให้ต้องใช้แอลกอฮอล์ปนเข้าไปในน้ำมันอย่างน้อยร้อยละ 1 ในปี 2551 เพื่อลดมลพิษ ลดการเกิดภาวะเรือนกระจกซึ่งส่งผลต่อเนื่องภาวะโลกร้อน ส่วนผสมของแอลกอฮอล์จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10 ในไม่กี่ปีข้างหน้า

4.การเก็งกำไร ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ประจำปี 2551 (World Economic Outlook 2008) ฉบับปรับปรุงล่าสุด เพื่อใช้ประกอบการประชุมครึ่งปี ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ร่วมกับธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12-13 เมษายน 2551นี้ พบว่าปัจจัยการเก็งกำไร และปัญหาเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่า เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าวัตถุดิบอุตสาหกรรม และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ การลดลงของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ บวกกับกระแสการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อกระตุ้นให้เกิดการเก็งกำไรย้ายจากตลาดเงินมาเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ โดยราคาน้ำมันดิบเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการเก็งกำไรมากที่สุด ตามด้วยปัจจัยความเสี่ยงจากปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อน และปัจจัยอุปสงค์อุปทานในตลาด เช่นเดียวกับราคาธัญพืช โดยเฉพาะข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง และข้าวที่ราคาพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์นั้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเก็งกำไร รองลงมาคือ นโยบายจำกัดการส่งออก ปัญหาดอลลาร์อ่อน และกลไกอุปสงค์-อุปทานในตลาดโลก

ผลกระทบระยะสั้น…ราคาพุ่งก่อให้เกิดเหตุการณ์ประท้วงอย่างกว้างขวาง ราคาพืชอาหารที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มขาดแคลนในบางประเทศส่งผลให้เกิดการประท้วงอย่างกว้างขวางและส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา กล่าวคือ ประชากรของชาติพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะใช้จ่ายเงินซื้ออาหารเพียงร้อยละ 10-20 ของรายได้ แต่สำหรับชาติกำลังพัฒนาต้องใช้จ่ายเงินถึงร้อยละ 60-80 ของรายได้ไปกับการซื้ออาหารเลี้ยงชีพ แม้ว่าประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศจะเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่และได้รับอานิสงส์จากการที่สามารถส่งออกสินค้าอาหารได้ในราคาที่สูงขึ้น รวมทั้งเกษตรกรผู้ปลูกและบรรดาพ่อค้าอาหารในระดับต่างๆก็ได้รับอานิสงส์จากการที่ราคาอาหารสูงขึ้นด้วยก็ตาม ดังนั้นผลกระทบจากการที่ราคาอาหารมีแนวโน้มสูงขึ้นจะส่งผลต่อผู้บริโภคในประเทศที่กำลังพัฒนามากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งระดับความรุนแรงของผลกระทบก็มีไม่เท่ากัน โดยแยกเป็น ดังนี้

1.ประเทศที่ไม่ได้เป็นผู้ผลิตอาหาร แยกพิจารณาเป็น -ประเทศที่ไม่มีกำลังซื้อ ประเทศเหล่านี้ได้แก่ กลุ่มประเทศในแอฟริกา ซึ่งประสบปัญหาความอดอยาก และไม่มีกำลังซื้อ ประเทศเหล่านี้จะได้รับผลกระทบมากที่สุดในปัจจุบัน แม้ว่าประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่จะได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศ แต่การที่ราคาสินค้าอาหารมีแนวโน้มสูงขึ้นทำให้องค์กรระหว่างประเทศอาจต้องจำกัดการช่วยเหลือ เนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอ และถ้าในระยะ 2-3 ปีต่อไปราคาสินค้าอาหารยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผลกระทบต่อประเทศเหล่านี้ยิ่งจะรุนแรงมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน จากรายงานสภาวะอาหารและแนวโน้มภาวะการเกษตรขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติหรือเอฟเอโอระบุว่าจากราคาอาหารที่แพงขึ้นทั่วโลก ประกอบกับค่าขนส่งและราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น คาดว่าปีนี้บรรดาชาติยากจนที่สุดของโลกจะต้องจ่ายเงินนำเข้าธัญญาหารเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 56 เปรียบเทียบจากปีก่อนที่ร้อยละ 37 ส่วนชาติยากจนในแอฟริกาจะต้องจ่ายเงินซื้อธัญญาหารเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 74 ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2551 ราคาธัญญาหารปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงสต็อกอาหารโลกที่ลดลง แม้ว่าความต้องการบริโภคจะยังทรงตัว ทำให้คาดว่าขณะนี้กว่า 37ประเทศทั่วโลกกำลังเจอปัญหาขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง

-ประเทศที่มีกำลังซื้อ ประเทศเหล่านี้ได้แก่ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และรัสเซีย ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้เป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าอาหาร และยังต้องพึ่งพิงการนำเข้า แต่กลุ่มประเทศตะวันออกกลางก็มีรายได้มหาศาลจากการส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ส่วนรัสเซียนั้นก็มีจากการส่งออกน้ำมันและแร่ ทำให้ประเทศเหล่านี้มีกำลังซื้อเพียงพอในการนำเข้าอาหาร แม้ว่าจะอยู่ในภาวะที่ราคาสินค้าอาหารในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น

2.ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตอาหาร แยกพิจารณาเป็น -ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตอาหารแต่ยังต้องพึ่งพิงการนำเข้าอาหาร ตัวอย่างของประเทศเหล่านี้ เช่น จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สหรัฐฯ เป็นต้น ประเทศเหล่านี้แม้ว่าจะผลิตอาหารได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศ ทำให้จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหาร ประเทศเหล่านี้ได้รับผลกระทบพอสมควรกับการที่ราคาอาหารในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งบางประเทศต้องมีการปรับแผนการผลิตและมาตรการการนำเข้าสินค้าอาหาร โดยเฉพาะการเร่งขยายปริมาณการผลิตพืชอาหาร และการลดภาษีหรือยกเลิกการกำหนดโควตาการนำเข้าสินค้าอาหาร ทั้งเพื่อเป็นการรับประกันว่าในอนาคตอันใกล้จะมีปริมาณอาหารเพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศ โดยลดการพึ่งพิงการนำเข้า และราคาสินค้าอาหารในประเทศอยู่ในระดับราคาที่ไม่สร้างภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปสำหรับผู้บริโภคในประเทศ

-ประเทศผู้ส่งออกสินค้าอาหารสุทธิ ประเทศเหล่านี้เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เมื่อราคาสินค้าอาหารมีแนวโน้มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศได้รับอานิสงส์ไม่เท่าเทียมกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระบบการบริหารจัดการทางด้านอาหารของรัฐบาลและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ในระยะสั้นมาตรการที่ประเทศเหล่านี้นำออกมาใช้คือ ชะลอหรือระงับการส่งออกสินค้าอาหารชั่วคราว

ผลกระทบระยะยาว…วิกฤตอาหาร เร่งปรับโครงสร้างการผลิต องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ในระยะยาวทั่วโลกจะเกิดปัญหาการขาดแคลนอาหารและจะเกิดวิกฤตการณ์ทางราคาอาหารอย่างรุนแรง ซึ่งคาดว่าผลกระทบนั้นรุนแรงกว่าวิกฤตอัตราแลกเปลี่ยน ที่เกิดขึ้นเมื่อทศวรรษที่ 70 ที่มีปัญหาการก่อจลาจลทั่วโลก จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กดดันให้ประเทศยากจนหั่นงบประมาณพยุงราคาสินค้า ส่งผลให้ราคาธัญญาหารพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ประชาชนมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกก่อการจลาจล เรียกการจลาจลครั้งนั้นกันว่า "จลาจลไอเอ็มเอฟ" และเหตุการณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลหลายชุด เช่นในซูดาน และเปรู

ส่วนวิกฤตอาหารแพงจะกินเวลายาวนานมากน้อยเพียงใดยังคาดเดาได้ลำบาก หน่วยวิจัยเศรษฐกิจ (Economic Research Service : ERS) ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯเตือนว่าราคาธัญพืชทั่วโลกจะยังคงปรับขึ้นในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 1 ทุกปีไปจนถึงปี 2559 ซึ่งทำให้ ณ ปลายปี 2559 ราคาธัญพืชก็จะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 8.3 จากระดับปลายปี 2551 หากเป็นไปตามคาดการณ์หลายพื้นที่ของโลกที่ประสบปัญหาข้าวยากหมากแพงอยู่แล้ว คงจะต้องเผชิญปัญหาทั้งวิกฤติการเมือง และวิกฤตสังคมตามมา

วิกฤตอาหารโลกครั้งนี้ นับว่าเป็นโอกาสดีของไทย เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารส่งออกที่สำคัญของโลก ทำให้มีปริมาณอาหารเพียงพอบริโภคในประเทศ และมีโอกาสสร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าอาหาร ประเทศไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรมที่เป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญประเทศหนึ่งของโลก โดยเฉพาะข้าวน่าจะแปรวิกฤติเป็นโอกาส และเตรียมวางแผนพัฒนาศักยภาพความเป็นแหล่งอาหารของโลกเพื่อรองรับแนวโน้มในอนาคตที่นับวันอาหารจะเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันควรกำหนดแผนพัฒนาประเทศที่ควรจะเน้นจุดแข็งของความเป็นประเทศเกษตรกรรมทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว อย่างเป็นระบบ เป็นเอกภาพและอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ขณะเดียวกันต้องสำรองและขยายพื้นที่การเกษตรทั่วประเทศให้มากขึ้น รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับด้านเกษตรในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ประเด็นที่ไทยต้องพิจารณา คือ การแบ่งสัดส่วนระหว่างพืชอาหารและพืชพลังงาน โดยองค์กรระหว่างประเทศเสนอให้ประเทศที่มีพื้นที่ในการปลูกพืชเกษตรให้ความสำคัญในการปลูกพืชเพื่อผลิตอาหารให้มากที่สุด แทนที่จะใช้พื้นที่เพื่อปลูกพืชพลังงานทดแทน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเองเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิ ทำให้การปลูกพืชพลังงานทดแทนเพื่อรองรับการใช้พลังงานในอนาคตยังคงมีความสำคัญ ทำให้สุดท้ายแล้วประเด็นดังกล่าวจะอยู่ที่ว่าประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน(โอเปก)จะร่วมมือที่จะช่วยเหลือกับประเทศเกษตรกรรม โดยการพยายามชะลอการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันได้มาก-น้อยเพียงใด

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ณ ราคาในปัจจุบันรัฐบาลยังยืนยันที่จะปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกลไกตลาดเสรี โดยจะไม่มีการควบคุมการส่งออก ซึ่งผู้บริโภคในประเทศย่อมได้รับผลกระทบจากการที่ราคาสินค้าธัญญาหารสูงขึ้น แต่ก็ยังคงพอที่ยอมรับได้โดยเหตุผลที่เพื่อช่วยเกษตรกร เนื่องจากการบริโภคในประเทศในปัจจุบันยังคงไม่ประสบกับปัญหาขาดแคลน ในขณะที่บรรดาเกษตรกร ซึ่งรับรู้ข้อมูลว่าราคาจะมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็จะมีการจัดสรรทรัพยากร หรือการตัดสินใจว่าจะปลูกพืชชนิดใดขึ้นอยู่กับราคาเป็นหลัก รวมทั้งเกษตรกรจะตัดสินใจลงทุนในด้านเทคโลยีทางการเกษตรที่ทันสมัยทั้งนี้เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทางด้านเครื่องจักรกลทางการเกษตร การลงทุนเพื่อหาน้ำให้เพียงพอกับการเพาะปลูก เช่น การขุดบ่อบาดาล การวางชลประทานระบบท่อใต้ดินซึ่งเป็นระบบที่แม้จะลงทุนสูง แต่มีความคุ้มค่าในการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น ซึ่งเท่ากับเป็นโอกาสในการเพิ่มพูนรายได้ของเกษตรกรเอง ส่วนบรรดาพ่อค้าในระดับต่างๆก็ได้รับอานิสงส์กันถ้วนหน้า

อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปถ้าราคาสินค้าธัญญาหารลดลง รัฐบาลคงต้องกลับเข้ามาแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงราคาเช่นในอดีต ทั้งนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่จะส่งผลให้ผู้บริโภคในประเทศไม่ต้องรับภาระหนักต่อไป ในขณะที่อีกด้านหนึ่งถ้าหากราคาสินค้าธัญญาหารยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว คาดว่าประเด็นที่รัฐบาลคงจะต้องตัดสินใจเพื่อกำหนดความเหมาะสมใน 2 ประเด็นหลักที่ความขัดแย้งอาจรุนแรงขึ้นตามราคาอาหารในตลาดโลก คือ ประเด็นระหว่างการผลิตพืชอาหารและพืชพลังงานทดแทน และประเด็นในเรื่องปริมาณการส่งออกและความพอเพียงรวมทั้งราคาที่ยอมรับได้ในการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งการตัดสินใจของรัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งนี้เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

บทสรุป ภาวะราคาสินค้าธัญญาหารที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ต้นปี 2551 และคาดว่าราคาจะยังคงอยู่ในเกณฑ์สูงอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยสำคัญที่ผลผลิตมีแนวโน้มลดลงสวนทางกับความต้องการบริโภคที่มีแนวโน้มสูงขึ้น จากหลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวน และเพิ่มโอกาสในการแพร่ระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ส่งผลให้ผลผลิตสินค้าธัญญาหารลดลง ในขณะที่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจทำให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป โดยมีการเพิ่มสัดส่วนของการบริโภคเนื้อสัตว์ ทำให้ต้องมีการขยายพื้นที่ปลูกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ รวมทั้งการที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรบางส่วนหันไปปลูกพืชพลังงานทดแทน ตลอดจนการนำเอาพื้นที่ที่เหมาะสมในการทำการเกษตรไปพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรม สนามกอล์ฟ ฯลฯ ทำให้พื้นที่การเกษตรมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง การขยายปริมาณการผลิตสินค้าธัญญาหารจึงต้องอาศัยการลงทุนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อมุ่งที่จะเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ แต่การลงทุนดังกล่าวส่งผลให้ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ประเทศไทยค่อนข้างจะโชคดีที่เป็นประเทศที่ส่งออกอาหารสุทธิที่สำคัญของโลก ดังนั้นประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบของวิกฤตอาหารค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยผู้บริโภคในประเทศแม้ว่าต้องซื้อสินค้าธัญญาหารในราคาที่สูงขึ้น แต่ก็ไม่ต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลน จนนำไปสู่การจราจลและการประท้วงอย่างรุนแรง เช่นในบางประเทศในแอฟริกา นอกจากนี้ ทั้งเกษตรกร ผู้ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจการค้าสินค้าเกษตรยังได้รับอานิสงส์จากการที่ราคาสินค้าสูงขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวนั้นสิ่งที่รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าธัญญาหารจะต้องเร่งปรับระบบการผลิตและการตลาดรับมือกับภาวะที่ราคาสินค้าจะยังคงอยู่ในเกณฑ์สูงแต่มีแนวโน้มจะผันผวน โดยต้องเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยทางการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ การวางแผนการจัดสรรน้ำให้เพียงพอกับความต้องการทางการเกษตร และการตัดสินใจที่ชัดเจนในการแบ่งที่ดินในการปลูกพืชธัญญาหาร พืชพลังงานทดแทน พืชอาหารสัตว์ และพืชอื่นๆที่มีราคาอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะยางพารา โดยจะต้องเป็นการวางแผนระยะยาวที่รัดกุมและพิจารณาปัญหาต่างๆอย่างรอบด้าน

ทั้งนี้สิ่งที่น่าติดตามต่อไป คือ หากภาวะราคาอาหารโลกยังคงพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด ประเด็นที่รัฐบาลต้องพิจารณาเพื่อกำหนดความเหมาะสมใน 2 ประเด็นที่ความขัดแย้งอาจรุนแรงขึ้น หากราคาอาหารในตลาดโลกยังคงพุ่งขึ้นไปอีก คือ ประเด็นในเรื่องการผลิตพืชอาหารและพืชพลังงานทดแทน และประเด็นในเรื่องปริมาณการส่งออก เมื่อเทียบกับความเพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งการตัดสินใจของรัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งนี้เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เนื่องจากการตัดสินใจของรัฐบาลนั้นส่งผลกระทบให้มีทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์