วิกฤตเศรษฐกิจ ไม่เพียงแต่ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคหาย ยอดขายลดลงเท่านั้น แต่สภาพคล่อง หรือเงินที่ใช้หมุนเวียนในโลกก็พลอยหายไปด้วย ทำให้ใครที่ต้องการระดมทุนจะมีต้นทุนการเงินสูงกว่าภาวะปกติ สถานการณ์นี้จะบริหารจัดการกับวิกฤตได้อย่างไร มีตัวอย่างกรณีศึกษาจากบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่วิ่งมาถึงทางตัน แม้จะไม่วิกฤตเท่ากับปี 2540 ที่ทรูฯ แทบล้มละลาย แต่ครั้งนี้คือต้องเร่งเพิ่มทุนเพื่อระดมเงินก้อนใหญ่มาจ่ายหนี้และสะสมไว้ส่วนหนึ่งเพื่อลงทุน 3G พร้อมแต่งตัวให้ดูดีเพื่อต่อรองกับพาร์ตเนอร์ใหม่ในอนาคต และที่ลืมไม่ได้คือการตัดงบการตลาดแล้ว 10%
“ทรู คอร์ปอเรชั่น” มีหนี้สิน ณ ไตรมาส 2 ปี 2551 ตามที่ระบุอยู่ในงบการเงินรวม 109,681.26 ล้านบาท โดยมีหนี้เงินกู้ และหุ้นกู้ครบกำหนดชำระในปี 2552 จำนวน 7,827 ล้านบาท และปี 2553 อีก 8,528 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2551 คาดว่าจะขาดทุน 654 ล้านบาท
หลังจากคิดแผนแก้ปัญหามาหลายเดือน ผู้บริหารทรูฯตัดสินใจประกาศเพิ่มทุน 19,500 ล้านบาท เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยให้สิทธิผู้ถือหุ้นเดิมซื้อก่อน ซึ่งผู้บริหารทรูฯชี้แจงต่อนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ว่า กำหนดซื้อ 1 ต่อ 2.63 หุ้น ในราคาหุ้นละ 1.95 บาท ซึ่งปัจจุบันผู้ถือหุ้นหลักในทรูฯ คือกลุ่มซีพี รวมทั้งผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาดหุ้น หากจำหน่ายไม่หมด ก็จะให้สิทธิผู้ถือหุ้นเดิมอีกครั้ง โดยคาดว่าเงินจะเข้าบริษัทในไตรมาสแรกของปี 2552
กรณีศึกษาจาก “ทรู คอร์ปอเรชั่น” คือแผนกู้วิกฤตเก็บเงินสด แม้จะย้ายจากกระเป๋าของบริษัทแม่เป็นหลัก แต่ก็ถือว่าเป็นการเตรียมพร้อมก่อนที่สภาพคล่องของโลกหายไป เพราะปี 2552 ทรูฯมีภาระหลัก และหนักถึง 3 ข้อ คือ 1.หนี้สินที่ต้องจ่ายรวม 8,900 ล้านบาท 2.การซื้อหุ้นในทรูมูฟ จากบริษัทบิทโก (BITCO) ในเครือซีพี มูลค่า 3,500 ล้านบาท และ 3.การลงทุนในโครงการโทรศัพท์มือถือ 3G ที่ยังไม่เปิดเผยว่าต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่
เป็นแผนการแก้ไขก่อนที่ทรูฯจะวิกฤตตามสภาวะของเศรษฐกิจโลก ซึ่ง “ศุภชัย เจียรวนนท์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บอกว่า ที่ผ่านมาถูกถามตลอดว่าทรูฯจะแก้ปัญหาเรื่องหนี้อย่างไร แม้วิกฤตครั้งนี้จะหนัก แต่ก็ยังถือว่า “เด็ก ๆ” เมื่อเทียบกับปัญหาเมื่อปี 2540 ที่ทรูฯเจอปัญหาหนี้สินต่อทุนถึง 13.5 ต่อ 1 แต่ขณะนี้มีหนี้เพียง 5-6 เท่า และแผนการระดมทุนปรับโครงสร้างทุนครั้งนี้ จะทำให้หนี้สินต่อทุนลดลง และเข้าสู่เป้าหมายหนี้สินต่อทุนเหลือ 2 ต่อ 1 ภายใน 2 ปีนับจากนี้
นั่นหมายถึงหากสถานะหนี้ดีขึ้น ทำให้ทรูฯเจรจากับพันธมิตรได้ง่าย มีอำนาจต่อรองดีขึ้น และการระดมทุนเพื่อโครงการใหม่ก็ได้ต้นทุนทางการเงินที่ดีกว่า เพราะอนาคตทรูฯจะต้องลงทุน 3G ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับทรูฯที่มีแผนคอนเวอร์เจนซ์รองรับแล้วอย่างเต็มที่
ตัดงบตลาด 10%
ไม่เพียงการเตรียมเรื่องสถานะทางการเงินเท่านั้น “ศุภชัย” บอกด้วยว่าตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมาจริงจังมากยิ่งขึ้นกับแผน Cost Control เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจทำให้คนใช้จ่ายน้อยลง รวมทั้งรายได้จากค่าโทรต่อเลขหมาย ก็ลดลงแล้วประมาณ 5-10% ทำให้ทรูฯต้องรัดเข็มขัด
การควบคุมรายจ่ายที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมแล้วคืองบการตลาด การขาย และการสร้างแบรนด์ ที่ต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ไม่ใช้จ่ายจนเกินความจำเป็น โดยในปีหน้าลดงบประมาณลง 10% เหลือประมาณ 2,200 ล้านบาทจากปีนี้ที่ใช้ประมาณ 2,400 ล้านบาท
นี่คือการเริ่มต้นเพื่อเตรียมพร้อมก่อนที่จะเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่ง “ศุภชัย” ยืนยันว่า “ทรูฯ” มีบทเรียนที่ดีจากวิกฤตต้มยำกุ้ง จนทำให้มีภูมิคุ้มกัน และนาทียังคงมั่นใจว่า โมเดลธุรกิจคอนเวอร์เจนซ์ที่ทำมาตลอดกว่า 3 ปีจะส่งผลให้เห็นชัดเจนในปีหน้า
ความต้องการใช้เงินของกลุ่มทรูฯ ในปี 2552-2553 หน่วย : ล้านบาท ปี 2552 ปี 2553 รวม ---------------------------------------------------------------------------------- ทรู เงินกู้บาท 2,800 2,800 5,600 หุ้นกู้ (1/2547) 804 804 1,609 หุ้นกู้ (1/2550) 1,000 - 1,000 หุ้นกู้ (1/2550) - 2,000 2,000 เงินกู้ของบริษัทในเครือ 248 180 428 --------------------------------------------------------------------------------- ทรูมูฟ เงินกู้ Kfw 1,689 1,418 3,107 เงินกู้ IFC 228 192 420 -------------------------------------------------------------------------------------- ทรูวิชั่นส์ เงินกู้ (240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) 1,058 1,134 2,192 รวม 7,827 8,528 16,355 ซื้อหุ้น BITCO คืน 3,540 - 3,540 รวมทั้งหมด 11,367 8,528 19,895 --------------------------------------------------------------------------------------- ที่มา : บริษัทหลักทรัพย์เอเชีย พลัส