จุดเด่นจากรายงานการสำรวจภาวะการลงทุนประจำไตรมาสของไอเอ็นจี กรุ๊ป • ดัชนีความเชื่อมั่นของการลงทุนในไทยลดลง 30% มาอยู่ที่ 59 ในไตรมาส 4/2551 จาก 84 ในไตรมาส 3/2551 ซึ่งนับว่าลดลงถึง 56% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว • นักลงทุนชาวไทยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโดยรวมของไทยและสถานะการเงินของนักลงทุนจะประสบภาวะตกต่ำในปี 2552 โดย 88% ของนักลงทุนไทยชี้ว่า ไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2551 • วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนในเอเชียวิตกว่า อัตราการว่างงานจะเพิ่มสูงขึ้น และในจำนวนนักลงทุนเอเชียที่แสดงความวิตกดังกล่าว เป็นนักลงทุนชาวไทยสูงถึง 55% • นักลงทุนชาวไทยยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ โดย 46%ของนักลงทุนไทย ระบุว่า จะลดการลงทุนและเพิ่มสัดส่วนการถือครองเงินสดในไตรมาส 1/2552
ไอเอ็นจี กรุ๊ป สถาบันการเงินระดับโลก เผยข้อมูลจากรายงานการสำรวจภาวะการลงทุนรายไตรมาสว่า ความเชื่อมั่นของการลงทุนในประเทศไทยลดลงอย่างเด่นชัดถึง 56% ในปี 2551 ทั้งนี้ เป็นผลจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อนักลงทุนไทยตลอดปีที่ผ่านมา
ดัชนีความเชื่อมั่นของการลงทุนในไทยลดลงมาอยู่ที่ 59 ในไตรมาส 4/2551 จาก 134 ในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว (ไตรมาส 4/2550) อันเป็นผลมาจากวิกฤติด้านสินเชื่อในตลาดโลก ผนวกกับความตกต่ำทางเศรษฐกิจในปี 2551 ซึ่งดัชนีความเชื่อมั่นของการลงทุนในไทยในไตรมาส 4/2551 ที่ระดับ 59 นี้ นับว่าลดลงถึง 30% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2551 ที่ระดับ 84
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นการลงทุนในภูมิภาคเอเชียโดยรวม (ยกเว้นญี่ปุ่น) มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องมาตลอด 5 ไตรมาส มาอยู่ที่ระดับ 73 ในไตรมาสที่ 4/2551 คิดเป็นสัดส่วนที่ลดลง 15% จากที่ระดับ 86 ในไตรมาสก่อน (3/2551) และลดลง 46% จากไตรมาส 4/2550 ที่ระดับ 135
การสำรวจภาวะการลงทุนไอเอ็นจี อินเวสเตอร์ แดชบอร์ด (ING Investor Dashboard) เป็นการสำรวจดัชนีการลงทุนรายไตรมาสในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ยกเว้นญี่ปุ่น) เป็นรายแรก โดยเป็นการชี้วัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนในภูมิภาคนี้ทั้ง 13 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฮ่องกง จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ส่วนดัชนีภาครวมของเอเชียจะรวมทุกตลาด ยกเว้น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ พร้อมทั้งเสนอภาพรวมของตลาดการลงทุนและทัศนคติของนักลงทุน โดยสามารถใช้ดัชนีความเชื่อมั่นประจำไตรมาสของไอเอ็นจี กรุ๊ป ในการอ้างอิง
นักลงทุนไทยคาดว่า ปัญหาวิกฤติสินเชื่อและภาวะถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา จะยังคงส่งผลกระทบเชิงลบอย่างต่อเนื่องต่อสถานะการเงินส่วนบุคคลของนักลงทุนไทย และเศรษฐกิจไทยโดยรวมในปี 2552
ข้อมูลบ่งชี้ว่า ทัศนคติต่อสภาพเศรษฐกิจและสถานะการเงินส่วนบุคคลของนักลงทุนไทย ในไตรมาส 4/2551 ทรุดต่ำลง เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน • 88% ของนักลงทุนไทย ชี้ว่า สภาพเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2551 ทรุดโทรม เทียบกับ 81% ในไตรมาส 3/2551 • 52% ของนักลงทุนไทย ชี้ว่า สถานะการเงินส่วนบุคคลในไตรมาส 4/2551 ทรุดโทรม เทียบกับ 51% ในไตรมาส 3/2551
ผลการสำรวจบ่งชี้ว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงในไตรมาส 4/2551 ได้แก่ วิกฤติสินเชื่อ ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา และปัญหาเศรษฐกิจไทย • 71% ของนักลงทุนไทย ชี้ว่า นโยบายของรัฐบาลส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในการลงทุนในไตรมาส 4 /2551 • 60% มองว่า ตนได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในไตรมาส 4/2551 • 71% มองว่า ตนได้รับผลกระทบจากวิกฤติสินเชื่อในไตรมาส 4/2551
สำหรับในไตรมาส 1/2552 ปัญหาด้านสินเชื่อ วิกฤติเศรษฐกิจโลก และวิกฤติการเมืองไทยยังคงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนไทย ทั้งนี้ นักลงทุนไทยยังคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยและสภาวะการเงินส่วนบุคคลของนักลงทุนไทยจะยังคงทรุดต่ำในปี 2552 แต่มีมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม นักลงทุนส่วนใหญ่แสดงความวิตกต่ออัตราการว่างงานที่เป็นผลจากวิกฤติเศรษฐกิจ
• 46% ของนักลงทุนไทย เผยว่า จะลดการลงทุนและเพิ่มการถือครองเงินสดในไตรมาสที่ 1/2552 • 56% มองว่า การมีรัฐบาลใหม่ของสหรัฐอเมริกาไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของตนในปี 2552 • 77% มองว่า เศรษฐกิจไทยจะตกต่ำลงอีกในไตรมาส 1/2552 ขณะที่ในไตรมาสก่อน นักลงทุน 40% มีมุมมองดังกล่าว • 38% คาดว่า สภาวะการเงินส่วนบุคคลของตนจะยังคงทรุดต่ำลงในไตรมาสแรกของปี 2552 ขณะที่ในไตรมาสก่อน นักลงทุน 21% มีมุมมองดังกล่าว • 55% คาดว่า ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการจ้างงาน
นายมาริษ ท่าราบ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในไตรมาส 4/2551 นักลงทุนชาวไทยมีความเชื่อมั่นในการลงทุนลดลงอย่างมาก อันเป็นผลมาจากความตกต่ำของเศรษฐกิจโลกและวิกฤติสินเชื่อ เสริมด้วยวิกฤติการเมืองและความปลอดภัยในไทย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุนมากกว่าปัจจัยภายนอกประเทศ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องความวิตกเกี่ยวกับอนาคตอันใกล้ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย การลดการลงทุนของนักลงทุนชาวไทยและต่างชาติ อัตราการขยายตัวที่ลดลงของการส่งออก และการประท้วงกดดันให้รัฐบาลชุดปัจจุบันลาออก ส่งผลให้นักลงทุนชาวไทยลดและควบคุมการใช้จ่ายและการลงทุนของตน”
นักลงทุนไทยยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่คาดว่าจะมีขึ้นต่อไปในปี 2552
ในภาวะวิกฤติการเงินในปัจจุบัน นักลงทุนไทยที่มุ่งความสนใจไปที่การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมีสัดส่วน 16% เปรียบเทียบกับนักลงทุนไทยที่สนใจการลงทุนที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางที่มีสัดส่วนถึง 19% และมีเพียง 13% ที่สนใจการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง โดยการลงทุนในหลักทรัพย์ของไทย กองทุนรวมในต่างประเทศ และหน่วยลงทุนลดลงอย่างมากในไตรมาส 4/2551 • 20% ของนักลงทุนไทยมีการลงทุนในหลักทรัพย์ไทยในไตรมาส 4/2551 เทียบกับ 83% ในไตรมาส 3 ปีเดียวกัน • 36% ลงทุนในกองทุนรวมและหน่วยลงทุนของไทยในไตรมาส 4/2551 เทียบกับ 43% ในไตรมาส 3/2551 • 15% ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่พักอาศัยในไตรมาส 4/2551 เทียบกับ 43% ในไตรมาส 3 ปีเดียวกัน
สำหรับในปี 2552 ข้อมูลผลสำรวจบ่งชี้ว่า นักลงทุนชาวไทยมุ่งถือการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่มีอยู่เดิมต่อไป • 28% ของนักลงทุนไทยเผยว่า จะเพิ่มการถือครองเงินสด/เงินฝากธนาคารมากขึ้นไตรมาส 1/2552 • มีเพียง 8% ที่เดินหน้าลงทุนในหลักทรัพย์ของไทย ขณะที่ 12% ลงทุนในกองทุนรวมและหน่วยลงทุนที่จัดตั้งขึ้นในประเทศ และ 4% ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่พักอาศัยในไทยในไตรมาส 1/2552
นอกจากนี้ นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ คาดว่า อสังหาริมทรัพย์ประเภทที่พักอาศัยจะมีราคาลดลงในไตรมาส 4/2551 โดย 64% ของนักลงทุนไทยคาดการณ์ว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่พักอาศัยจะมีราคาลดลงเฉลี่ย 4.5% ในไตรมาส 4/2551
“คำแนะนำของเรา คือ ให้มองการณ์ไกล การถือเงินสดถือเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่ำสุดในระยะยาว นักลงทุนไทยควรมีแผนการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย อาทิ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ และควรลงทุนเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอในทุก ไตรมาสเป็นระยะเวลานาน 1 – 2 ปี เพื่อให้การลงทุนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น และมีระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม” นายมาริษ ท่าราบ กล่าว
นักลงทุนจีนและไต้หวัน มีความเชื่อมั่นในการลงทุนสูงขึ้น สวนกระแสประเทศอื่นในเอเชีย
แม้ว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ทั่วเอเชียจะลดต่ำลง แต่ในประเทศจีนและไต้หวัน นักลงทุนกลับมีความเชื่อมั่นสูงขึ้น ซึ่งคาดจะเป็นผลมาจากการประกาศมอบเงินช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ
ก้าวเข้าสู่ไตรมาส 1/2552 ข้อมูลบ่งชี้ว่า นักลงทุนในประเทศจีนอาจยังคงมีทัศนคติเชิงบวกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าประเทศตนได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก • 50% ของนักลงทุนจีน คาดการณ์ว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจภายในประเทศจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 1/2552 และ 54 % เชื่อว่า สถานะการเงินส่วนบุคคลของตนจะดีขึ้นในช่วงเดียวกัน
• 73% ของนักลงทุนจีน คาดการณ์ว่า สภาพเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาจะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของตน ขณะที่ 88% ระบุว่า สภาพเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกามีผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของตนในไตรมาส 4/2551
ข้อมูลเพิ่มเติม การสำรวจของไอเอ็นจี อินเวสเตอร์ แดชบอร์ด มีขึ้นเพื่อประเมินทัศนคติและพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก 13 ประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย ญี่ปุ่น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เป็นประจำทุกไตรมาส โดยในแต่ละตลาดที่ทำการสำรวจจะแบ่งเกณฑ์ค่าดัชนีไปตั้งแต่ 0 (ต่ำที่สุด) จนถึง 200 (ดีที่สุด)
การสำรวจดังกล่าว เป็นการสำรวจรายไตรมาสรายแรกในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นด้านการลงทุนในเขตภูมิภาคดังกล่าว (ไม่รวมญี่ปุ่น) โดยได้นำดัชนีความเชื่อมั่นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมาปรับเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจในแต่ละไตรมาสด้วยดัชนีความเชื่อมั่นการลงทุนในภูมิภาคดังกล่าวมาจากค่ากลางของฐานใน 10 ตลาดในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน และไทย (ไม่รวมญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์)
ไอเอ็นจี อินเวสเตอร์ แดชบอร์ด ถือกำเนิดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกภายหลังความสำเร็จของไอเอ็นจี อินเวสเตอร์ บาโรมิเตอร์ในยุโรป ซึ่งตีพิมพ์เป็นประจำในประเทศเนเธอร์แลนด์และเบลเยี่ยมเพื่อประเมินความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อย และนับเป็นตัวชี้วัดความคิดเห็นของนักลงทุนรายย่อยที่น่าเชื่อถือ ที่นักลงทุนรายสำคัญในแวดวงการเงินในยุโรปให้การติดตามอย่างใกล้ชิด
ไอเอ็นจีเผยผลสำรวจภาวะการลงทุนไตรมาส 4/2551 สำหรับการสำรวจไตรมาส 3/2550 ไตรมาส 4/2550 ไตรมาส 1/2551 ไตรมาส 2/2551 และไตรมาส 3/2551 ทำขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2550 เดือนธันวาคม 2550 เดือนมีนาคม 2551 เดือนมิถุนายน 2551 และเดือนกันยายน 2551 ตามลำดับ สำหรับการสำรวจประจำไตรมาส 4/2551 ดำเนินการเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2551 โดยการสัมภาษณ์โดยตรงและออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างนักลงทุนรายใหญ่ทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก 13 ประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,343 คน กลุ่มตัวอย่างมีอายุ 30 ปีหรือสูงกว่า มีสินทรัพย์สุทธิหรือเงินลงทุนรวม 100,000 เหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า ยกเว้น อินโดนีเซีย (สินทรัพย์สุทธิหรือเงินลงทุนรวม 56,000 เหรียญสหรัฐ หรือมากกว่านั้น) และฟิลิปปินส์ (สินทรัพย์สุทธิหรือเงินลงทุนรวม 100,000 เหรียญสหรัฐหรือรายได้ต่อเดือน 250,000 เปโซ หรือมากกว่านั้น) โดยผลสำรวจจัดทำโดยบริษัทวิจัยอิสระ รีเสิร์ช อินเตอร์เนชั่นแนล (Research International)
เกี่ยวกับไอเอ็นจี กรุ๊ป ไอเอ็นจี เป็นสถาบันการเงินระดับโลกสัญชาติเนเธอร์แลนด์ ที่บริการจัดการด้านการธนาคาร กรมธรรม์ และสินทรัพย์ ให้แก่ลูกค้ารายบุคคล องค์กร และสถาบันจำนวนกว่า 85 ล้านราย ในกว่า 50 ประเทศ ด้วยบุคลากรที่หลากหลายราว 130,000 คน ไอเอ็นจีมุ่งมั่นในการให้บริการด้านการจัดการทางการเงินแก่ลูกค้าด้วยมาตรฐานสูงสุด
เกี่ยวกับรีเสิร์ช อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสิร์ช อินเตอร์เนชั่นแนล ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2505 โดยมีบริษัทดับบลิวพีพี (WPP) บริษัทชั้นนำของโลกในธุรกิจบริการด้านการสื่อสารเป็นเจ้าของ ทั้งนี้ รีเสิร์ช อินเตอร์เนชั่นแนล นับเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทแคนทาร์ (Kantar) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของดับบลิวพีพีทั่วโลกที่ให้บริการด้านการให้ข้อมูลและคำปรึกษา โดยมีเครือข่ายสำนักงานในมากกว่า 50 ประเทศ พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญที่มีความเข้าใจเบื้องลึกในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ ธุรกิจการเงิน สื่อแนวใหม่ อุตสาหกรรมค้าปลีก อุตสาหกรรมเทคโนโลยี ตลอดจนอุตสาหกรรมสินค้าบรรจุเสร็จ
รีเสิร์ช อินเตอร์เนชั่นแนล เริ่มดำเนินการในภูมิภาคเอเชียเมื่อปี 2534 และมีสำนักงานในประเทศต่างๆ ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ท่านสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.research-int.com