Insight

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีไทยปรับตัวดิ้นสู้วิกฤต จัดทำเวิร์กชอปปั้นไทยเทรนด์

สินค้ากลุ่มฟุ่มเฟือยหนาว สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีไทยและเครื่องประดับแห่งชาติประกาศปรับตัวสู้วิกฤตโลก เร่งจัดทำเวิร์กชอปเชิญนักออกแบบคนดังจากอิตาลีร่วมให้ความรู้แก่ดีไซน์เนอร์ไทยพร้อมปั้นแบรนด์ไทยเทรนด์สู้คู่แข่งคนสำคัญอย่างจีนและอินเดีย พร้อมเชิญชวนผู้ผลิตอัญมณีและเครื่องประดับ…

blogmedia-46667.jpg

สินค้ากลุ่มฟุ่มเฟือยหนาว สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีไทยและเครื่องประดับแห่งชาติประกาศปรับตัวสู้วิกฤตโลก เร่งจัดทำเวิร์กชอปเชิญนักออกแบบคนดังจากอิตาลีร่วมให้ความรู้แก่ดีไซน์เนอร์ไทยพร้อมปั้นแบรนด์ไทยเทรนด์สู้คู่แข่งคนสำคัญอย่างจีนและอินเดีย พร้อมเชิญชวนผู้ผลิตอัญมณีและเครื่องประดับคนไทยร่วมใช้ใบรับรองจากสถาบัน เหตุค่าใช้จ่ายต่ำกว่าเมืองนอกหลายเท่าตัว

นางวิลาวัณย์ อติชาติ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีไทยและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปี 2552 ว่า เพื่อรองรับการแข่งขันอย่างรุนแรงในตลาดสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในตลาดโลก ในฐานะที่เป็นองค์กรที่อยู่เคียงข้างผู้ผลิตและผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเกรียงไกรให้กับอัญมณีและเครื่องประดับไทยในตลาดโลก โดยมีแผนการดำเนินงาน 4 ประการดังนี้

ประการที่ 1.การลงทุนระยะยาวสร้างศูนย์วิเคราะห์อัญมณีพร้อมเทคโนโลยีและบุคลากรรวมกว่า 60 ล้านบาทตั้งแต่เริ่มเปิดสถาบันในปี 2542 ทำให้สถาบันมีห้องปฏิบัติการชั้นนแวหน้าของโลกและเป็นสถาบันหลักในการออกใบรับรองคุณภาพ สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศ จนทำให้สถาบันเป็นที่ยอมรับจากสมาพันธ์อัญมณีโลก (The World Jewellery Confederation หรือ CIBJO) และเป็นหนึ่งในเจ็ดห้องปฏิบัติการในคณะกรรมการ LMHC ที่มีหน้าที่ในการกำหนดถ้อยคำที่ใช้ในใบรับรองให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

และเพื่อคงไว้ซึ่งความเป็นผู้นำด้านการวิเคราะห์และตรวจสอบ ปีนี้ทางสถาบันได้ทุ่มงบประมาณอีก 20 ล้านบาทจัดหาเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ที่ทันสมัย เช่น เครื่อง Laser Ablation-Inductively Coupled Plasma-Mass Spectrometer (LA-ICP-MS) เครื่อง Laser Raman spectrometerและเครื่อง Cathodoluminescence spectrometer เป็นต้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผลิตภัณฑ์อันจะเป็นการคงไว้และเพิ่มซึ่งมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยในตลาดโลกสวนทางวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ดังนั้น ทางสถาบันจึงขอเชิญชวนผู้ผลิตสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับคนไทยสามารถขอใบรับรองคุณภาพสินค้าได้โดยตรง โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าในต่างประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าว่าจะมีจำนวนผู้มาขอใบรับรองคุณภาพที่ 25,000 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ที่มียอดผู้ขอทั้งสิ้น 23,000 ราย หรือคิดเป็น 20-30% ของผู้ประกอบการคนไทยทั้งหมดในสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย

ประการที่ 2. การพัฒนาบุคลากร โดยได้มีการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมด้านอัญมณีศาสตร์ ธุรกิจอัญมณี การตลาด การออกแบบที่เป็นของสถาบันเองและได้ร่วมมือกับสถาบันต่างชาติ เช่น สถาบันการออกแบบ Le Arti Orafe โดยได้นักออกแบบชื่อดังอย่าง Massimo Zuchi จากประเทศอิตาลีมาร่วมถ่ายทอดให้ความรู้แก่ดีไซน์เนอร์คนไทยพร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นและคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์แบบไทยที่ชาติอื่นไม่สามารถเลียนแบบได้

ประการที่ 3.การเป็นผู้นำในการจัดงานระดับโลก ได้แก่การจัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านอัญมณีและเครื่องประดับ (GIT 2008) ซึ่งสถาบันได้จัดขึ้นเป็นเป็นปีที่ 2 โดยปีนี้จะจัดในวันที่ 9-10 มีนาคม ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ คาดหมายว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 400 คน และมีผู้ยื่นเสนอผลงานทางวิชาการเกือบ 90 สถาบัน ซึ่งทางสถาบันมีแผนจะจัดการประชุมเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำและการเป็นศูนย์กลางของอุตวาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของโลกอย่างครบวงจร

ประการที่ 4. การวางแผนตลาดต่างประเทศในเชิงรุก โดยการผสานความร่วมมือไปยังองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเภคเอกชนเพื่อเป็นการสร้างพลังร่วมทางการตลาด เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการส่งออก สมาคมผู้ค้าและปผู้ผลิตอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม นางวิลาวัณย์ ยอมรับว่า จากผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลฃกในช่วงที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อตลาดส่งออกเป็นอย่างมาก เนื่องจากสหรีฐอเมริกาถือเป็นตลาดหลักของการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย ดังนั้น เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว ทางสถาบันได้ทำการเปิดตลาดส่งออกใหม่ๆ ได้แก่ จีน อินเดีย รัสเซีย ยุโรปตะวันออก และประเทศแถบตะวันออกกลาง อาทิ ดูไบ บาห์เรน กาตาร์ ซาอุดิอาราเบีย เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อชดเชยรายได้ที่ขาดหายไป

ในปี 2551 ที่ผ่านมามูลค่าการส่งออกของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยถือเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดโลก ด้วยมูลค่าการส่งออกที่สูงกว่า 270,000 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2550 ประมาณ 48% ทำรายได้ส่งออกอยู่ในอันดับที่ 3 ของประเทศ รองจากอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ และอุตสาหกรรมรถยนต์

ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในเดือนมกราคม 2552 มีมูลค่ารวม 35,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และเป็นอันดับ 1 ในผู้นำการส่งออกของประเทศในเวลานี้แทนที่อุตสากกรรมคอมพิวเตอร์และอุตสาหกรรมรถยนต์ ส่วนภาพรวมตลอดทั้งปีคาดว่ามูลค่าการส่งออกปีนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้นราว 5-10% เมื่อเทียบจากปีก่อน

“ ดิฉันเชื่อว่า ด้วยคุณภาพและมาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างอัญมณีแบรนด์ไทยให้ผงาดในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนไม่ว่าจะมีวิกฤตเศรษฐกิจขนาดไหน เพราะอัญมณีและเครื่องประดับถือเป็นการลงทุนระยะยาวอย่างหนึ่ง การรับรองในฐานะสถาบันแห่งชาติที่มีมาตรฐานโลกจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตลาดโลกได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ สถาบันยังมีความ เชื่อมั่นในพลังร่วมทางการตลาดจากหลายพลังองค์กรจะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสร้างความเกรียงไกรให้อัญมณีและเครื่องประดับไทยได้ในภาวะวิกฤตเช่นนี้” นางวิลาวัณย์ กล่าวทิ้งท้าย