ภายหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา ขณะที่มีเสียงเรียกร้องให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมลงอีก เพื่อกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของสินเชื่อและบรรเทาภาระของผู้กู้ ซึ่งหลังจากนั้น ธนาคารพาณิชย์ได้ทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง โดยธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 0.125-0.25 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย MLR มาอยู่ที่ร้อยละ 5.85–6.0 ในปัจจุบัน ซึ่งต่อมา ธนาคารพาณิชย์บางแห่งได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตลงร้อยละ 2 ต่อปี จากเดิมอยู่ที่ร้อยละ 20 ต่อปี มาเป็นร้อยละ 18 ต่อปี โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตในครั้งนี้ ซึ่งเป็นไปตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในช่วงก่อนหน้า น่าจะช่วยแบ่งเบาภาระการผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิตของผู้บริโภคได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มียอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตเป็นจำนวนเงินที่สูง ในขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์ถึงผลของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต ที่อาจส่งผลต่อการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการบัตรเครดิต ดังนี้
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต…ผลต่อทิศทางการแข่งขัน
จากการที่ธนาคารพาณิชย์บางแห่งได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตลงจากร้อยละ 20 ต่อปี มาอยู่ที่ร้อยละ 18 ต่อปี โดยเป็นการปรับลดลงครั้งแรกหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีประกาศในวันที่ 1 ธันวาคม 2549 ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกร้อยละ 2 ต่อปี เป็นไม่เกินร้อยละ 20 ต่อปี จากเดิมที่ร้อยละ 18 ต่อปี (โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตของธนาคารแห่งประเทศไทยในครั้งนั้น สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากในขณะนั้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยมีการปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวได้สะท้อนไปยังต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นทางธนาคารแห่งประเทศไทยจึงพิจารณาปรับเพิ่มเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต ตามที่ชมรมธุรกิจบัตรเครดิตได้มีคำขอ)
สำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตลงของธนาคารพาณิชย์บางแห่งในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อประเภทอื่น ๆ ของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเกิดขึ้นตามหลังการทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (โดย ธปท.ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากร้อยละ 3.75 ในเดือนตุลาคม 2551 ลงเป็นร้อยละ 1.25 ในเดือนเมษายน 2552 และคงอัตราดอกเบี้ยในระดับดังกล่าวในการประชุมครั้งล่าสุดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา) สาเหตุอีกส่วนหนึ่ง อาจจะมาจากภาวะเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถการผ่อนชำระสินเชื่อของผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้บริโภคบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการปรับลดเงินเดือน การเลิกจ้างงาน ทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต น่าที่จะลดภาระการผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิตได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ที่มียอดสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตเป็นจำนวนเงินที่สูง ช่วยให้โอกาสที่จะเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อระบบสินเชื่อลดลงไปด้วย
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตดังกล่าว ได้ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ประกอบการบัตรเครดิตรายอื่น ๆ อาจจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตลงตาม เพื่อรักษาฐานธุรกิจบัตรเครดิตของตน ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า แนวโน้มการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตของผู้ประกอบการบัตรเครดิตรายอื่น ๆ ในระยะข้างหน้า ยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ อาทิ
? ความเสี่ยงของการปล่อยสินเชื่อ ทั้งนี้ สินเชื่อบัตรเครดิตถือได้ว่าเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่ไร้หลักทรัพย์ประกัน ทำให้อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตจำต้องมีอัตราที่สูงกว่าสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์ประกัน อย่างเช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นต้น นอกจากนี้ สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถการผ่อนชำระสินเชื่อของผู้บริโภค ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการอาจจะเผชิญกับความเสี่ยงสูงที่เพิ่มมากขึ้นจากภาวะปกติไปอีก ทำให้ผู้ประกอบการบัตรเครดิตบางราย อาจจะยังคงต้องพิจารณาถึงความเหมาะของสมของระดับอัตราดอกเบี้ยของบัตรของตน เมื่อเทียบกับความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อและคุณภาพของลูกค้า
? ต้นทุนในการดำเนินการ ผู้ประกอบการบัตรเครดิตมีทั้งที่เป็นธนาคารพาณิชย์และไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ทำให้ผู้ประกอบการแต่ละราย อาจมีต้นทุนทางการเงินที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ธุรกิจบัตรเครดิตยังมีต้นทุนการดำเนินการในด้านอื่น ๆ ที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะต้นทุนในด้านการตลาดและการให้บริการ ดังนั้น ผู้ประกอบการคงจะต้องพิจารณาว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต จะส่งผลกระทบต่อรายได้สุทธิของตนอย่างไร เมื่อคำนึงถึงต้นทุนในด้านต่าง ๆ เหล่านี้
? พฤติกรรมของลูกค้าและเป้าหมายในการรักษา/ขยายฐานลูกค้า ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงมีความเสี่ยงสูง ซึ่งประกอบการบัตรเครดิตได้เพิ่มความระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่ออย่างเช่นในปัจจุบันนั้น ผู้ประกอบการแต่ละรายอาจมีเป้าหมายและกลยุทธ์ในการรักษา/ขยายฐานลูกค้าที่แตกต่างกันออกไป โดยสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเร่งขยายฐานลูกค้าใหม่ การนำเสนออัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้ ก็อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็ย่อมขึ้นอยู่กับว่า ลูกค้าบัตรเครดิตในกลุ่มเป้าหมายนั้น จะให้น้ำหนักหรือความสำคัญต่อประเด็นด้านอัตราดอกเบี้ยมากน้อยเพียงใดด้วย เนื่องจากลูกค้าในกลุ่มต่าง ๆ อาจจะพิจารณาให้น้ำหนักคุณสมบัติในด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ย เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บัตรเครดิตจากผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง โดยเฉพาะประเด็นในด้านความสะดวกในการใช้บัตร สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากบัตร และคุณภาพของบริการในด้านต่าง ๆ ที่ผู้ประกอบการนำเสนอ ซึ่งทำให้ในที่สุดแล้ว ผู้ประกอบการคงจะต้องพิจารณาชั่งน้ำหนักว่า ประเด็นในด้านอัตราดอกเบี้ยนั้น มีความสำคัญต่อลูกค้าในกลุ่มเป้าหมายของตนมากน้อยเพียงใด และจะส่งผลต่อการขยาย/รักษาฐานลูกค้าของตนอย่างไร
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตของไทยกับประเทศอื่น ๆ จะพบว่า การแข่งขันทางธุรกิจบัตรเครดิตของไทย ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปยังสิทธิประโยชน์ของบัตรเครดิต เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของตนมากขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการบัตรเครดิตเพิ่มสูงขึ้นตาม โดยเฉพาะการใช้กลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการบัตรเครดิตร่วมทำกับพันธมิตรร้านค้า อาทิ การแจกของสมนาคุณ การคืนเงินกลับเข้าสู่บัญชี เมื่อชำระค่าสินค้าผ่านบัตรเครดิตตามที่กำหนด และจากการที่การแข่งขันที่สูงผู้ประกอบการบางรายต้องใช้กลยุทธ์ฟรีค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต เพื่อจูงใจให้ผู้ถือบัตรเครดิตของตน การแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการบัตรเครดิตจำเป็นต้องแสวงหากลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างในผลิตภัณฑ์ของตนอย่างต่อเนื่อง และส่งผลถึงต้นทุนการทำตลาดที่เพิ่มขึ้นตาม ทำให้ผู้ประกอบการที่แบกรับต้นทุนทางการตลาดที่สูงดังกล่าว อาจต้องพิจารณาชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตลงตาม
จะเห็นได้ว่า ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตนั้น ผู้ประกอบการคงจะต้องวางคุณสมบัติหลักด้านต่าง ๆ ของบัตรเครดิต ซึ่งครอบคลุมถึงประเด็นในด้านอัตราดอกเบี้ย การให้บริการ และสิทธิประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ของบัตรเครดิต เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในกลุ่มเป้าหมายของตนมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ในการทำการตลาดบัตรเครดิตในประเทศที่มีการแข่งขันที่รุนแรง และมีปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในแต่ละปีที่สูง เช่น สหรัฐฯ ออสเตรเลีย อังกฤษนั้น ผู้ประกอบการบัตรเครดิตในประเทศเหล่านี้ มีการออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อบัตรเครดิตที่หลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับวิถีชีวิต พฤติกรรม และความต้องการของลูกค้า อาทิ
? การเสนอผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตต่ำ (Low Interest Rate Credit Cards) เป็นการเสนออัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ต่ำกว่าบัตรอื่น ๆ แต่สิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิตที่ได้รับจะน้อยกว่าบัตรเครดิตประเภทอื่น เช่น คะแนนสะสมต่อมูลค่าเงินจะน้อยกว่าบัตรที่เน้นการสะสมคะแนนเพื่อของรางวัล ไม่มีโปรโมชั่นเงินคืนเข้าบัญชี เป็นต้น ซึ่งจะเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าที่มีประวัติการชำระที่ดี และเลือกที่จะผ่อนชำระสินเชื่อรายเดือนมากกว่าที่จะชำระเต็มจำนวน ซึ่งการเสนออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ก็จะช่วยให้ยอดคงค้างของสินเชื่อบัตรเครดิตในแต่ละเดือนไม่สูงมากเกินไป อย่างไรก็ตามบัตรเครดิตประเภทนี้อาจไม่เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีการชำระสินเชื่อบัตรเครดิตแบบเต็มจำนวน เนื่องจากสิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิตไม่จูงใจ
? การเสนอผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตที่มีการสะสมคะแนนเพื่อแลกของรางวัล (Reward Credit Cards) หรือ ผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตที่ให้เงินคืนเข้าบัญชี (Cash Back Credit Cards) เช่น คะแนนสะสมต่อมูลค่าเงินจะสูงกว่า เช่น 2 เท่า หรือ 5 เท่า และการเสนอเงินคืนเข้าบัญชีสำหรับผู้ที่ใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าหรือบริการตามวงเงินที่กำหนด เช่น ร้อยละ 5 ถึง ร้อยละ 20 เมื่อซื้อสินค้าบนร้านค้าออนไลน์ ที่ร่วมกับผู้ประกอบการบัตรเครดิต เป็นต้น แต่อัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต จะสูงกว่าบัตรเครดิตที่เสนออัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ต่ำ เนื่องจากต้นทุนการตลาดในการทำแคมเปญที่สูงกว่า เป็นต้น
โดยสรุปแล้ว การปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์บางราย จากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 18 ในครั้งนี้ อาจจะกล่าวได้ว่า ในภาพรวม น่าที่จะส่งผลต่อการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการบัตรเครดิต เนื่องจากผู้ประกอบการที่ลดอัตราดอกเบี้ยลงไปก่อน สามารถที่จะชูประเด็นดังกล่าวมาเป็นจุดแข็งในการทำการตลาดได้ อย่างไรก็ตาม คาดว่า ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ คงกำลังพิจารณาชั่งน้ำหนัก โดยประเมินถึงผลกระทบในด้านต่าง ๆ จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ซึ่งนอกจากประเด็นในด้านการตลาดที่การแข่งขันที่น่าจะเข้มข้นมากขึ้นแล้ว ผู้ประกอบการยังคงต้องคำนึงถึงประเด็นในด้านรายด้านและต้นทุนในการดำเนินการด้วย เนื่องจากธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนในการดำเนินการค่อนข้างสูง ในขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิตก็ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ในขณะเดียวกันสำหรับด้านผู้บริโภคหรือลูกค้านั้น คาดว่า อัตราดอกเบี้ย แม้ว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกใช้บริการ แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยหลักเพียงปัจจัยเดียว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการถือบัตรเครดิตและระดับรายได้ของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม โดยผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มเป้าหมายอาจจะให้น้ำหนักต่อคุณสมบัติในด้านอื่น ๆ แตกต่างกันออกไป อาทิ สิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิต ความสะดวกในการใช้บัตร ความปลอดภัยในการใช้บัตร ตลอดจนคุณภาพของบริการเสริมต่าง ๆ ของบัตรเครดิต ซึ่งทำให้คาดว่าในที่สุดแล้ว ผู้ประกอบการคงจะต้องประเมินสถานการณ์ทางด้านการตลาดของตนอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะตัดสินเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยสำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ คาดว่าผู้ประกอบการคงจะต้องหันไปมุ่งเน้นคุณสมบัติที่โดดเด่นของบัตรเครดิตและบริการในด้านต่าง ๆ ของตน ทั้งนี้เพื่อที่จะรักษาฐานลูกค้าเดิมและจูงใจลูกค้าใหม่ ท่ามกลางภาวะการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น