ในการประชุมวันที่ 11-12 สิงหาคม 2552 คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee: FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Funds Rate) ไว้ที่กรอบ 0.00-0.25% ตามเดิม ทั้งนี้ เฟดมีมติไม่เปลี่ยนแปลงวงเงินสำหรับการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในการประชุมรอบนี้ แต่ก็ได้ขยายระยะเวลาให้กับแผนการเข้าซื้อพันธบัตรดังกล่าวออกไปจนถึงเดือนตุลาคม 2552 จากเดิมที่มีกำหนดเสร็จสิ้นในเดือนกันยายนนี้ ส่วนแผนการเข้าซื้อตราสารหนี้และหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนองของหน่วยงานที่รัฐบาลให้การสนับสนุนนั้น เฟดได้มีมติไม่เปลี่ยนแปลงทั้งกำหนดเวลาและวงเงินการเข้าซื้อของมาตรการในส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของการประชุมเฟดในรอบนี้ก็คือ แถลงการณ์หลังการประชุมสะท้อนมุมมองของเฟดในเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งก็เป็นปัจจัยหนุนของตลาดหุ้น แต่เป็นปัจจัยกดดันของตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีมุมมองต่อแนวโน้มนโยบายการเงินของเฟดดังนี้ :-
ผลการประชุมเฟด...เป็นไปตามคาด เฟดมีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Funds Rate) ไว้ในกรอบเดิม แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาของมาตรการเชิงปริมาณ (Quantitative Easing Measures) บางมาตรการ ในการประชุมรอบนี้ พร้อมๆ กับปรับเปลี่ยนแถลงการณ์หลังการประชุมให้สะท้อนมุมมองในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น
อัตราดอกเบี้ยนโยบาย...คงไว้ตามเดิม เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 0.00-0.25% ตามเดิม พร้อมกับระบุว่า สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะยังคงเอื้อให้เฟดสามารถยืนอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำเป็นพิเศษนี้ไปอีกระยะเวลาหนึ่ง
มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ...มีการปรับเปลี่ยนกำหนดเวลาบางมาตรการเล็กน้อย • เฟดมีมติให้ขยายกรอบเวลาของการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ออกไปจนถึงเดือนตุลาคม 2552 จากเดิมที่กำหนดเสร็จสิ้นในเดือนกันยายน 2552 แต่ก็ได้คงกรอบวงเงินสำหรับมาตรการในส่วนนี้ไว้ที่ 3.00 แสนล้านดอลลาร์ฯ เช่นเดิม ซึ่ง ณ ขณะนี้ เฟดได้ใช้วงเงินไปแล้วประมาณ 84.3% หรือประมาณ 2.53 แสนล้านดอลลาร์ฯ ดังนั้นการขยายกรอบเวลาให้กับมาตรการดังกล่าว อาจหมายความว่า เฟดจะดำเนินการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (จากวงเงินที่เหลืออีกประมาณ 4.72 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ) ในอัตราที่ชะลอลงกว่าเดิมในช่วงประมาณ 2 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า มติของเฟดต่อมาตรการในส่วนนี้ แทบไม่มีผลกระทบที่มีมีนัยสำคัญต่อตลาด แต่อาจเป็นการเอื้อระยะเวลาให้ตลาดเตรียมรับกับการถอยออกจากมาตรการซี้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากกว่า
• และสำหรับมาตรการเข้าซื้อตราสารหนี้และหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนองของหน่วยงานที่รัฐบาลให้การสนับสนุนนั้น เฟดได้มีมติไม่เปลี่ยนแปลงทั้งกรอบวงเงินและกำหนดเวลาของมาตรการดังกล่าว ทั้งนี้ กรอบวงเงินสำหรับการรับซื้อตราสารหนี้ของหน่วยงานที่รัฐบาลให้การสนับสนุนนั้น ถูกกำหนดไว้ที่ 2.00 แสนล้านดอลลาร์ฯ ใช้ไปแล้ว 1.09 แสนล้านดอลลาร์ฯ คงเหลือวงเงินประมาณ 9.07 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ในขณะที่ กรอบวงเงินสำหรับการรับซื้อหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนองของหน่วยงานที่รัฐบาลให้การสนับสนุนนั้น อยู่ที่ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ใช้ไปแล้ว 7.21 แสนล้านดอลลาร์ฯ คงเหลือวงเงินประมาณ 5.29 แสนล้านดอลลาร์ฯ โดยแผนการเข้าซื้อตราสารในส่วนนี้จะครบกำหนดในช่วงสิ้นปี 2552
มุมมองเฟดต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ... สะท้อนสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หากเปรียบเทียบกับแถลงการณ์หลังการประชุมรอบก่อนหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แถลงการณ์หลังการประชุมของเฟดในรอบนี้ ให้ภาพในมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฟดประเมินว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กำลังปรับตัวขึ้นจากระดับต่ำสุด (Leveling Out) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เฟดประเมินเศรษฐกิจด้วยถ้อยคำในเชิงบวกอย่างชัดเจน หลังจากที่เฟดใช้ถ้อยคำที่ระบุถึงเศรษฐกิจที่ทรุดตัว/ชะลอตัวในแถลงการณ์หลังการประชุมช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
เฟดระบุเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ของตลาดการเงินปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนสะท้อนสัญญาณเสถียรภาพ แม้จะยังคงถูกกดดันจากการปรับลดการจ้างงานของภาคธุรกิจ การถดถอยของรายได้ การปรับตัวลงของความมั่งคั่งในภาคครัวเรือน และภาวะตึงตัวในตลาดสินเชื่อ ขณะที่ ภาคธุรกิจแม้ว่าจะยังคงมีการปรับลดการลงทุนและการจ้างงานลง แต่ก็ได้มีการปรับสต็อกสินค้าคงคลังเพื่อให้สอดคล้องกับยอดขายที่มีทิศทางดีขึ้น ทั้งนี้ แม้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจยังคงอยู่ในระดับที่อ่อนแอไปอีกระยะหนึ่ง แต่คณะกรรมการฯ คาดว่า มาตรการเสริมสร้างเสถียรภาพตลาดการเงิน ตลอดจนแรงกระตุ้นจากนโยบายการเงินและการคลัง จะเอื้อให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมา สำหรับมุมมองต่อแรงกดดันเงินเฟ้อนั้น เฟดระบุว่า แม้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ได้ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กำลังการผลิตส่วนเกินที่ยังคงมีอยู่มากจะช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต ซึ่งทำให้คณะกรรมการฯ คาดว่า อัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับต่ำไปอีกระยะเวลาหนึ่ง
การปรับตัวของตลาดการเงินหลังจากผลการประชุมเฟด แม้ผลการประชุมเฟดออกมาสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด แต่อย่างไรก็ตามถ้อยแถลงที่มีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจมากขึ้น ตลอดจนการคงจุดยืนเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในแถลงการณ์หลังการประชุมเฟดนับว่ามีผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดการเงินพอสมควร กล่าวคือ
ตลาดการเงิน การปรับตัวรับผลการประชุมเฟด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นสหรัฐปิดพุ่งขึ้น ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้รับแรงหนุนที่สำคัญจากมุมมองของเฟดที่บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ และตลาดการเงินกำลังปรับตัวอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น
ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นท่ามกลางความต้องการเสี่ยงของนักลงทุน และการคาดการณ์เกี่ยวกับการชะลอเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของเฟด ทั้งนี้ ตลาดพันธบัตรถูกกดดันจากมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ของเฟด ตลอดจนแนวโน้มการชะลอการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่ แผนการนี้ของเฟดกำลังจะสิ้นสุดลงภายในเดือนตุลาคมนี้
ตลาดสัญญาอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้า ตลาดสัญญาอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าสะท้อนการคาดการณ์ที่ลดลงต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 โดยความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมกราคม 2553 ลดลงเหลือ 36% (จาก 54% ในช่วงก่อนการประชุม) ทั้งนี้ ตลาดสัญญาอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าได้รับอิทธิพลจากถ้อยแถลงของเฟดที่ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงอยู่ที่ระดับต่ำเป็นพิเศษไปอีกระยะเวลาหนึ่ง ขณะที่ กำลังการผลิตส่วนเกินที่ยังคงมีอยู่มากจะช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต และทำให้อัตราเงินเฟ้อจะยังคงมีระดับที่ต่ำต่อไป
ค่าเงินดอลลาร์ฯ เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก เงินดอลลาร์ฯ ขยับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยน และฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดของวันเมื่อเทียบกับเงินยูโร ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ฯ ได้รับแรงหนุนจากมุมมองเชิงบวกของเฟดต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งทำให้แนวโน้มของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนมากขึ้น ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
โดยสรุป แม้ถ้อยแถลงหลังการประชุมของเฟดในรอบนี้ จะโน้มเอียงให้สัญญาณเชิงบวกมากขึ้นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความรุนแรงของวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินที่เกิดขึ้นในช่วง 21 เดือนที่ผ่านมา (ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2550) อาจทำให้ช่วงระยะเวลาของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่า ข้อมูลทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะในด้านการผลิต การใช้จ่ายของภาคเอกชน โดยเฉพาะในส่วนที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการสหรัฐฯ ตลอดจนเครื่องชี้ด้านตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ ที่ทยอยปรับตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดภายใต้วิกฤตในรอบนี้ จะเป็นสัญญาณสำคัญที่ยืนยันว่า พัฒนาการของเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวขึ้นจากสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของวิกฤต อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า เฟดจะยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เหลือของปีนี้และต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2553 เนื่องจากปัญหาการว่างงานของสหรัฐฯ ที่จะยังคงยืดเยื้อ ขณะที่ ความต่อเนื่องของการปรับตัวในทิศทางดีขึ้นของสภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงเป็นประเด็นที่จะต้องติดตามต่อไป
นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ น่าที่จะผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่การฟื้นตัวยังคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง โดยเฟดมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ย Fed Funds (อัตราดอกเบี้ยนโยบาย) ไว้ในกรอบ 0.00-0.25% ไปตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้และอาจต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งแรกของปีหน้า เพื่อประคับประคองการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการเงินและอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ คงจะปรับตัวขึ้นตามแรงซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฟดที่ชะลอลง ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรไทยด้วยเช่นกัน
ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สัญญาณเชิงบวกจากเฟด และเครื่องชี้เศรษฐกิจต่างๆ ที่สะท้อนถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ น่าจะเป็นข่าวดีต่อการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 ซึ่งน่าที่จะได้รับแรงหนุนทั้งจากการกลับมาสต็อกสินค้า (Inventory Restocking) ของผู้ซื้อ และอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจทั้งในจีน และสหรัฐฯ ขณะที่ การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ของไทยก็น่าจะได้รับแรงหนุนจากทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่เริ่มปรับขึ้นตามราคาน้ำมันและการคาดการณ์ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ?