Insight

ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ : โค้งสุดท้ายปี 2552 ... แข่งรุนแรงรับเศรษฐกิจฟื้น

ในช่วงที่ผ่านมาธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง ทำให้ที่ผ่านมาผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ผู้บริโภคบางกลุ่มเองได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า ซึ่งรวมถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ผู้บริโภคบางส่วนได้…

ในช่วงที่ผ่านมาธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง ทำให้ที่ผ่านมาผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ผู้บริโภคบางกลุ่มเองได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า ซึ่งรวมถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ผู้บริโภคบางส่วนได้ชะลอการใช้จ่ายลง ทั้งการตัดสินใจไม่เปลี่ยนโทรศัพท์ในขณะนี้ หรือหันมาเลือกซื้อโทรศัพท์ในระดับราคาที่เหมาะกับความสามารถในการซื้อของตน โดยหันมาเลือกซื้อโทรศัพท์ที่มีราคาถูกลง ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าภาพรวมของปริมาณยอดขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2552 ลดลงประมาณร้อยละ 13.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่มูลค่าตลาดรวมของโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลงประมาณร้อยละ 21.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปริมาณการจำหน่ายที่ลดลง และที่ผ่านมากลุ่มผู้ประกอบการจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีสินค้าแบรนด์ของตนเอง ( เฮาส์แบรนด์ ) ได้หันมาเน้นทำตลาดสินค้าของตนมากขึ้น เนื่องจากมีราคาถูก และเป็นสินค้าที่เหมาะสมกับสภาวะตลาดมากที่สุด

อย่างไรก็ดีแนวโน้มของตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงที่เหลือของปี 2552 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่น่าจะมีการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่เริ่มมีสัญญาณในทางบวกมากขึ้น ทำให้คาดว่า ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงที่เหลือของปีนี้จึงน่าจะเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจและจากปัจจัยแวดล้อมธุรกิจตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่เอง อย่างเช่น ความชัดเจนในเรื่องการเริ่มต้นเปิดให้บริการ 3G การแข่งขันด้านราคาของโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการแข่งขันจากผู้ให้บริการตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์แนวโน้มตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงที่เหลือของปี 2552 ดังนี้

ภาพรวมตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ครึ่งหลัง ปี 2552 แนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนคือ ตลาดลูกค้าใหม่ที่เริ่มใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (new subscribers) และตลาดเครื่องทดแทน (replacement) หรือผู้ใช้บริการที่ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่แล้วและต้องการเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์ใหม่ โดยที่ตลาดลูกค้าใหม่นั้นจะมีบทบาทลดน้อยลงเมื่อจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดเริ่มลดลง ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าตลาดเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ใหม่ในช่วงที่ผ่านมานั้น มีการขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัว จากข้อมูลจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2552 พบว่า มีจำนวนประมาณ 65.83 ล้านเลขหมาย ขยายตัวร้อยละ 13.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ชะลอตัวลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 18.2 ในปี 2551 อย่างไรก็ตามในจำนวนเลขหมาย 65.83 ล้าน นั้น ส่วนหนึ่งจะเป็นผู้ที่มีเลขหมายโทรศัพท์มากกว่า 1 เลขหมาย (ทั้งส่วนบุคคลและองค์กร) สำหรับผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันน่าจะมีประมาณ 33 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากประมาณ 31.86 ล้านคน ในปี 2551 ทำให้ปริมาณการจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในตลาดลูกค้าใหม่ (New Subscribers) น่าจะยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับตลาดเครื่องทดแทนนั้นคาดว่าน่าจะเพิ่มบทบาทมากขึ้นในตลาด เนื่องจากการพัฒนาระบบเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้พัฒนาโทรศัพท์ให้มีคุณสมบัติ และการใช้งานที่เป็นมากกว่าเครื่องมือการสื่อสารปกติ เช่น กล้องถ่ายภาพที่มีความละเอียดสูงขึ้น การบันทึกภาพวิดีโอที่มีประสิทธิภาพที่สูง การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถเช็คข้อมูลข่าวสาร หรือสามารถติดต่อสื่อสารทางธุรกิจได้ตลอดเวลา และการเพิ่มหน่วยความจำในตัวเครื่องให้รองรับไฟล์ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ปริมาณยอดขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2552 โดยรวมลดลงกว่าร้อยละ 13.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (หรือมีประมาณ 4.1 ล้านเครื่อง) ในขณะที่มูลค่าของตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลงประมาณร้อยละ 21.7 (หรือมีมูลค่าประมาณ 21,169 ล้านบาท) ทั้งนี้สาเหตุของมูลค่าตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ลดลงนั้น น่าจะมีสาเหตุมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรุนแรง รวมถึงปัญหาความไม่สงบทางการเมืองในช่วงต้นปี ที่ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงอย่างมาก ซึ่งภาวะดังกล่าวได้บั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภคให้อ่อนแอลง ผู้บริโภคบางกลุ่มได้ชะลอการใช้จ่ายในเรื่องของโทรศัพท์ลง หรือเลือกซื้อโทรศัพท์ในระดับราคาที่เหมาะกับความสามารถของตน

สำหรับแนวโน้มตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงที่เหลือของปี 2552 คาดว่า น่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่น่าจะได้รับปัจจัยบวก ดังนี้

 เศรษฐกิจของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2552 มีแนวโน้มที่ดีขึ้น

ทั้งนี้จากการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดในเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่แสดงให้เห็นว่าภาพรวมของเศรษฐกิจไทยเริ่มสะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณเชิงบวก ประกอบกับตัวเลขการว่างงานในเดือนกรกฎาคม ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.2 (ตัวเลขคนว่างงานประมาณ 480,000 คน) จากที่ขึ้นไปสูงที่ร้อยละ 2.4 ในเดือนมกราคม 2552 (โดยตัวเลขคนว่างงานประมาณจาก 878,900 คน) มา ทำให้คาดว่าแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อไปน่าจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าทั้งปี จำนวนผู้ว่างงานอาจมีระดับเฉลี่ยประมาณ 640,000-680,000 คน ซึ่งต่ำกว่าที่เคยมีการประเมินว่าวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยในครั้งนี้จะส่งผลมีคนว่างงานสูงขึ้นไปถึงกว่า 1 ล้านคน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจนั้นจะทำให้ความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าของผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น ทำให้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่น่าจะกลับมาขยายตัวได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นฤดูการจับจ่ายใช้สอยในช่วงท้ายของปี อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวน่าจะเป็นไปในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงมีความผันผวนสูง ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อาทิ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และปัญหาความไม่สงบทางการเมือง อาจจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และรายได้ของผู้บริโภค ก็ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญต่ออำนาจการซื้อของผู้บริโภค

ความก้าวหน้าของการพัฒนาเทคโนโลยีบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ... ความชัดเจนของระบบ 3G

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ไม่เพียงแต่เป็นแค่อุปกรณ์ที่ใช้ติดต่อสื่อสาร (Voice call) ส่งข้อความ (SMS) หรือรูปภาพ (MMS) ถึงกันเท่านั้น แต่ด้วยวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยเฉพาะการพัฒนาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ในบางประเทศเริ่มมีการมองถึงการนำระบบ 4G (Fourth Generation) เข้ามาใช้ในระยะข้างหน้า เพื่อให้ระบบการโทรคมนาคมสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยความเร็วที่สูงขึ้นและมีราคาที่ถูกลง จากการพัฒนาระบบเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้านั้น ทำให้ผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องพัฒนาสินค้าออกมาให้รองรับกับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นควบคู่กันไป ในขณะนี้โทรศัพท์เคลื่อนที่จึงมีระบบการใช้งานที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิเช่น ผู้ใช้สามารถที่จะส่งวีดีโอผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ ที่สามารถดาวน์โหลดข้อมูล ประชุมออนไลน์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น นอกจากนี้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยียังทำให้เกิดการพัฒนาคอนเทนท์ใหม่ๆ บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สามารถสนองความต้องการของผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จูงใจให้ผู้บริโภคบางกลุ่มที่มีความต้องการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มีการเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา

สำหรับประเทศไทยแม้ว่ายังไม่ได้มีการใช้ระบบ 3G ในเชิงพาณิชย์ก็ตาม แต่ผู้ประกอบการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้มีการเตรียมความพร้อมของเครือข่าย 3G ซึ่งคาดว่า คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) น่าจะเปิดประมูลใบอนุญาตของโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ในความถี่ 2.1 กิ๊กกะเฮริตซ์ ได้ในช่วงปลายปีนี้ หรืออย่างช้าน่าจะเป็นต้นปีหน้า ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยหนุนการขยายตัวของโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากผู้บริโภคต้องมีการเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์เพื่อรองรับระบบ 3G อย่างไรก็ตามแม้ว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่รองรับระบบ 3G จะยังคงมีราคาค่อนข้างสูง แต่คาดว่าเมื่อมีการเปิดให้บริการระบบ 3G อย่างเต็มรูปแบบ และความต้องการที่มีเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G และค่าบริการเสริมต่างๆ น่าจะมีราคาที่ถูกลงในระยะข้างหน้า

การแข่งขันที่สูงในธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่

เนื่องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีความหลากหลายทั้งแบรนด์ที่มีขายอยู่ในตลาดมากกว่า 50 แบรนด์ ทั้งอินเตอร์แบรนด์ชั้นนำที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก และเฮาส์แบรนด์ และมีรูปแบบสินค้าที่หลากหลาย เช่น รูปลักษณ์ของตัวเครื่อง คุณสมบัติของตัวเครื่องแต่ละรุ่นที่มีความแตกต่างกันตามระดับราคา ทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จึงต้องปรับกลยุทธ์การทำตลาด เพื่อกระตุ้นยอดขายและเร่งระบายสินค้าก่อนที่จะทำการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะกลยุทธ์ด้านราคาที่ผู้ประกอบการจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่มักเลือกใช้ นอกจากนี้การทำแคมเปญ Trade-in โดยการนำเครื่องเก่ามาแลกซื้อเครื่องรุ่นที่ร้านค้ากำหนดในราคาพิเศษ และการทำแคมเปญซื้อ 1 แถม 1 จากการแข่งขันที่สูงทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มสามารถเป็นเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้

พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

เมื่อพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามค่านิยม และยุคสมัย วิวัฒนาการ ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะวิวัฒนาการเทคโนโลยีทางระบบสื่อสารสามารถทำให้การติดต่อระหว่างผู้คนนั้นง่ายขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ทั้งการสื่อสารด้วยระบบเสียงมาจนถึงการสื่อสารที่สามารถเห็นภาพของคู่สนทนาได้ นอกจากนี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถฟังเพลง ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ หรือแม้กระทั่งการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้มากขึ้น เช่น การทำธุรกรรมทางการเงิน การดาวน์โหลดข้อมูล การติดต่อสื่อสารทางธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยีนี้สามารถตอบโจทย์ให้กับผู้บริโภคในยุคสมัยนี้ ทำให้โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของการใช้ชีวิตประจำวันในกลุ่มผู้บริโภคบางกลุ่ม และผู้บริโภคก็ต้องมีการเปลี่ยนโทรศัพท์อยู่เสมอเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นระบบการทำงาน (Function) เสริมต่างๆ

ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ช่วงที่เหลือปี 2552: โทรศัพท์เคลื่อนที่อินเตอร์แบรนด์โหมแคมเปญการตลาดแข่งเฮาส์แบรนด์

สำหรับแนวโน้มตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงที่เหลือของปี 2552 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า ยอดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 น่าจะเพิ่มขึ้นกว่าในครึ่งปีแรก ซึ่งทำให้คาดว่าตลาดทั้งปี 2552 น่าจะมียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้นประมาณ 8.6-9.2 ล้านเครื่อง หรือลดลงร้อยละ 10.4 ถึงลดลงร้อยละ 4.2 จากปี 2551 ทั้งนี้สาเหตุที่ยอดขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ลดลงนั้นน่าจะมาจาก ภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่ออำนาจการซื้อของผู้บริโภคบางกลุ่ม ทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อหรือเปลี่ยนโทรศัพท์ในขณะนี้ และถึงแม้ว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณของการฟื้นตัวก็ตาม แต่คาดว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงน่าจะเป็นไปในระดับที่ค่อยเป็นค่อยไป ทำให้คาดว่ายอดขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปีนี้น่าจะลดลงจากปีก่อน

สำหรับมูลค่าของยอดขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ คาดว่า น่าจะมีมูลค่าประมาณ 47,730 – 53,820 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 17.1 ถึงลดลงร้อยละ 6.5 จากปี 2551 ซึ่งสาเหตุของมูลค่าที่ลดลงนอกจากจะมาจากยอดขายที่ลดลงแล้ว สาเหตุอีกส่วนหนึ่งน่าจะมาจากราคาเฉลี่ยต่อเครื่องที่ลดลง อันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ผู้บริโภคได้หันมาซื้อสินค้าที่เหมาะกับความสามารถของตน อีกทั้งผู้ประกอบการได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาด โดยหันมาเน้นทำตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีราคาถูกลง โดยเฉพาะการนำเฮาส์แบรนด์มาทำตลาด เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดในปัจจุบัน

เครื่องเฮาส์แบรนด์ ... ยังคงเป็นที่สนใจของผู้บริโภค

สำหรับแนวโน้มตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่เฮาส์แบรนด์นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีในตลาด และยังเป็นคู่แข่งที่สำคัญในการที่จะเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่จากอินเตอร์แบรนด์ ทั้งนี้โทรศัพท์เคลื่อนที่เฮาส์แบรนด์จะเป็นของผู้ประกอบการธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่หันมาทำแบรนด์ของตนเอง เนื่องจากมีราคาถูกและส่วนต่างของกำไรจากการจำหน่ายต่อเครื่องที่ค่อนข้างดีกว่า และเป็นสินค้าที่เหมาะสมกับสภาวะตลาดมากที่สุดในขณะนี้ ทำให้โทรศัพท์เคลื่อนที่เฮาส์แบรนด์จึงมีความได้เปรียบในเรื่องของช่องทางการขายที่มีหลายสาขา และเนื่องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เฮาส์แบรนด์ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีระดับราคาไม่สูงนัก และลูกค้าของกลุ่มเฮาส์แบรนด์ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่รายได้ไม่สูงนัก ซึ่งเป็นฐานลูกค้าที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้โทรศัพท์เคลื่อนที่เฮาส์แบรนด์น่าจะยังคงสามารถทำตลาดได้ดี นอกจากราคาที่เป็นที่จูงใจผู้บริโภคแล้วคุณสมบัติของตัวเครื่องยังโดดเด่นและจูงใจให้ผู้บริโภคหลายรายหันมาสนใจเฮาส์แบรนด์มากขึ้น เช่น เครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ในตัว (TV Tuner) และรองรับการทำงาน 2 ซิมการ์ด พร้อมกัน (Dual SIM cards) เป็นต้น

อย่างไรก็ตามสำหรับแนวโน้มการแข่งขันโทรศัพท์เคลื่อนที่เฮาส์แบรนด์ก็อาจจะเผชิญกับความท้าท้ายในการทำตลาดมากขึ้น เมื่อภาวะเศรษฐกิจที่มีสัญญาณเริ่มฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้น่าจะมีผลต่อการจ้างงานที่จะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในระยะข้างหน้า และกำลังซื้อของผู้บริโภคน่าจะฟื้นตัวตาม ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มอาจจะหันมาสนใจเลือกซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่อินเตอร์แบรนด์ โดยเฉพาะเมื่อผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่อินเตอร์แบรนด์ได้หันมาออกสินค้าที่มีระดับราคาไม่สูงมากนัก เพื่อที่จะมาแย่งส่วนแบ่งตลาดเฮาส์แบรนด์ ดังนั้นผู้ประกอบการที่จำหน่ายเฮาส์แบรนด์ก็อาจจะต้องปรับตัวในการทำตลาดมากขึ้น เช่น การสร้างแบรนด์สินค้าให้มีความแข็งแกร่ง เป็นต้น

ตลาดอินเตอร์แบรนด์...แนวโน้มสมาร์ทโฟนมาแรง..ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

สำหรับแนวโน้มตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่อินเตอร์แบรนด์ในช่วงที่เหลือของปี 2552 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่เริ่มมีสัญญาณเป็นบวกมากขึ้น ทำให้คาดว่า ผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่อินเตอร์แบรนด์คงจะกลับมาเร่งทำตลาดมากขึ้น ในภาวะที่ตลาดมีการแข่งขันที่สูงผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่อินเตอร์แบรนด์ได้ปรับกลยุทธ์ทางการตลาด โดยหันมาเล่นเรื่องราคามากขึ้น ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าราคาของโทรศัพท์เคลื่อนที่อินเตอร์แบรนด์ โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ที่ราคามีแนวโน้มปรับลดลงตามภาวะการแข่งขันของตลาด ทำให้คาดว่าโทรศัพท์อินเตอร์แบรนด์น่าจะยังคงสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดได้ดี และอาจจะสามารถขยายฐานตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าเฮ้าส์แบรนด์ได้ในระยะข้างหน้า นอกจากราคาของเครื่องอินเตอร์แบรนด์ที่มีแนวโน้มที่อาจจะลดลงตามสภาวะการแข่งขันแล้ว แต่ด้วยความที่ผู้ผลิตอินเตอร์แบรนด์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการพัฒนาสินค้าที่มีรูปลักษณ์ที่หลากหลาย เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม เช่น ระบบหน้าจอสัมผัส (Touch Screen) ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ การพัฒนาระบบการใช้งานที่ตอบสนองกับความต้องการของผู้ใช้ หรือที่รู้จักกันในนามของสมาร์ทโฟน ที่ทำให้โทรศัพท์สามารถฟังเพลง ดูหนัง ถ่ายและเก็บบันทึกภาพ เชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ต รวมถึงสามารถทำธุรกรรมต่างๆ บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ คาดว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่อินเตอร์แบรนด์น่าจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง

โดยสรุป ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงที่เหลือของปี 2552 นี้ คาดว่าน่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ตามภาวะเศรษฐกิจในต่างประเทศที่เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น อีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่สองของรัฐบาล ที่น่าจะเป็นผลดีต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และแนวโน้มการจ้างงานที่น่าจะดีขึ้นตาม ซึ่งหากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น และปัญหาการเมืองมีความสงบเรียบร้อย ผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นมากขึ้น น่าจะช่วยทำให้ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังคงน่าที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นตาม นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเฉพาะแวดล้อมธุรกิจตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงที่เหลือของปีนี้ อย่างเช่น ความชัดเจนในเรื่องการเปิดให้บริการ 3G ที่น่าจะช่วยสนับสนุนให้ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการเติบโตขึ้น และการแข่งขันด้านราคาของโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้นแต่อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวน่าจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่จัดเป็นสินค้าคงทน ซึ่งมีอายุการใช้งานที่นาน ทำให้ในภาวะที่เศรษฐกิจยังคงมีความเปราะบาง ผู้บริโภคบางกลุ่มจึงยังคงชะลอการใช้จ่ายในเรื่องของโทรศัพท์ลง ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ยอดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปี 2552 น่าจะมีประมาณ 8.6-9.2 ล้านเครื่อง หรือลดลงร้อยละ 10.4 ถึงลดลงร้อยละ 4.2 จากปี 2551 ในขณะที่มูลค่าของยอดขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ คาดว่า น่าจะมีมูลค่าประมาณ 47,730 – 53,820 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 17.1 ถึงลดลงร้อยละ 6.5 จากปี 2551

สำหรับการแข่งขันตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงที่เหลือของปี 2552 นี้ คาดว่า น่าจะทวีความรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่อินเตอร์แบรนด์ได้หันมาทำตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาต่ำกว่า 5,000-10,000 บาทมากขึ้น พร้อมกับการพัฒนารูปลักษณ์และคุณสมบัติที่หลากหลาย และมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้ตรงความต้องการใช้งาน เช่น หน้าจอแบบสัมผัส ความละเอียดของตัวกล้องที่สูงขึ้น หน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่อินเตอร์แบรนด์ยังเตรียมที่จะนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G มาทำตลาดมากขึ้น เมื่อความพร้อมของเครือข่าย 3G เริ่มชัดเจนมากขึ้น ในขณะที่การแข่งขันระหว่างร้านค้าจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่คงจะมีความรุนแรงเช่นกัน ซึ่งผู้ประกอบการคงจะเร่งทำแคมเปญการตลาดกระตุ้นยอดขายในช่วงที่เหลือของปีนี้