จากการที่รัฐบาลขยายระยะเวลาสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ออกไปอีกเป็นระยะเวลา 2 เดือน โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 จากเดิมที่เคยมีมติไม่ต่ออายุมาตรการดังกล่าวซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 28 มีนาคม 2553 นี้ สาเหตุที่ต้องมีการต่ออายุมาตรการดังกล่าว เนื่องจากในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายก่อนที่มาตรการจะหมดอายุลง มีผู้ซื้อที่อยู่อาศัยจำนวนมากต่างเร่งโอนกรรมสิทธิ์และเร่งตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย ทำให้มีปัญหาการดำเนินการแล้วเสร็จไม่ทันทั้งการทำนิติกรรมในการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์โดยกรมที่ดิน และการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน รวมถึงผู้บริโภคบางรายต้องเร่งตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยเร็วขึ้น เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมดังกล่าว ซึ่งอาจนำมาซึ่งปัญหาในภายหลัง โดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพของที่อยู่อาศัย แต่การขยายอายุมาตรการจะครอบคลุมเฉพาะค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการโอนอสังหาริมทรัพย์ และค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ แต่จะไม่ต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีธุรกิจเฉพาะ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า มาตรการดังกล่าวน่าจะส่งผลดีต่อตลาดที่อยู่อาศัยจากการที่ผู้ซื้อบ้านจะได้บรรเทาภาระรายจ่ายในการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งโดยรวมแล้วคาดว่าจะเป็นผลดีต่อทั้งผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และผู้บริโภคที่มีความพร้อมทางด้านการเงินและมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงนี้ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์ถึงผลของมาตรการอสังหาริมทรัพย์ที่จะมีต่อผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้บริโภค และสถาบันการเงิน ดังต่อไปนี้
ผลต่อผู้บริโภค จากการที่รัฐบาลได้มีมติต่ออายุมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอน และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ น่าจะส่งผลดีต่อผู้ซื้อที่อยู่อาศัยบางรายที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรืออยู่ในขั้นตอนการรอให้ผู้ประกอบการเก็บรายละเอียดขั้นสุดท้ายในงานก่อสร้างก่อนที่จะทำการโอนกรรมสิทธิ์ รวมถึงจะส่งผลดีต่อผู้ซื้อที่ยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อจะได้มีระยะเวลาในการเลือกที่อยู่อาศัย ที่จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตนเองได้ เช่น รูปแบบโครงการ ราคา และทำเล เป็นต้น นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อผู้บริโภคที่มีรายได้ปานกลางถึงล่าง ที่อาจมีงบประมาณที่จำกัดในการซื้อที่อยู่อาศัย
ผลต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติไม่ขยายระยะเวลาการลดหย่อนภาษีธุรกิจเฉพาะ (ซึ่งมีผลต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ ทำให้ผู้ประกอบการอาจต้องปรับราคาขายที่อยู่อาศัยในระยะข้างหน้าได้) แต่อย่างไรก็ดี การขยายระยะเวลามาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ของผู้บริโภคออกไปอีก 2 เดือน น่าจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ คือ มาตรการดังกล่าวนี้น่าจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการที่ยังคงมีจำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จเหลือขายอยู่ในมือ (จากรายงานของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส พบว่า ณ สิ้นปี 2552 ที่อยู่อาศัยรอขายมีประมาณ 109,000 หน่วย) อย่างเช่นโครงการคอนโดมิเนียม ซึ่งยังมีจำนวนหน่วยเหลือขายอยู่ไม่ต่ำกว่า 28,000 หน่วย อีกทั้งคาดว่าจะมีจำนวนอุปทานสร้างเสร็จที่ยังเหลือขายทยอยเข้าสู่ตลาด รวมถึงโครงการที่กำลังจะเปิดใหม่ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งจะทำให้จำนวนอุปทานในตลาดมีจำนวนสูงขึ้นทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงตามมา มาตรการดังกล่าวจึงน่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถระบายสินค้าที่มีอยู่ เพื่อช่วยให้ประกอบการมีกระแสเงินสดหมุนเวียนดีขึ้นและลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ประกอบการที่โครงการอยู่ในระยะสุดท้ายยังพอมีระยะเวลาในการเก็บรายละเอียดของงาน เพื่อให้งานออกมามีคุณภาพ ก่อนที่จะส่งมอบให้แก่ลูกค้า
ผลต่อสถาบันการเงิน โดยทั่วไปแล้วกระบวนการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยตั้งแต่วันที่ลูกค้าขอสินเชื่อจนถึงวันทำสัญญานั้นต้องอาศัยระยะเวลาประมาณ 7-10 วัน (อย่างไรก็ดีลูกค้าอาจได้รับคำตอบการขอสินเชื่อภายใน 3-5วัน) และเนื่องจากในช่วงเดือนมีนาคม มีผู้ขอใช้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ทำให้การอนุมัติสินเชื่ออาจดำเนินการไม่ทันครบทั้งหมดก่อนที่มาตรการจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม อย่างไรก็ดีสถาบันการเงินบางแห่งได้ออกแคมเปญการตลาด เพื่อมารองรับกับความล่าช้าที่จะเกิดขึ้นในกระบวนการอนุมัติสินเชื่อที่อาจทำให้ลูกค้าต้องชำระค่าธรรมเนียมในอัตราปกติ โดยสถาบันการเงินจะเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์แทนลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความสบายใจ
ดังนั้นการต่อระยะเวลามาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมจึงน่าจะส่งผลดีต่อสถาบันการเงินในด้านของคุณภาพของสินเชื่อ เนื่องจากสถาบันการเงินจะมีเวลาในการพิจารณา และการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อที่ต้องอาศัยความรอบคอบ นอกจากนี้สถาบันการเงินยังได้รับประโยชน์จากจำนวนลูกค้าใหม่ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในช่วง 2 เดือนนี้
แนวโน้มที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 : ผู้ประกอบการเผชิญกับความท้าทาย สำหรับแนวโน้มที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คงจะต้องเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ ภายหลังจากที่อุปสงค์ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยได้ถูกดูดซับออกไปเป็นจำนวนมากในช่วงครึ่งแรกของปี เนื่องจากผู้ซื้อที่อยู่อาศัยต่างต้องการได้รับสิทธิประโยชน์จากการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ นอกจากที่ผู้ประกอบการอาจต้องเผชิญกับภาวะอุปสงค์ที่ชะลอตัวแล้ว ผู้ประกอบการยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในการทำธุรกิจในด้านอื่นๆ อาทิเช่น
ปัญหาทางการเมือง ซึ่งที่ผ่านมาความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลทำให้เกิดการชะลอตัวในการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย ดังนั้นเสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาลและประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ ยังเป็นสิ่งที่ยังคงต้องจับตามอง
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบาง ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังถูกกดดันจากปัญหาด้านการคลังของประเทศสมาชิกยูโรโซนบางประเทศ ปัญหาความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีนที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้อัตราการว่างงานในสหรัฐฯและยุโรปยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวอาจจะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้ และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อมายังภาคธุรกิจอื่นๆ ได้เช่นกัน
แนวโน้มต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้นของผู้ประกอบอาจจะส่งผลต่อราคาที่อยู่อาศัย สำหรับต้นทุนของผู้ประกอบการที่มีแนวโน้มปรับขึ้น อาทิ ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (โดยเฉพาะเหล็ก ซึ่งเป็นวัสดุก่อสร้างหลักในการพัฒนาโครงการแนวสูง) รวมถึงราคาวัสดุก่อสร้างอื่นๆ ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบ และความต้องการในตลาด รวมถึงการที่รัฐบาลไม่ต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีธุรกิจเฉพาะ อาจมีผลทำให้ผู้ประกอบการบางรายมีแผนการปรับราคาขายขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วยนั้น
ปัจจัยด้านภาวะเงินเฟ้อที่จะมีผลต่อภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น อีกทั้งยังจะเป็นตัวแปรที่อาจกดดันให้อัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับขึ้นจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืม ทั้งของผู้ประกอบการธุรกิจและผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย และอำนาจการซื้อที่อยู่อาศัยลดลงในผู้บริโภคบางกลุ่ม
ดังนั้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ผู้ประกอบการอาจต้องเตรียมปรับแผนการตลาด เพื่อรองรับการการเติบโตของตลาดที่คาดว่าจะชะลอตัวลงกว่าในช่วงครึ่งแรกของปี และรองรับการแข่งขันที่รุนแรงที่จะเกิดขึ้นตามมาในตลาด โดยในช่วงแรกหากยอดขายมีการปรับลดลงอย่างมากนั้น คาดว่า ผู้ประกอบการน่าจะนำกลยุทธ์ด้านราคา มาใช้ในการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน ซึ่งเคยมีการนำมาใช้ เพื่อแบ่งเบาภาระรายจ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค ในช่วงที่ยอดขายชะลอตัวลง หรือผู้ประกอบการบางรายอาจใช้กลยุทธ์การลดราคาลงในส่วนของบ้านที่สร้างเสร็จเหลือขาย เป็นต้น รวมถึงการใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการขาย เช่น ตกแต่งฟรี หรือการสมนาคุณเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน นอกจากนี้ยังมีการทำตลาดระหว่างผู้ประกอบการกับสถาบันการเงินในนำเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษแก่ผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย และเป็นการกระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่อง
โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า ในช่วงระยะเวลาอีก 2 เดือน ก่อนที่มาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะสิ้นสุดลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 ตลาดอสังหาริมทรัพย์คงจะกลับมามีความคึกคัก ซึ่งการขยายระยะเวลามาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ น่าจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งโครงการที่เปิดใหม่และโครงการที่กำลังจะทยอยสร้างเสร็จในปีนี้ ซึ่งจะมีผลต่ออุปทานเหลือขายในตลาดให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น ดังนั้นการขยายระยะเวลามาตรการดังกล่าว จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ยังมีบ้านสร้างเสร็จเหลือขายอยู่จำนวนหนึ่ง กลับมาทำแคมเปญการตลาดกระตุ้นตลาดเพื่อเร่งระบายสินค้าอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย แต่อาจจะยังหาโครงการที่สามารถตอบสนองความต้องการไม่ได้ จะทำให้ผู้บริโภคมีระยะเวลาในการเลือกซื้อและตัดสินใจได้นานขึ้น อีกทั้งยังเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระรายจ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง รวมทั้งสถาบันการเงินยังได้รับประโยชน์จากการขยายระยะเวลามาตรการดังกล่าวเช่นกัน อาทิเช่น กระบวนการการอนุมัติสินเชื่อที่มีคุณภาพมากขึ้น และจำนวนลูกค้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดีจากการที่รัฐบาลได้ต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยน่าจะถูกดูดซับไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 นี้ อาจต้องประสบกับภาวะยอดขายที่ชะลอตัวลงบ้าง เนื่องจากผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเร่งการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย ทำให้ผู้ประกอบการคงต้องเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นผู้ประกอบการคงเตรียมต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการดำเนินธุรกิจและกลยุทธ์การตลาด เพื่อกระตุ้นธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง