Insight

ธุรกิจรักษาความปลอดภัย : ธุรกิจที่ยังเติบโตต่อเนื่อง

ปัจจุบันธุรกิจรักษาความปลอดภัยมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยหนุนสำคัญคือ การขยายตัวของความต้องการทั้งจากลูกค้าภาครัฐ โดยเฉพาะการทยอยย้ายหน่วยงานราชการเข้าไปอยู่ในศูนย์ราชการที่สร้างเสร็จ และลูกค้าภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยที่เพิ่งสร้างเสร็จ ทั้งบ้านจัดสรร อาคารช…

ปัจจุบันธุรกิจรักษาความปลอดภัยมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยหนุนสำคัญคือ การขยายตัวของความต้องการทั้งจากลูกค้าภาครัฐ โดยเฉพาะการทยอยย้ายหน่วยงานราชการเข้าไปอยู่ในศูนย์ราชการที่สร้างเสร็จ และลูกค้าภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยที่เพิ่งสร้างเสร็จ ทั้งบ้านจัดสรร อาคารชุด และทาว์นเฮ้าส์ รวมไปถึงโครงการอาคารสำนักงาน และโรงงานอุตสาหกรรมที่เพิ่งจะสร้างเสร็จในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากนี้ ความกังวลถึงความปลอดภัยในทรัพย์สิน เนื่องจำนวนมิจฉาชีพหรือโจรผู้ร้ายก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้เจ้าของบ้านบางรายก็หันมาติดตั้งอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นเอง อันเป็นผลมาจากราคาของอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยก็มีแนวโน้มปรับตัวลดลง เพิ่มโอกาสในการตัดสินใจเลือกซื้อมากขึ้น

สำหรับกรณีที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ เช่น เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความวุ่นวายทางการเมืองทั้งในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งในบางจังหวัดทางภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือในระยะที่ผ่านมา เป็นต้น ทำให้การตระหนักถึงการรักษาความปลอดภัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งนับเป็นปัจจัยผลักดันให้ธุรกิจรักษาความปลอดภัยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 2553

ประเภทของธุรกิจรักษาความปลอดภัย ลักษณะของธุรกิจรักษาความปลอดภัย แยกออกได้เป็น 2 ส่วน ดังนี้ -ธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัย หรือธุรกิจให้บริการรับจัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัย(รปภ.) นอกจากจะให้บริการรักษาความปลอดภัยสถานที่ต่างๆแล้ว ยังให้บริการรักษาความปลอดภัยด้านอื่นๆด้วย ได้แก่ รักษาความปลอดภัยให้กับบุคคล ให้บริการรถนิรภัยสำหรับขนเงินสด และของมีค่าต่างๆ รักษาความปลอดภัยในการเบิกจ่ายเงินเดือนพนักงานตามบริษัทต่างๆ รักษาความปลอดภัยในการเก็บเงินสดตามจุดต่างๆของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ รักษาความปลอดภัยสิ่งของมีค่าที่นำมาแสดงในงานนิทรรศการ รับ-ส่งเอกสารที่มีความสำคัญและต้องการความปลอดภัยมาก วางแผนและจัดระบบรักษาความปลอดภัยในสถานที่โดยใช้เครื่องมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ บริการสืบสวนและสอบสวนในกรณีเกิดอัคคีภัยและ/หรือภัยพิบัติต่างๆ และบริการสืบสวน-ติดตามพฤติกรรม

-ธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์/อุปกรณ์รักษาความปลอดภัย ซึ่งประเภทของอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยนั้นมีหลากหลายประเภท ได้แก่ ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (Closed Circuit Television System : CCTV ) ระบบสัญญาณอัตโนมัติที่ทำงานคู่กับระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด เครื่องมือตรวจจับวัตถุระเบิดแบบที่ใช้ตามท่าอากาศยาน เครื่องสแกนตรวจค้นตัว ระบบสัญญาณกันขโมย ระบบสัญญาณแจ้งภัยแบบไร้สาย ระบบตรวจจับอาวุธโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ระบบควบคุมการเข้า-ออกประตู ประตูนิรภัยอัตโนมัติที่จะล็อกปิดทันทีเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น ระบบสัญญาณแจ้งภัยโดยบุคคล ฯลฯ โดยกลุ่มสินค้าที่มีการเติบโตมากที่สุด คือ ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด เนื่องจากการตื่นตัวในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ประกอบกับปัญหาการโจรกรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รองลงมา คือ กลุ่มระบบเตือนการบุกรุก ลูกค้าเริ่มเห็นความจำเป็นของระบบมากขึ้นกว่าเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา และกลุ่มสินค้าระบบเตือนอัคคีภัย ก็เริ่มเพิ่มขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้สถานบันเทิงที่มีชื่อเสียง และการบังคับใช้กฎหมายตรวจสอบอาคารที่เข้มงวดมากขึ้น

ลูกค้าของธุรกิจรักษาความปลอดภัย สำหรับกลุ่มลูกค้าที่สำคัญของธุรกิจรักษาความปลอดภัยในปัจจุบัน แยกออกได้เป็น

-ลูกค้าภาครัฐ หน่วยงานทางราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต้องเพิ่มความระมัดระวังป้องกันภัยอย่างเข้มข้นมากขึ้น ทั้งอาคารสถานที่ของหน่วยงานรัฐบาล และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ รวมถึงในจุดที่มีความสำคัญ เช่น สนามบิน สถานีรถไฟ สถานีรถไฟฟ้า/รถไฟใต้ดิน เส้นทางคมนาคม สถานีรถบริการขนส่งสาธารณะต่างๆ ฯลฯ

-ลูกค้าภาคเอกชน ประกอบด้วย ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่างๆ โรงแรม สถานทูตต่างๆ โรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี ฯลฯ อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียมและอพาร์ทเม้นท์ หมู่บ้านจัดสรร อาคารบ้านเรือนโดยทั่วไป โมเดิร์นเทรด ร้านขายทอง ร้านขายอัญมณีและเครื่องประดับ อาคารที่ให้บริการเช่าพื้นที่จอดรถยนต์ โรงภาพยนตร์ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีการจ้างรปภ. และการติดตั้งอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยแล้ว

ลูกค้าภาคเอกชนรายใหม่ที่จะมีส่วนผลักดันการขยายตัวของธุรกิจรักษาความปลอดภัยในปี 2553 จะเป็นในส่วนของโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่งสร้างเสร็จ แยกเป็น

-โครงการที่อยู่อาศัย(บ้านจัดสรร อาคารชุดหรือคอนโดมิเนียม และทาว์นเฮ้าส์) เฉพาะที่เปิดขายใหม่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล มีจำนวน 81 โครงการ เทียบกับไตรมาสแรกของปีที่แล้ว จำนวนโครงการเพิ่มขึ้นร้อยละ 131 รวมทั้ง หากประมาณการทั้งปีเปรียบเทียบปี 2552 และปี 2553 สถานการณ์ด้านผู้ประกอบการในตลาด มีความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น แม้จะมีปัจจัยเสียงด้านการเมืองอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบการกังวลมากนัก และยังมีผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายปรับเพิ่มเป้าหมายการลงทุน ส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ โดยปรับปรุงเงื่อนไขและราคาจำหน่ายในกิจการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลางหรือ “บ้านบีโอไอ” จากราคา 6 แสนบาท เป็นราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท จึงทำให้ผู้ประกอบการหันมาพัฒนาที่อยู่อาศัยในกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น

-โครงการสร้างอาคารสำนักงาน ในไตรมาสสุดท้ายปี 2553 จะมีอาคารสำนักงานสร้างเสร็จในเขตศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ (ซีบีดี)ใหม่เพิ่มขึ้นหนึ่งอาคารคือ อาคารเอเชีย เซ็นเตอร์ และมีอาคารสำนักงานที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีกสองอาคารในย่านนี้ ได้แก่ อาคารศาลา แอท สาทร และอาคารสาทร สแควร์ซึ่งมีกำหนดจะสร้างเสร็จในปี 25532 นอกจากนี้ ยังมีโครงการอาคารสำนักงานเกรดเอ อีก 2-3 โครงการที่ผู้พัฒนาโครงการบางรายประกาศว่าจะสร้างขึ้นในเขตซีบีดี และมีกำหนดจะสร้างเสร็จในปี 2555

-โครงการสร้างโรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรม จำนวนโรงงานอุตสาหกรรมที่สร้างใหม่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 มีจำนวนโรงงานสร้างใหม่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมจำนวน 38 โรงงาน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 223 และนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ยังมีพื้นที่เหลือสำหรับสร้างโรงงาน

ธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัย...การแข่งขันเข้มข้น สถานการณ์ธุรกิจรักษาความปลอดภัยในภาวะปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีข่าวป่วนจากการเมือง และการก่อม็อบประท้วงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการใช้บริการธุรกิจรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นทันที โดยพบว่าความต้องการในภาพรวมเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10-20 โดยลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นเพื่อไปคุมเข้มดูแลความปลอดภัยในอาคาร

จำนวนธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันมีจำนวนผู้ประกอบการมากถึง 3,917 ราย โดยมีการจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยรวมกันถึงประมาณ 400,000 คน4 ซึ่งการแยกขนาดของธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัย ตามทุนจดทะเบียน โดยผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีทุนจดทะเบียนมากกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งมีอยู่ 9 แห่ง แต่ละแห่งจ้างพนักงานเกินกว่า 1,000 คน ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางที่มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 5-50 ล้านบาท มีอยู่ 130 แห่ง แต่ละแห่งมีพนักงาน 500-1,000 คน ที่เหลือนอกนั้นจะเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กที่มีทุนจดทะเบียนต่ำกว่า 5 ล้านบาท มีอยู่ 3,778 แห่ง แต่ละแห่งการจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยประมาณ 100-500 คน คาดการณ์ว่าธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัยมีมูลค่าสูงถึงประมาณเกือบ 40,000 ล้านบาท ในช่วงระยะ 5 ปีที่ผ่านมาอัตราการขยายตัวของธุรกิจรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 12.8 ต่อปี

ธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัยจะเติบโตในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง แต่การแข่งขันด้านการรับงานมีไม่มาก เพราะตลาดกว้างมาก มีการจำแนกประเภทของงานค่อนข้างหลากหลาย แต่ประเด็นที่ต้องติดตามสำหรับธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัย มีดังนี้

-การ "แย่งคน" ตั้งแต่ปี 2551 มีบริษัทต่างชาติเข้ามาเปิดกิจการในไทยมากขึ้น โดยเข้ามารุกตลาดนี้จริงจังและก้าวขึ้นติด 1 ใน 5 บริษัทที่มีรายได้ระดับสูง และบางแห่งใช้กลยุทธ์ดึงผู้บริหารคนไทยไปช่วยบริหาร ซึ่งปัจจุบันนี้บริษัทต่างชาติมีส่วนแบ่งทางการตลาดเกือบร้อยละ 605 ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัยหลายบริษัทต้องพบกับอุปสรรคขยายงานได้ไม่เต็มที่ เพราะขาดอัตรากำลังคน

-กฎหมายรองรับธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัย ปัจจุบันไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับธุรกิจ โดยร่างพระราชบัญญัติรักษาความปลอดภัยภาคเอกชน ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกฤษฎีกา

วัตถุประสงค์ของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เพื่อเป็นการจัดระเบียบการควบคุมดูแลธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัยทั่วประเทศ และให้ความคุ้มครองผู้บริโภคที่ใช้บริการ โดยจะทำให้นิติบุคคลที่จะประกอบธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัย และบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย ต้องขอใบอนุญาตจากนายทะเบียน ซึ่งทำให้ภาครัฐสามารถเข้าตรวจสอบการทำงาน และตรวจสอบประวัติของพนักงาน ตลอดจนกำหนดให้พนักงานต้องเข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่เหมาะสม ส่งผลให้ผู้ว่าจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยได้รับบริการที่ดีมากขึ้น และป้องกันอาชญากรรมได้ผลมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการต้องรับประกันความเสียหายให้กับบุคคลที่ได้รับความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจในวงเงินตามที่ระบุในสัญญาจ้าง ซึ่งการสร้างมาตรฐานให้กับธุรกิจบริการรักษาความปลอดภัยจะทำให้ธุรกิจนี้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น และจะช่วยสร้างโอกาสในการขยายตลาดเพิ่มขึ้นด้วย

ผลิตภัณฑ์/อุปกรณ์รักษาความปลอดภัย...มูลค่าตลาดรวม 8,000 ล้านบาท คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์ระบบรักษาความปลอดภัยมีมูลค่าตลาดประมาณ 8,000 ล้านบาท6 และมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5-10 ต่อปี โดยแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มระบบเตือนภัยและระบบรักษาความปลอดภัย ได้แก่ กล้องโทรทัศน์วงจรปิด ระบบกันขโมย ระบบควบคุมการเข้าออก ระบบเตือนภัย และระบบการอพยพ และกลุ่มที่เป็นสินค้าทางด้านระบบสื่อสาร ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์ระบบเสียงตามสายและระบบเสียงประกาศสาธารณะ

การแข่งขันในตลาดอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มข้น เนื่องจากจำนวนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น รวมทั้งผู้บริโภคเริ่มมีการศึกษาข้อมูลมากขึ้น และมีความรู้เกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัยมากขึ้นด้วย การนำเสนอข้อมูลสินค้านับว่ามีความสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าเป็นอย่างมาก ดังนั้น ผู้ประกอบการในธุรกิจนี้จึงต้องมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม รวมถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ และระบบที่มีคุณภาพสูงออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันองค์กรธุรกิจเอกชนต่างก็ตื่นตัวมีการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิม ขณะที่ธุรกิจที่ไม่เคยติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดมาก่อนก็จะเริ่มติดตั้ง รวมทั้งราคาจำหน่ายมีการปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วงระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการที่สินค้าจีนเข้ามาตีตลาด จนกระทั่งสินค้าเดิมในตลาดต้องปรับลดราคาให้อยู่ในระดับที่ไม่ต่างจากสินค้าจากจีนประมาณร้อยละ 20-30 จากเดิมที่ราคาต่างกันเกือบเท่าตัว กล่าวคือ จากเดิมที่ราคาต่อชุดอยู่ในระดับสูงกว่า 100,000 บาทต่อชุด แต่ปัจจุบันราคาลดลงมาอยู่ในระดับ 5,000-50,000 บาทต่อชุดเท่านั้น โดยแยกเป็นตลาดระดับบนราคาขายประมาณ 50,000 บาทขึ้นไป ซึ่งมีสัดส่วนตลาดร้อยละ 30 ลูกค้าส่วนใหญ่คือ หน่วยงานราชการและสถาบันการเงิน ตลาดระดับกลางราคาขาย 20,000-50,000 บาท ซึ่งมีสัดส่วนตลาดร้อยละ 40 ลูกค้าคือ ห้างสรรพสินค้า ร้านมินิมาร์ท โรงแรม โรงพยาบาล โรงเรียน อาคารสำนักงาน รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัย และตลาดระดับล่างราคาขายประมาณ 5,000-15,000 บาท มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 30

ผลิตภัณฑ์/อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยที่วางจำหน่ายในประเทศไทยกว่าร้อยละ 90 เป็นสินค้านำเข้า โดยมูลค่านำเข้าในช่วงไตรมาสแรกปี 2553 เท่ากับ 76.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 78.0 นับว่าเป็นการขยายตัวครั้งแรก หลังจากที่มูลค่าการนำเข้าหดตัวอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงระยะ 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผู้ประกอบการไทยหันไปเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยจากจีนที่มีราคาถูก กล่าวคือ ปัจจุบันประเทศที่เป็นแหล่งนำเข้าสำคัญของไทย คือ จีน(ร้อยละ 51.5 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด) รองลงมาคือ ญี่ปุ่นร้อยละ 15.6 สิงคโปร์ร้อยละ 7.7 และสหรัฐฯร้อยละ 5.5

อย่างไรก็ตาม ไทยก็มีการส่งออกอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยด้วยเช่นกัน โดยมูลค่าส่งออกในช่วงไตรมาสแรกปี 2553 เท่ากับ 48.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.7 พลิกฟื้นจากการที่ตลาดหดลงในปี 2552 ประเทศที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย คือ จีน(ร้อยละ 25.5) เยอรมนี(ร้อยละ 16.4) เกาหลีใต้(ร้อยละ 12.9) ฮ่องกง(ร้อยละ 12.3) และญี่ปุ่น(ร้อยละ 10.7) ซึ่งสินค้าที่ไทยส่งออก ส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยอื่นๆ และชิ้นส่วน โดยเป็นสินค้าคนละกลุ่มกับสินค้าที่นำเข้า กล่าวคือ อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยที่นำเข้าอยู่ใน 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มความปลอดภัยเกี่ยวกับสาธารณะ เช่น การจราจร อัคคีภัย ภัยธรรมชาติ ท่าเรือ และสนามบิน กลุ่มความปลอดภัยที่เกี่ยวกับธุรกิจการค้า เช่น ความปลอดภัยในส่วนของโรงงาน การขนส่ง ความปลอดภัยในห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น และกลุ่มความปลอดภัยเกี่ยวกับการอยู่อาศัย เช่น อาคารชุด หมู่บ้าน โรงแรม โรงพยาบาล เป็นต้น

แนวโน้มธุรกิจรักษาความปลอดภัย...ตลาดอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยเติบโตโดดเด่น ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสินค้าและบริการด้านระบบรักษาความปลอดภัยและระบบป้องกันภัยที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เหลือจะเป็นมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย จากที่มีการประเมินว่า ธุรกิจรักษาความปลอดภัยในเอเชีย-แปซิฟิก มีแนวโน้มการเติบโตที่สูงมาก โดยมีการประเมินว่าในปี 2559 มูลค่าธุรกิจรักษาความปลอดภัยในเอเชีย-แปซิฟิกเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อัตราการเติบโตจะสูงถึงร้อยละ 7.5 ต่อปี7

ส่วนธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัยจะมีบทบาทในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยสถานที่ราชการ/รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งหน่วยงานของภาคธุรกิจเอกชนเป็นจำนวนมากได้หันมาใช้บริการจากบริษัทรักษาความปลอดภัยแทนการมีพนักงานรักษาความปลอดภัยของตนเอง ซึ่งการใช้บริการจากบริษัทรักษาความปลอดภัยนั้น สามารถแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหาบุคคลากรในระยะยาวได้ เนื่องจากพนักงานรักษาความปลอดภัยจะต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเวรยาม ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และยังจะต้องรับผิดชอบในเรื่องของสวัสดิการด้านต่างๆอีกมาก เทียบกับในกรณีที่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทเอง ทักษะ(Skill) ก็แตกต่างกัน ทำให้สะดวกที่จะใช้บริการจากบริษัทรักษาความปลอดภัยข้างนอก (Outsource) แทนที่จะทำเอง

ในอนาคตไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าระบบรักษาความปลอดภัยในประเทศไทยจะหันมาใช้อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยมากขึ้น และลดจำนวนการจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยลง กล่าวคือ ปรับสัดส่วนระหว่างค่าใช้จ่ายระหว่างพนักงานรักษาความปลอดภัยและอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยจากร้อยละ 80:208 เป็นร้อยละ 60:40 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับในต่างประเทศที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายระหว่างอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยพอๆกับจำนวนพนักงานรักษาความปลอดภัย

นอกจากนี้ จีนซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยรายใหญ่ของโลก และเป็นแหล่งนำเข้าอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยอันดับหนึ่งของไทย เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกสมาคมรักษาความปลอดภัยภาคพื้นเอเชีย มีทำกิจกรรมร่วมกัน และนำเสนอสินค้าด้านระบบรักษาความปลอดภัยที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ นับว่าเข้ามาเพิ่มทางเลือกในตลาดอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย ซึ่งยิ่งจะทำให้ตลาดอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยในประเทศไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง