Insight

เมื่อลูกค้าเปลี่ยนไปสุดขั้ว! Luxury Brand จะรับมืออย่างไรให้โดนใจชาวมิลเลนเนียล

เมื่อกลุ่มมิลเลนเนียล เข้ามาเป็นกลุ่มที่อิทธิพลต่อการซื้อสินค้า Luxury Brand ลูกค้ากลุ่มนี้เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยียุคดิจิทัล ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป Luxury Brand ต้องเร่งหากลยุทธ์การตลาดที่แปลกใหม่เพื่อรับมือกับความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้

open_luxurybrand

เมื่อกลุ่มมิลเลนเนียลเข้ามาเป็นกลุ่มที่อิทธิพลต่อการซื้อสินค้า Luxury Brand ลูกค้ากลุ่มนี้เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยียุคดิจิทัล ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป Luxury Brand  ต้องเร่งหากลยุทธ์การตลาดที่แปลกใหม่เพื่อรับมือกับความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้

“ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตลาด Luxury ในไทยเติบโตช้าลงเมื่อเทียบกับในอดีต เพราะการจับจ่ายใช้สอยทั่วโลกเกิดการชะลอตัว แม้แต่จีนเองที่เราคาดการณ์ว่าเป็นผู้ที่มีกำลังซื้อสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศก็เกิดการชะลอตัวด้วยเช่นกัน” ดร.ฐิติพร สงวนปิยะพันธ์ ผู้อำนวยการ ศูนย์องค์ความรู้ด้านลักชัวรี (Luxellence Center) กล่าว

ปัจจัยที่ส่งผลให้การซื้อชะลอตัวแบ่งเป็น 3 ข้อคือ

1. การซื้อสินค้า Luxury ผ่าน Outlet ในห้างค้าปลีก ซึ่งเป็นช่องทาง Official ของแต่ละแบรนด์มีจำนวนลดลง

2. ผู้บริโภคมีช่องทางในการเลือกซื้อมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์ของ Luxury Brand ต่างๆ ร้านจำหน่ายสินค้า Multi Brand ไปจนถึงการซื้อสินค้า Luxury มือสองผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก

3. ด้วยปัจจัยจากข้อสองส่งผลให้แต่ละแบรนด์ไม่สามารถเก็บข้อมูลการซื้อของผู้บริโภคได้ เนื่องจากรายได้ถูกแชร์ไปยังช่องทางอื่นๆ ขณะที่แบรนด์มีเพียงช่องทาง Outlet ในห้างที่เป็น Official เท่านั้น

จาก 3 ปัจจัยดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การซื้อสินค้า Luxury Brand ไม่ได้หายไป แต่ เปลี่ยนช่องทาง จากการซื้อผ่านหน้าร้านในห้างสรรพสินค้าไปยังช่องทางอื่นๆ แทน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจาก “กลุ่มมิลเลนเนียล” ซึ่งอยู่ในวัย 20 – 35 ปี ที่เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ในปัจจุบันมีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้าทุกชนิด ไม่ใช่แค่สินค้า Luxury

คนกลุ่มนี้เติบโตมากับเทคโนโลยีและดิจิทัล ซึ่งอยู่คนละขั้วกับ Luxury เพราะเป็นสินค้างานฝีมือและเป็นสินค้า Exclusive ที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้าถึงได้ ตรงข้ามกับโลกอินเทอร์เน็ตที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย ในช่วงแรก Luxury Brand จะพยายามออกห่างเทคโนโลยี แต่ในที่สุดแล้วก็ต้องยอมรับว่าไม่สามารถทำได้

แม้ว่าภาพรวมตลาดจะชะลอตัวลง แต่ใช่ว่าความต้องการสินค้าแบรนด์เนมของคนไทยจะน้อยลงตาม โดย Luxellence Center ได้ทำการสำรวจผู้บริโภคสินค้าแบรนด์หรูในไทย พบว่าจากคะแนนเต็ม 10 คนไทยได้ถึง 7.4 คะแนน นับว่าเป็นอัตราที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น ฮ่องกง อินเดีย บราซิล ที่ได้คะแนนประมาณ 6.3

word_icon

ดังนั้นคะแนนความชอบ Luxury Brand ของคนไทยยังถือว่าเยอะ จึงไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า แต่ทุกคนต้องทำปรับตัวตามเทรนด์และยุคสมัยที่เกิดขึ้น

word_icon2

ดร.ฐิติพร มองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้คือการ Disruption อย่างหนึ่ง ดังนั้น Luxury Brand ก็ต้องปรับตัวเพื่อหาทางรอด เพราะลูกค้าเป็นคนรุ่นใหม่ที่ใช้ออนไลน์ในการหาข้อมูล ถ้ายังเป็นแบรนด์ที่ไม่มีตัวตนบนโลกออนไลน์ ไม่มีการอ้างอิง ไม่สามารถหาข้อมูลได้ ลูกค้าก็ไม่สามารถเข้าถึงแบรนด์ได้เช่นกัน

Burberry เป็น Luxury Brand รายแรกๆ ที่ปรับตัวในเรื่องนี้ ด้วยการทำช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์กของตนเองเพื่อสื่อสารกับกลุ่มมิลเลนเนียลตั้งแต่ปี 2557 จากนั้น Luxury Brand รายอื่นๆ ก็เดินรอยตาม แม้แต่แบรนด์ Louis Vuitton ที่ช่วงแรกปฏิเสธการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็ยังต้องปรับตัวตามกระแส เพื่อเพิ่มประสบการณ์การซื้อ และเพิ่มช่องทางการติดต่อกับลูกค้ามากขึ้น

อีกเรื่องที่เธอบอกว่าน่าสนใจก็คือ การเปิดช่องทางบนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และสมาร์ทโฟนของ Luxury Brand เพื่อให้ลูกค้าได้ “เข้าถึง” สินค้าได้สะดวก สบาย และรวดเร็วกว่ามาที่หน้าร้าน ซึ่งมีเวลาเปิดปิด มีเรื่องของการเดินทาง การหาที่จอดรถ ขณะที่การเลือกชมและซื้อสินค้าผ่านออนไลน์สามารถทำได้ 24 ชั่วโมง จะเข้าถึงที่ไหน เมื่อไหร่ ตอนไหนก็ได้ ที่สำคัญคือมีจำนวนสินค้าที่มากและหลากหลายกว่าในร้านที่จำกัดเรื่องพื้นที่ ลูกค้าจึงสามารถใช้เวลาเลือกดูสินค้าได้นานเท่าที่ต้องการโดยไม่ต้องเกรงใจคนขายและลูกค้าคนอื่นๆ ที่มารอคิว

รวมถึงช่องทาง Online to Offline (O2O) ให้ลูกค้าเลือกชมสินค้าผ่านทางเว็บไซต์แล้วสั่งจองเพื่อมาลองสินค้าจริงผ่านหน้าร้านได้ ซึ่งเป็นบริการที่ไร้รอยต่อระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้เกิดความสะดวกทั้งในเรื่องของระยะเวลาการค้นหาสินค้าที่หน้าร้าน เพื่อให้ลูกค้าได้ลองและสัมผัสสินค้าจริงก่อนตัดสินใจซื้อ

นอกจากการซื้อผ่านช่องทางอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นแล้ว พฤติกรรมนักช้อปคนไทยที่น่าสนใจคือ มีจำนวนถึง 77% ที่ยอมรับว่าซื้อสินค้า Luxury เมื่อเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ เนื่องจากอยู่ในช่วงอารมณ์ที่ผ่อนคลายและมีความสุขที่ได้เดินทางจึงอยากช้อปปิ้งมากขึ้น

“เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทย เพราะปัจจุบัน ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก มีราคาถูกลง การท่องเที่ยวต่างประเทศจึงทำได้ง่ายขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมองว่าอะไรคุ้มค่ากว่า เพราะได้ไปเทียวด้วย และได้ซื้อของถูกกว่าปกติด้วย ก็เลยไปซื้อต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้ Luxury Brand บางรายมีการปรับตัวเรื่องราคาไม่ให้ต่างกันมากจนเกินไป เช่น Channel BAO BAO เพื่อให้เกิดการซื้อภายในประเทศมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการปรับตัวด้านราคาจะมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเลือกที่จะซื้อเมื่อเดินทางอยู่ดี เพราะด้วยเหตุผลทางด้านอารมณ์ขณะเดินทางเป็นหลัก โดยที่ผ่านมา Luxellence Center ได้สัมภาษณ์ผู้บริโภคผู้มีรายได้สูงกลุ่ม Top 5 ของไทย บอกว่าตอนที่อยู่ในไทยต้องทำงานตลอดทำให้ไม่มีเวลาไปช้อปปิ้ง เมื่อได้ไปเที่ยวต่างประเทศจึงมีเวลาพักผ่อนทำให้มีเวลาช้อปปิ้งมากขึ้นไปด้วย

ขณะที่การซื้อ Luxury Brand ในประเทศ ลูกค้าจะมีความคาดหวังเรื่องบริการที่เหนือกว่าการช้อปในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สินค้าที่หลากหลาย มีรุ่นและแบบที่ต้องการให้เลือกมากกว่า ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีกับแบรนด์ด้วย

สำหรับลูกค้าชาวจีนที่มีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้า Luxury เป็นอย่างมากในขณะนี้ ส่งผลให้บางรายออกแบบคอลเลกชั่นใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น เช่น Gucci ที่ออกแบบคอลเลกชั่นใหม่ให้มีสีสันสดใส ตอบโจทย์พฤติกรรมความชอบของลูกค้าชาวจีน ขณะเดียวกันก็ได้ลูกค้ากลุ่มอื่นๆ ตามมาด้วยเช่นกัน

1_luxurybrand

โดย มร.เจอโรม เฮอวิโอ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Next Beyond Research ผู้เชี่ยวชาญในงวงการสินค้า Luxury เผยว่า คนกลุ่มมิลเลนเนียลมองว่าตัวเองเป็นคนคิดบวก มีอิสระ มีความคิดสร้างสรรค์ มุ่งมั่น มีความมั่งคั่ง และชอบความท้าทาย ผลวิจัยพบว่า คนกลุ่มนี้นิยมซื้อสินค้าโดยรวมผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ในสัดส่วน 35 : 65 ชื่นชอบการเชื่อมโยงเรื่องราวต่อสังคม

ดังนั้น การจะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้จึงต้องนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ซึ่งบางแบรนด์ต้องเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ในการนำเสนอทุก 2 เดือน

จำนวนประชากรกลุ่มมิลเลนเนียลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสัดส่วนดังนี้  สิงคโปร์ 20% ไทย 21% พม่า 24% อินโดนีเซีย 25% ฟิลิปปินส์ 25% เวียดนาม 27% มาเลเซีย 29% และกัมพูชา 30%

2_luxurybrand

เนื่องจากคนกลุ่มนี้เกิดมาพร้อมกับความทันสมัยของสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ต จึงไม่น่าแปลกใจที่มักจะเชื่อมโยงกับการใช้อินเทอร์เน็ตตลอดเวลา พฤติกรรมของคนกลุ่มมิลเลนเนียลและเจนเอ็กซ์มีความใกล้เคียงกัน แต่กลุ่มมิลเลนเนียลมีการตัดสินใจซื้อที่ง่ายกว่า โดยตัดสินใจซื้อจาก คุณภาพ 70% ราคา 63% โปรโมชั่น 61% โฆษณา 17% โซเชียลมีเดีย 17% เพื่อน 12% และแบรนด์เนม 10%

พฤติกรรมกลุ่มมิลเลนเนียลชาวไทยที่น่าสนใจคือ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ติดแบรนด์ ชอบประสบการณ์และบริการดีๆ มีความเชื่อมโยงต่อครอบครัวและพ่อแม่ ซึ่งมีความอนุรักษ์นิยมและมองโลกในแง่บวกกว่ากลุ่มมิลเลนเนียลฝั่งตะวันตก

สำหรับพฤติกรรมในการซื้อสินค้า Luxury ของกลุ่มมิลเลนเนียลชาวไทยนั้น มีดังนี้ 59% เพื่อเป็นรางวัลให้กับตัวเอง 48% เป็นการลงทุนในสินค้าแบรนด์เนม 44% มองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและความร่ำรวย 41% เพราะมีคุณภาพสูง 34% เพื่อให้เข้ากับกลุ่มเพื่อนได้ 29% สร้างประสบการณ์พิเศษ 22% เพื่อแสดงออกถึงตัวตน 16% เป็นการใช้ชีวิตร่วมกับศิลปะและสไตล์ 9% เป็นธรรมเนียมปฏิบัติต่อกันมา

3_luxurybrand

สินค้า Luxury ที่มิลเลนเนียลชาวไทยนิยมได้แก่ นาฬิกา 60% เสื้อผ้า 58% สินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยี 53% เครื่องประดับ 50% โรงแรมและภัตตาคารสุดหรู 37% เครื่องหนังคุณภาพดี 22% และเครื่องสำอางแบรนด์หรู 20%

4_luxurybrand

โดยหมวดหมู่สินค้าที่มีการจับจ่ายมากที่สุดคือ เทคโนโลยีสุดหรู 23% เสื้อผ้าแบรนด์หรู 18% นาฬิกายี่ห้อหรู 15% โรงแรมและภัตตาคารหรู 13% เครื่องประดับ 12% เครื่องหนังชั้นดี 10% และเครื่องสำอางแบรนด์หรู 10%

5_luxurybrand

สำหรับชาวมิลเลนเนียลที่เป็นนักช้อปจำนวน 77% เผยว่าช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาจะซื้อสินค้า Luxury เมื่อเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศเพราะมีความผ่อนคลาย มีบรรยากาศที่เหมาะกับการจับจ่าย ประกอบกับได้ลดภาษีในร้าน Duty Free ส่วนอีก 78% เผยว่ายังช้อปสินค้า Luxury ในประเทศเพราะมีบริการที่ดี มีสินค้าให้เลือกหลากหลายรุ่นกว่า

6_luxurybrand

ส่วน Touch Point การซื้อสินค้า Luxury ของชาวมิลเลนเนียลในช่วง Pre Purchase นั้นจะแบ่งเป็น Offline คือ 64% ไปดูสินค้าที่ร้าน 31% มาจากคนใกล้ตัว และ 15% ดูจากแมกกาซีน ส่วน Online คือ 47% ดูจากเว็บไซต์ของแบรนด์ 42% จากโซเชียลเน็ตเวิร์ก 32% ดูจากแอปพลิเคชั่นบนมือถือของแบรนด์ 22% จากบล็อกเกอร์ และ 22% ค้นหาจากวิดีโอ

สำหรับช่วง Post Purchase ด้าน Offline จำนวน 44% พูดกับคนใกล้ตัว ส่วน Online จำนวน 36% ไปที่เว็บไซต์ของแบรนด์ 55% ไปที่โซเชียลเน็ตเวิร์ก 26% เข้าไปที่แอปพลิเคชั่นบนมือถือของแบรนด์ และ 21% เขียนบล็อก

7_luxurybrand

โดยพฤติกรรมการช้อปปิ้ง Online ของกลุ่มนี้จะแบ่งเป็น ผ่านเว็บไซต์ของ Luxury Brand 67% เว็บไซต์สินค้า Multi-Brand 62% จากช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม 48% และเว็บไซต์ขายสินค้ามือสองอีก 25%

8_luxurybrand

ความคาดหวังของลูกค้ากลุ่มมิลเลนเนียลที่มีต่อแบรนด์ Luxury คือ ได้สินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าทั่วไป 68% มีการรับประกันและรับรองความถูกต้องของสินค้า 66% สร้างความรู้สึกมั่นใจเมื่อได้ใช้ 46% เป็นสินค้าที่มีนวัตกรรม 39% ใช้แสดงสถานะทางสังคมได้ 28% สะท้อนคุณค่าของผู้ใช้ 28% ทำให้โดดเด่น แตกต่างจากผู้อื่น 18% เป็นสิ่งที่ทำต่อๆ กันมา 7%

9_luxurybrand

ส่วนความคาดหวังจากร้านค้า Luxury Brand ต้องมีสินค้าและบริการที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล 72% ได้รับสิทธิแบบ VIP 68% รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ 56% ได้รับคำแนะนำเฉพาะส่วนตัว 48% ให้บริการถึงที่บ้าน 29% เป็นที่ยอมรับจากพนักงาน 27%

10_luxurybrand