Insight

“สิงห์ เอสเตท” แยก “ธุรกิจโรงแรม” เข้า IPO หวังนำเงินขยายธุรกิจบุกไปทั่วโลก ตั้งเป้าปี 2025 ต้องมี 75 แห่ง

เพื่อสร้างรายได้ให้มั่นคงและลดความเสี่ยงจากการทำธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง “สิงห์เอสเตท” ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใต้เครือบุญรอดบริวเวอรี่ ที่เพิ่งติดนามสกุลมหาชนได้ 5 ปี จึงแยกธุรกิจออกเป็น 3 ส่วนหลักเพื่อทำให้รายได้มาจากทั้งการขาย และแบบต่อเนื่องหรือที่เรียกว่า Recurring Income ใน…

open_singha

เพื่อสร้างรายได้ให้มั่นคงและลดความเสี่ยงจากการทำธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง “สิงห์เอสเตท” ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใต้เครือบุญรอดบริวเวอรี่ ที่เพิ่งติดนามสกุลมหาชนได้ 5 ปี จึงแยกธุรกิจออกเป็น 3 ส่วนหลักเพื่อทำให้รายได้มาจากทั้งการขาย และแบบต่อเนื่องหรือที่เรียกว่า Recurring Income ในสัดส่วน 50 : 50

ในส่วนแรกรายได้จากการขายมาจาก “ธุรกิจที่พักอาศัย” ทั้งภายใต้การดูแลของสิงห์เอสเตทเอง ซึ่งปีนี้คาดว่าจะมีการโอนอีกมูลค่า 5,000 ล้านบาท และเนอวานาไดอิ จำกัด (มหาชน)

ส่วนที่สอง “ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก” โดยมี 2 โครงการหลัก คือ สิงห์คอมเพล็กซ์ อัตราการเช่า 90% และซันทาวเวอร์สที่ถูกโยกเข้ากองทรัสต์ SPRIME เรียบร้อยแล้วเมื่อต้นปี 2019

7_singhaestate

ส่วนสุดท้าย “ธุรกิจโรงแรม” ที่เริ่มต้นด้วยการซื้อ 2 โรงแรมในปี 2014 นำมาบริหารเอง คือ พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท และ สันติบุรี เกาะสมุย มีจำนวนห้องร่วม 227 ห้อง ก่อนจะซื้อเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งโรงแรมในสหราชอาณาจักร จำนวน 29 แห่ง ดำเนินงานภายใต้แบรนด์ Mercure และแบรนด์ Holiday Inn

โรงแรม Outrigger ซึ่งเป็นกลุ่มโรงแรมจำนวน 6 แห่งที่ดำเนินกิจการภายใต้แบรนด์ Outrigger และโครงการครอสโรดส์ (CROSSROADS) เฟส 1 ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงการบนเกาะจำนวน 3 เกาะ 3 โรงแรมโดยหนึ่งในนั้นเป็นการพัฒนาแบรนด์ใหม่ๆภายใต้ชื่อ SAii เน้นจับกลุ่มลูกค้ากลางค่อนไประดับบน (Upper Mid-scale)

วันนี้รวมๆ แล้ว “สิงห์เอสเตท” มีโรงแรมทั้งหมด 39 แห่ง กระจายอยู่ใน 5 ประเทศ 3 ภูมิภาค ประกอบด้วยในยุโรปที่สหราชอาณาจักร และในเอเซียแปซิฟิกคือไทยมัลดีฟส์และฟิจิ และในแอฟริกาคือมอริเชียส มีอัตราการเข้าพักตั้งแต่ 70 - 80% โดยในปี 2018 มีรายได้ราว 3,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 40% ของรายได้ในภาพรวม

UK_01

นริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สิงห์เอสเตทมีจุดมุ่งหมายที่จะนำบริษัทก้าวสู่การเป็น “โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี” (Global Holding Company) ผ่านกลยุทธ์การขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศการสร้างแบรนด์ในระดับพรีเมียม

ที่ผ่านมาสิงห์เอสเตทดำเนินธุรกิจได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2014 โดยเริ่มจากมีมูลค่าสินทรัพย์รวม 9,000 ล้าน ปัจจุบันอยู่ที่ 60,000 ล้าน (โตเกือบ 700%) และคาดการณ์ว่าจะมีรายได้ถึง 2 หมื่นล้านภายในปี 2019 เร็วกว่าที่ตั้งเป้าไว้ตอนแรกในปี 2020

ทั้งนี้ “นริศ” มองว่าธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของ UNWTO พบว่าปี 2018 ที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 1.4 พันล้านคน เติบโตจากปี 2017 ประมาณ 6% โดยภูมิภาคเอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง

โดยมีนักท่องเที่ยวสูงถึง 343 ล้านคน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตถึง 7% นอกจากนั้น UNWTO ยังคาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวโลกจะยังคงเติบโตต่อเนื่องโดยเฉพาะเอเชียที่ปี 2019 คาดว่าจะเติบโต 5 - 6%

Sa2-Lagoon-Maldives_01

ด้วยเหตุนี้สิงห์เอสเตทจึงต้องการขยายธุรกิจโรงแรมขึ้นไปอีก แต่หากยังอยู่ภายใต้บริษัทเดิมการเติบโตอาจจะไม่เร็วมากนัก ด้วยเหตุนี้จึงได้วางแผนนำธุรกิจโรงแรมเข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใต้ชื่อ “เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท”

ขณะนี้ได้ยื่นคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ และร่างหนังสือชี้ชวนสำหรับการเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เรียบร้อยแล้ว

หากเป็นไปตามแผนคาดเปิดให้ซื้อขายภายในสิ้นปีนี้ ในจำนวนหุ้นไม่เกิน 40% ของทุนจดทะเบียน 17,000 ล้านบาท ชำระแล้ว 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่ได้กำหนดวงเงินที่คาดว่าจะได้จากการ IPO

หลังจากเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว “สิงห์เอสเตท” ได้ตั้งเป้าขยายโรงแรมเป็น 75 แห่งภายในปี 2025 ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งซื้อและเข้าไปบริหารด้วยตนเอง รับบริหารและซื้อแบรนด์อื่นมาบริหาร (Franchise) หรือร่วมทุน (joint venture)

image001-1

เดิร์ก เดอไคย์เปอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสโฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปัจจัยในการพิจารณาเลือกลงทุนในโครงการหนึ่งๆ จะมีทั้งโครงการนั้นอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพหรือไม่โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง

โดยจะเน้นใกล้ชายหาดเป็นหลักซึ่งสามารถพัฒนาแบบ Greenfield หรือพัฒนาแบบ Brownfield ในขยาย 100 - 200 ห้องกำลังดี

“เราจะเน้นทำโรงแรมในระดับ 4 - 5 ดาว เพราะอยู่ในช่วงที่สามารถทำกำไรได้ดี อย่างในอังกฤษจะอยู่ราว 4 - 5% ซึ่งถือว่าดีมากแล้วส่วนโรงแรม 6 ดาวคงไม่คำด้วยไม่คุ้มที่จะลงทุนใช้เวลาคืนทุนนานกว่า”