สร้างกระแสดราม่าร้อนฉ่าบนโลกออนไลน์ได้รายวัน สำหรับโฆษณาของสองแบรนด์ใหญ่ มันฝรั่ง “พริงเกิลส์” และ โอเปอเรเตอร์ “ดีแทค” เพียงแค่สื่อสารผิดจุด ทำให้เรื่องราวเปลี่ยนในทันที ถือว่าเป็นบทเรียนที่แบรนด์ต้องจดจำ และระมัดระวังต่อประเด็นอ่อนไหวในสังคม ในยุคที่สื่อโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของผู้คน ผู้บริโภคพร้อมดราม่าตลอดเวลาไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม รวมทั้งเรื่อง “โฆษณา” ที่ถึงแม้ว่าการดูโฆษณาจากทางโทรทัศน์จะน้อยลง แต่อย่างไรแล้วยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภคอยู่ ซึ่งหากโฆษณาชิ้นนั้นโดนใจเขาจริงๆ ก็พร้อมแชร์ต่อในทันที ในทางกลับกันถ้าโฆษณาชิ้นนั้นมีเนื้อหาในด้านลบขึ้นมา ผู้บริโภคก็เตรียมพร้อมที่จะแชร์เช่นกัน แต่ล้วนเป็นกระแสตีกลับเพื่อโจมตีแบรนด์ทั้งสิ้น อีกทั้งยังกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์ในระยะยาวอีกด้วย ระยะเวลาเพียงแค่ 30 วินาที อาจเปลี่ยนชีวิตแบรนด์ได้เลย ดั่งเช่นกรณีของ 2 แบรนด์ใหญ่ ที่กำลังโดนกระหน่ำดราม่าบนโลกออนไลน์ มันฝรั่ง “พริงเกิลส์” และโอเปอเรเตอร์ค่ายสีฟ้า “ดีแทค” กลายเป็นเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์มาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บ่อเกิดดราม่าในครั้งนี้สาเหตุหลักๆ คือ “การสื่อสาร”...
เปลี่ยนทีวีจอยักษ์ที่บ้านให้ทำงานได้เหมือนแท็บเล็ตอาจไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะมีทีมนักสร้างสรรค์ไอเดียเก๋ที่พัฒนาอุปกรณ์สำหรับแปลงร่างทีวีเหล่านั้นออกมาแล้วในชื่อ “Touchjet Wave” โดยเจ้าอุปกรณ์ดังกล่าวมีลักษณะคล้ายแท่งไม้สำหรับติดอยู่เหนือหน้าจอทีวี ให้กลายเป็นทีวีหน้าจอสัมผัสได้เหมือนที่เราใช้งานแท็บเล็ตกันเลยทีเดียว ซึ่งจะทำให้ทีวีเครื่องนั้นๆ กลายเป็นอุปกรณ์หน้าจอสัมผัสที่สามารถใช้งานได้หลากหลายกว่าการเป็นทีวีธรรมดา เช่น อาจใช้เข้าอินเทอร์เน็ต ดาวน์โหลดแอปมาลงในเครื่องโดยใช้ปลายนิ้วของเจ้าของในการควบคุม ไม่ใช่รีโมตเหมือนเช่นทีวีจอยักษ์แบบทุกวันนี้ทำอยู่ ใช้ทีวีในการเป็นหน้าจอสำหรับนำเสนองาน และสามารถใช้นิ้วของเจ้าของคลิกลาก-ขยายขนาดของชิ้นงาน ใช้เล่นเกม ใช้เล่นโซเชียลมีเดีย และอื่นๆ อีกมากมาย ไม่เพียงเท่านั้น มันยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบเอนเตอร์เทนเมนต์ภายในบ้าน ระบบควบคุมไฟ เครื่องเสียง และโฮมเน็ตเวิร์กรูปแบบต่างๆ ทำให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถปรับค่าต่างๆ ภายในบ้านได้ผ่านทางหน้าจอทีวีได้โดยสะดวก เช่น จะปรับระบบไฟให้สลัวลงเพื่อสร้างบรรยากาศ หรือจะใช้ควบคุมให้เปิดเพลงตามที่ต้องการก็ทำได้ หรือจะสตรีมมิ่งภาพยนตร์ต่างๆ จากอินเทอร์เน็ตมารับชมภายในบ้านก็ได้เช่นกัน โดยเจ้า Touchjet Wave นี้ใช้เทคโนโลยีอินฟราเรดในการแทร็กนิ้วมือ หรือแทร็กการเคลื่อนไหวของปากกาสไตลัส (แถมมาด้วยในชุด) เพื่อแปลงเป็นคำสั่งที่มันเข้าใจ (ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์) นอกจากนั้น ยังสามารถควบคุมได้จากระยะไกลผ่านแอปของอุปกรณ์ที่มีมาให้ก็ได้ ในตอนนี้ทางบริษัทได้ผุดแคมเปญกับทางเว็บไซต์ Indiegogo โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปสนับสนุนได้ในราคา...
เมื่อดูภาพรวมงบโฆษณาช่วง 7 เดือน คือ ระหว่างเดือน มกราคม - กรกฎาคม 2558 ใช้งบโฆษณาไปทั้งสิ้น 80,781 ล้านบาท เติบโต 24.02% ของช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้ว นีลเส็น ประเทศไทย ระบุว่า งบโฆษณาผ่านสื่อทีวี (อนาล็อก) 34,264 ล้านบาท ลดลง 8.14% คิดเป็นสัดส่วน 42.42% ของการใช้งบโฆษณา 7 เดือนแรกของปี 2558 ในขณะที่ใช้งบผ่านทีวีดิจิตอล 21, 678 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 26.84 % เพิ่มขึ้น 19,758...
นีลเส็น ประเทศไทย เปิดเผยถึงการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อของ เดือนกรกฎาคม 2558 มีมูลค่ารวม 11,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีก่อน 17.20% โดยเม็ดเงินโฆษณายังคงใช้ไปกับสื่อทีวีอนาล็อก ด้วยเม็ดเงิน 5,026 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 42.54 % ลดลงจากเดือนกรกฎาคม ปี 2557 จำนวน 439 ล้านบาท และใช้ไปกับทีวีดิจิตอล 2,978 ล้านบาท (*เป็นราคาประเมินจาก red card ยังไม่ได้หักส่วนลด และแถมเวลาประมาณ 50-70% ) ทั้งนี้ ในส่วนของงบโฆษณาทีวีดิจิตอลในเดือนกรกฎาคม 2558 เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2558 ใช้ไป...
หลังจากที่สัปดาห์ก่อนเทสโก้ โลตัสได้เปิดตัวแคมเปญทุบราคาแห่งปี โดยเป็นการปรับโครงสร้างราคาสินค้าจำเป็นเป็นครั้งแรก เริ่มต้นจากสินค้าแม่และเด็กก่อนเพื่อน ได้แก่ ผ้าอ้อม นมผง และนมยูเอชที ล่าสุดเทสโก้ โลตัสได้ทำการเปิดตัว "เทสโก้ เลิฟ เบบี้" ที่เป็น "โซเชียลคอมเมิร์ส" คอนเซ็ปต์หลักคือเป็นคอมมูนิตี้ให้คุณแม่ได้แขร์ประสบการณ์ และเป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้าให้ลูกน้อยในที่เดียว ในเว็บไซต์ลาซาด้า เป็นการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนได้ว่าทิศทางของเทสโก้ โลตัสในปีนี่ได้โฟกัสกลุ่มลูกค้า "แม่และเด็ก" เป็นกลุ่มหลักมากขึ้น ทั้งนี่จากการแข่งขันในตลาดค้าปลีกที่สูงมากขึ้น การทำตลาดจึงต้องเจาะจงเซ็กเม้นต์มากขึ้นเช่นกัน โอกาสสำคัญที่เทสโก้ โลตัสเลือกกลุ่มนี้ก็คือ เทสโก้เองมีลูกค้ากลุ่มนี้ราว 3 ล้านคน จากจำนวนลูกค้าทั้งหมด 12 ล้านคน (นับจากจำนวนสมาชิกคลับการ์ด) และกลุ่มคุณแม่มีการใช้จ่ายมากกว่าลูกค้าปกติถึง 50% เพราะปัจจุบันแต่ละครอบครัวมีบุตรน้อยลง เพียงแค่ 1-2 คนเท่านั้น...
กูเกิล เผยแผนปรับโครงสร้างบริษัทด้วยการผุดบริษัทใหม่ชื่อ “Alphabet” ดำเนินการอิสระแยกจากกูเกิล โดยทางบริษัทกูเกิลจะเก็บธุรกิจที่สร้างชื่อมาอย่างเสิร์ชเอนจิน แอปพลิเคชันต่างๆ บริการยูทิวบ์ และแพลตฟอร์มแอนดรอยด์เอาไว้กับกูเกิล ส่วนธุรกิจใหม่ เช่น ธุรกิจสมาร์ทโฮมที่มาจากการควบรวมกิจการของ Nest, ธุรกิจโดรน และงานด้านการวิจัยและการลงทุน จะถูกย้ายไปดำเนินการภายใต้บริษัท Alphabet แทน ผู้ก่อตั้งกูเกิลอย่าง แลรี่ เพจ (Larry Pag) กล่าวว่า นี่จะเป็นการแบ่งโครงสร้างอย่างง่ายๆ สำหรับธุรกิจที่เริ่มมีความหลากหลายในตัวสูง “ด้วยโครงสร้างบริษัทใหม่นี้เราจะสามารถพุ่งความสนใจให้แก่สิ่งที่เรามีภายในกูเกิลได้มากขึ้น แน่นอนว่า การดำเนินงานของบริษัทเราเป็นไปด้วยดี แต่เราคิดว่าควรจะมีการแบ่งประเภท และจัดระบบใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม” “จุดสำคัญก็คือ บริษัท Alphabet จะดำเนินงานได้โดยอิสระแยกจากกูเกิล และพัฒนาผลงานภายใต้แบรนด์ของพวกเขาเอง” ทั้งนี้ มร.เพจ จะขึ้นแท่นซีอีโอที่บริษัทใหม่อย่าง Alphabet ส่วนรองประธานอาวุโสของกูเกิลอย่าง Sundar Pichai จะเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นซีอีโอของกูเกิลแทน...
ซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) คือ บุคคลที่ถูกประกาศว่าจะรับหน้าที่ซีอีโอกูเกิล (Google) ต่อจากผู้ก่อตั้งอย่างแลร์รี่ เพจ (Larry Page) ชายอินเดียคนนี้ทำงานใต้ชายคากูเกิลมานานกว่า 11 ปี บนผลงานที่สร้างอิทธิพลยิ่งใหญ่ให้กับกูเกิลมาตลอด ผู้นำกูเกิลคนใหม่เกิดในรัฐทมิฬนาฑู ก่อนจะย้ายเข้ามาศึกษาในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1993 พิชัยเป็นศิษย์เก่าของทั้งมหาวิทยาลัย Stanford และ Wharton School of Business ก่อนจะเข้าร่วมงานกับกูเกิลในปี 2004 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บริการจีเมล (Gmail) แจ้งเกิด ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา พิชัยมีส่วนร่วมกับบริการที่กลายเป็นเส้นเลือดหลักของกูเกิล หากไม่นับบริการชุดเครื่องมือกูเกิล “กูเกิลทูลบาร์ (Google Toolbar)” ซึ่งไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก ซีอีโอกูเกิลคนใหม่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาเบราว์เซอร์ “โครม...
“เวลานี้ตลาดค้าปลีกมีการแข่งขันกันสูงมาก การทำตลาดครั้งเดียวแล้วโปรไปถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย จะคลุมเครือเกินไปแล้ว และส่วนใหญ่ผู้บริโภคทุกคนชอบเรื่องราคา ทุกรายจะไปมุ่งแข่งกันเรื่องของราคากันเป็นหลัก แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องหันมาทำตลาดด้วย Insight ของผู้บริโภคว่าชอบอะไร และเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยตรงจะได้ผลมากกว่า” วรรณา สวัสดิกูล ประธานกรรมการบริหารฝ่ายธุรกิจออนไลน์ เทสโก้ โลตัส
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ได้มีโอกาสเห็นวงการ “สตาร์ทอัพ” ของเมืองไทยตื่นตัวขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยสาเหตุหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่มากขึ้น ทำให้คนสนใจเรื่องเทคโนโลยีมากขึ้นเช่นกัน รวมไปถึงไอเดียของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการอยากมีธุรกิจเป็นของตนเองด้วย
ในอดีตนั้น กว่าที่สตาร์ทอัพแห่งหนึ่งจะก้าวขึ้นมาได้ อาจจะเหนื่อย ละต้องใช้เงินทุนมหาศาลเป็นอย่างมาก แต่ในยุคปัจจุบันนั้นมีโครงการที่คอยสนับสนุนมากมาย เหมือนเป็นน้ำมันที่คอยจุดเชื้อเพลิงให้ก่อร่างสร้างตัวมีประกายไฟขึ้นมา ดั่งโครงการ “AIS The StartUp 2015” ปีนี้ได้จัดเป็นปีที่ 5 แล้ว
สำหรับโครงการนี้เป็นเสมือนเวทีเปิดโอกาสให้ผู้มีแนวคิดหรือผลิตภัณฑ์ในมือพร้อมที่จะต่อยอดทางธุรกิจ ร่วมส่งผลงานเข้าแข่งขัน เพื่อพัฒนาและนำผลงานออกสู่ตลาดจริง ซึ่งเอไอเอสไม่ใช่แค่สานฝันให้กับสตาร์ทอัพรุ่นใหม่เท่านั้น แต่มอบความสำเร็จให้มากกว่าด้วยการมาร่วมเป็น “ดิจิตอลพาร์ทเนอร์” กับเอไอเอสอีกด้วย
ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา มีกลุ่มสตาร์ทอัพเข้าร่วมโครงการกว่า 1,000 รายการ และได้ผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้าสู่กระบวนการทดสอบตลาด จนออกให้บริการแล้ว เช่น ทีม ShopSpot, Infographic Thailand,...








