People / Management

สรุปดราม่า ‘CLICX’ Virtual Bank ที่ปล่อยกู้วันแรกก็โดน ‘พร้อมบิด’ สู่ภาพสะท้อนปัญหาหนี้ครัวเรือน และเศรษฐกิจนอกระบบของไทย

CLICX-01.jpg

รู้จัก Virtual Bank

Virtual Bank เป็นธนาคารรูปแบบใหม่ที่ให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลเป็นหลัก ไม่มีสาขาและพนักงานให้บริการแบบธนาคารทั่วไป ผู้ที่จะขอใบอนุญาตจัดตั้งต้องมีความเชี่ยวชาญในการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล และนำเทคโนโลยี/ข้อมูลที่หลากหลายทั้งข้อมูลทางการเงินและข้อมูลทางเลือก เช่น พฤติกรรมการใช้จ่าย มาใช้ประเมินความเสี่ยงและวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์การเงินรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีกว่าเดิม

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วางเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าอยากเห็น Virtual Bank เข้ามาสร้าง "responsible innovation" คือพัฒนานวัตกรรมการเงินควบคู่กับการดูแลความเสี่ยงอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะการช่วยให้คนที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคารดั้งเดิมมีทางเลือกมากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็ยอมรับว่ามีความเสี่ยงแฝงอยู่ เพราะประเทศไทยมีเศรษฐกิจเปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ยังคงมีความเสี่ยงในการบริหารจัดการหนี้เสียอย่างมีระบบ

ไทยเลือกเปิดทางให้ Virtual Bank เพียงไม่กี่รายในระยะแรก ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับหลายประเทศในเอเชีย และมีผู้ได้รับความเห็นชอบให้จัดตั้ง Virtual Bank ทั้งหมด 3 ราย เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568

FtwRc0EKlpwi3cOJ13Yk.jpg

CLICX Virtual Bank รายแรกที่ให้บริการ

คลิกซ์ (CLICX) คือหนึ่งใน 3 รายที่ได้รับใบอนุญาต และเป็นรายแรกที่เปิดให้บริการจริง เป็นความร่วมมือของ 3 องค์กรใหญ่ของไทยคือ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ถือหุ้น 41%, AIS ถือหุ้น 39% และ PTT OR ถือหุ้น 20% โดยเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ส่วนอีก 2 รายคือ Ascend Bank และ BankX ยังตามหลังอยู่

กลุ่มเป้าหมายของ CLICX คือคนไทยกว่า 63% ที่ยังเข้าถึงบริการทางการเงินได้ไม่เต็มศักยภาพ โดยเฉพาะกลุ่มฟรีแลนซ์ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ เพราะไม่มีสลิปเงินเดือน CLICX จึงใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลของพาร์ทเนอร์ทั้งสามที่มีลูกค้ากว่า 50 ล้านคน หรือเทียบเท่าประชากรไทยเกือบ 70% เพื่อประเมินเครดิตแบบใหม่แทนสลิปเงินเดือน ตามนโยบาย Open Data for Consumer Empowerment ของ ธปท. เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

800x800.jpg

ปล่อยกู้วันแรกก็มีคนพร้อมบิด

หลังจาก CLICX เริ่มเปิดให้บริการสินเชื่อในวันแรก ก็เกิดดราม่าขึ้นทันที เนื่องจากจุดเด่นเรื่องอนุมัติไว ไม่ต้องใช้เอกสารซับซ้อน ทำให้มีคนแห่สมัครจำนวนมาก ที่น่าสนใจคือมีผู้ใช้บางรายเล่าว่าตัวเองมีประวัติค้างชำระในระบบเครดิตบูโร (NCB) แต่กลับได้รับอนุมัติสินเชื่อ หรือแม้กระทั่งมีหนี้กับ AIS แต่สมัครผ่าน ขณะที่บางรายอ้างว่ามีคะแนนเครดิตดีและรายได้สูงแต่กลับกู้ไม่ผ่าน ทำให้เกิดคำถามเรื่องความแม่นยำของระบบ AI ที่ใช้ประเมินและอนุมัติสินเชื่อ ว่าสามารถแยกแยะระหว่างคนที่ไม่มีเอกสารรายได้แต่ยังมีความสามารถชำระหนี้ กับคนที่ไม่มีเจตนาจะจ่ายตั้งแต่ต้นได้ดีแค่ไหน

จุดที่ทำให้เรื่องบานปลายจริงๆ คือมีคนนำภาพผลอนุมัติสินเชื่อไปโพสต์โชว์พร้อมข้อความทำนองว่า "เตรียมตัวกู้แล้วบิด" หรือก็คือตั้งใจไม่จ่ายหนี้คืน จนถูกส่งต่อเป็นไวรัล มีคนเข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมากเรื่องตรรกะวิบัติและพฤติกรรมเป็นหนี้ที่ไม่เหมาะสมทั่วโซเชียล บางส่วนมองว่าสาเหตุหนึ่งที่หลายคนกล้าไม่จ่ายหนี้ เพราะเข้าใจผิดคิดว่า CLICX เป็น "แอปฯ กู้เงินเถื่อน" ซึ่งทำให้เข้าใจว่าไม่ต้องชำระคืนก็ได้ ไม่มีความผิด

msbmolan3wh23QtSwvJ3D6-o.jpg

ไม่ชำระหนี้ ส่งผลร้ายแรงกว่าที่คิด

แม้ในไทยไม่มีกฎหมายให้จำคุกคนแค่เพราะเป็นหนี้แล้วไม่จ่าย เรื่องนี้ถือเป็นคดีแพ่ง ส่วนการติดคุกเกิดจากกฎหมายอาญาเท่านั้น ผลที่ลูกหนี้ทั่วไปจะเจอจากการไม่จ่ายหนี้ปกติคือโดนบันทึกเป็นประวัติหนี้เสียในเครดิตบูโร ถูกฟ้องแพ่งเรียกให้ชำระ ถูกยึดทรัพย์ อายัดเงินเดือน หรือถูกฟ้องล้มละลาย ไม่ใช่โทษอาญา

แต่กรณีที่จะข้ามเส้นไปเป็นคดีอาญามีอยู่หลัก ๆ 2 แบบ หนึ่งคือฉ้อโกงตามมาตรา 341 ซึ่งจุดชี้ขาดคือ "เจตนา ณ ขณะขอกู้" ถ้าผู้กู้มีเจตนาจะจ่ายเงินคืนแต่ภายหลังเกิดปัญหาการเงินจนจ่ายไม่ได้ กรณีนี้จะเป็นแค่หนี้ตามสัญญาหรือคดีแพ่งเท่านั้น 

แต่ถ้าตั้งใจหลอกลวงมาตั้งแต่ต้น จะเข้าข่ายฉ้อโกง มีทั้งโทษจำคุกและปรับ สำหรับเคส CLICX ประเด็นนี้ตรงเป้ามาก เพราะคนที่ออกมาโพสต์ต่อหน้าสาธารณะว่า "กู้แล้วจะบิด" คือการประกาศเจตนาไม่สุจริตตั้งแต่ต้นให้เห็นชัดเจน

สองคือโกงเจ้าหนี้ตามมาตรา 350 คือกรณีลูกหนี้รู้ตัวว่าถูกฟ้องหรือกำลังจะถูกบังคับชำระหนี้ แล้วเจตนาโยกย้ายหรือปิดบังทรัพย์สินเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้เอาไปใช้หนี้ได้

หลังเกิดดราม่า สุพร สุนทรโลหิต ซีอีโอ CLICX ออกมาระบุว่าเตรียมมาตรการรับมือกลุ่มที่ตั้งใจฉ้อโกงไว้แล้ว โดยมีทีมกฎหมายจากธนาคารแม่คอยดูแล พร้อมย้ำว่า CLICX เป็นธนาคารจริง ไม่ใช่แอปเงินกู้เถื่อน หากใครตั้งใจเบี้ยวหนี้ กฎหมายจะตามไปถึงตัวและอาจถึงขั้นติดคุก คำพูดนี้ไม่ได้เป็นแค่การขู่

นอกจากนี้ CLICX ปรับระบบหันมาใช้ข้อมูลเครดิตบูโรร่วมกับ Alternative data มากขึ้นหลังเกิดดราม่า และก่อนหน้านั้นก็เคยเซ็นบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ไว้แล้วด้วย นั่นหมายความว่าธนาคารมีเครื่องมือและช่องทางที่จะไล่ตามคนที่ตั้งใจไม่จ่ายหนี้ได้จริง

msbmolb11hapu9HRONUJQh-o.jpg

สำรวจหนี้คนไทยผ่านข้อมูลเครดิตบูโร

ดราม่า CLICX ที่เกิดขึ้น ทำให้หลายคนไม่แปลกใจถึงข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่นำข้อมูลเครดิตบูโรมาวิเคราะห์แล้วพบว่า คนไทยประมาณ 25.5 ล้านคน หรือราว 38% ของประชากร มีหนี้อยู่ในระบบเครดิตบูโร และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากราว 30% ของประชากรในปี 2560 มาเป็น 37-38% ในช่วงไม่กี่ปีต่อมา สะท้อนว่าการกู้เงินได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทยไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือสัญญาณปัญหาในตัวมันเอง

แต่เมื่อดูขนาดของหนี้ จะเห็นภาพที่หนักขึ้น คนที่มีหนี้มีภาระเฉลี่ยอยู่ที่ราว 520,000 บาทต่อคน โดย 57% ของผู้กู้มีหนี้เกิน 100,000 บาท และ 14% มีหนี้เกิน 1 ล้านบาท ที่สำคัญคือคนไทยที่เป็นหนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มีหนี้ก้อนเดียว แต่มีเฉลี่ยถึง 3 บัญชีต่อคน และ 32% มีหนี้ตั้งแต่ 4 บัญชีขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ผ่อนรถ หรือสินเชื่อบ้าน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ธนาคารต้องมองภาระผ่อนรวมของลูกค้า ไม่ใช่แค่ยอดหนี้ก้อนเดียวที่ยื่นขอ

ในกลุ่มคนที่มีหนี้ทั้งหมดนี้ ราว 20% กำลังเป็นหนี้เสียหรือ NPL ถ้าคิดจากฐานคนมีหนี้ 25 ล้านคน ก็เท่ากับมีคนหลายล้านคนที่กำลังมีปัญหาการชำระหนี้อยู่จริง สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดจากผู้จัดการใหญ่เครดิตบูโรที่ระบุว่า จากแรงงานไทยราว 40 ล้านคน มีผู้เป็นหนี้เสียอยู่ประมาณ 5.4 ล้านคน หรือคิดเป็นราว 13.5% ของกำลังแรงงานทั้งหมด อีกแนวโน้มที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ

หนี้กำลังขยับมาเร็วขึ้นในกลุ่มคนอายุน้อย เครดิตบูโรพบว่า คนวัยเริ่มทำงานราวครึ่งหนึ่งมีหนี้ตั้งแต่ช่วงต้นของอาชีพแล้ว และเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนหนี้เสียสูงที่สุดในบรรดาทุกช่วงวัย โดยผู้กู้อายุน้อยราว 1 ใน 4 กำลังมีปัญหาหนี้เสีย 

msbmolb0beoA0FWe6PYxd-o.jpg

ไทยกับ "เศรษฐกิจนอกระบบ" ที่สูงเกือบครึ่งประเทศ

ถ้าเครดิตบูโรบอกภาพหนี้ "ในระบบ" เศรษฐกิจนอกระบบก็บอกอีกครึ่งหนึ่งของปัญหา จากรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) พบว่าประเทศไทยมีสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบสูงถึง 48.4% ของ GDP คิดเป็นมูลค่ากว่า 8.7 ล้านล้านบาท สูงเป็นอันดับ 4 ในทวีปเอเชีย และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย (ราว 26.7%) อย่างชัดเจน

ปัญหาของคนไทยจำนวนมากไม่ใช่การไม่มีบัญชีธนาคาร แต่คือภาวะ "Underbanked" หรือเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ ซึ่งข้อมูลจาก ธปท. สะท้อนว่ามีประชากรสูงถึง 25-27% ที่เผชิญข้อจำกัดนี้ สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยแรงงานนอกระบบมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ และธุรกิจรายย่อยถึง 74% ที่ขาดเอกสารทางบัญชีมาตรฐาน

ทำให้วงจรการเงินในระบบธนาคารตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ไม่ได้ เมื่อต้องการเงินหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน หรือเงินทุนต่อลมหายใจให้ธุรกิจ "เงินกู้นอกระบบ" ที่แม้ดอกเบี้ยสูงแต่อนุมัติได้โดยไม่ต้องใช้สลิปเงินเดือนหรืองบการเงิน จึงกลายเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยหลายล้านคน

ขณะเดียวกัน หนี้ในระบบของไทยเองก็ตึงตัวอยู่แล้ว หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ราว 87% ของ GDP หรือกว่า 16 ล้านล้านบาท แม้จะเริ่มปรับลดลงจากช่วงพีคยุคโควิด แต่ก็ยังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ส่วนฝั่งระบบธนาคารพาณิชย์เองก็มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คงค้างอยู่ราว 535,800 ล้านบาท หรือ 2.85% ของสินเชื่อรวม ณ ไตรมาส 1 ปี 2569 

สรุปแล้ว ดราม่า CLICX อาจเริ่มต้นจากโพสต์บนโซเชียลเพียงไม่กี่โพสต์ แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่แค่คำว่า "กู้แล้วบิด" หากแต่เป็นเพราะมันไปแตะกับปัญหาที่สังคมไทยเผชิญอยู่แล้ว นั่นคือปัญหาหนี้ของคนไทย

ดราม่าครั้งนี้จึงไม่ได้ทำให้สังคมตั้งคำถามกับทัศนคติของคนบางส่วนที่มองการไม่ชำระหนี้เป็นเรื่องล้อเล่น หรือมองว่าเป็นช่องทางที่สามารถใช้ประโยชน์จากระบบได้

ท้ายที่สุด ไม่ว่าผู้โพสต์จะพูดเล่นหรือพูดจริง กระแส "กู้แล้วบิด" ก็กลายเป็นภาพสะท้อนอีกด้านของสังคมไทย ที่ปัญหาหนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ยังเกี่ยวข้องกับวินัยทางการเงิน ความรับผิดชอบ และความเข้าใจต่อระบบสินเชื่อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีของธนาคารเอง