People / Management

Gen Z ไม่พร้อมทำงาน หรือบริษัทไม่พร้อมรับคนรุ่นใหม่? เมื่อมหาวิทยาลัยสอนโลกเก่า แต่องค์กรอยากได้คนพร้อมใช้ในโลก AI

GENZWORK-01_0.jpg

“เด็กจบใหม่สมัยนี้ไม่พร้อมทำงาน”

ประโยคนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะแทบทุกยุคมีคนรุ่นก่อนออกมาตั้งคำถามถึงคนรุ่นใหม่ แต่ในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนทั้งรูปแบบการทำงานและทักษะที่องค์กรต้องการ คำถามนี้กำลังกลับมาอีกครั้ง

ผู้บริหารจำนวนไม่น้อยมองว่า Gen Z ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานขาดทักษะพื้นฐาน ตั้งแต่การสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ ไปจนถึงการวางตัวในองค์กร ขณะที่อีกด้าน นักวิชาการกลับตั้งคำถามว่า หากเด็กเหล่านี้ “ไม่พร้อม” จริง แล้วใครควรเป็นคนเตรียมพวกเขาให้พร้อม?

เพราะปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ Gen Z เพียงฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่ ช่องว่างระหว่างมหาวิทยาลัยกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนเร็วขึ้นกว่าเดิม

เมื่อ “เด็กจบใหม่” ถูกคาดหวังให้พร้อมตั้งแต่วันแรก

Amanda Hoover ผู้เขียนบทความของ Business Insider ย้อนเล่าประสบการณ์ฝึกงานครั้งแรกของตัวเอง เธอเคยได้รับมอบหมายให้ส่งอีเมลข่าวประชาสัมพันธ์ไปยังสื่อมวลชน แต่กลับลืมใช้ BCC เพราะไม่เคยเรียนเรื่องนี้มาก่อน

เรื่องเล็กๆ นี้สะท้อนความจริงของโลกการทำงานว่า ต่อให้เรียนจบมหาวิทยาลัย ก็ยังมี “กฎที่ไม่มีใครเขียนไว้” อีกมากมายที่ต้องเรียนรู้จากการลงสนามจริง

แต่วันนี้บริษัทจำนวนไม่น้อยกลับคาดหวังให้เด็กจบใหม่สามารถเข้ามาแล้วทำงานได้ทันที

ผลสำรวจของ Intelligent.com ในปี 2024 พบว่า 75% ของบริษัทที่สำรวจระบุว่าเด็กจบใหม่ที่รับเข้ามานั้น “ไม่น่าพอใจ” อย่างน้อยบางส่วน ขณะที่ผลสำรวจ HR กว่า 800 คน ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย Hult International Business School พบว่า 37% เลือกใช้ AI หรือหุ่นยนต์ทำงานแทนการจ้างเด็กจบใหม่ และอีก 30% เลือกปล่อยตำแหน่งว่างไว้

คำถามจึงไม่ใช่แค่ Gen Z “พร้อมหรือไม่พร้อม” แต่คือ พร้อมในแบบที่ใครกำหนด?

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Gen Z อย่างเดียว

Peter Cappelli ศาสตราจารย์จาก Wharton School ชี้ว่า การตำหนิคนรุ่นใหม่เป็นวงจรที่เกิดขึ้นแทบทุกยุค Gen X เคยถูกมองว่าไม่มีความทะเยอทะยาน ขณะที่ Millennials ก็เคยถูกมองว่าอ่อนไหวและต้องการการดูแลมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม Gen Z ก็มีเงื่อนไขบางอย่างที่แตกต่าง พวกเขาเป็นรุ่นที่ผ่านโควิด-19 ในช่วงวัยเรียน ใช้เวลาหน้าจอมากขึ้น และมีประสบการณ์ทำงานตั้งแต่อายุยังน้อยน้อยกว่าคนรุ่นก่อน

ข้อมูลจาก Pew Research Center ระบุว่า สัดส่วนวัยรุ่นอายุ 16-19 ปีในสหรัฐฯ ที่ทำงานช่วงฤดูร้อนลดลงเหลือประมาณหนึ่งในสาม จาก 58% ในปี 1978

สิ่งที่หายไปจึงอาจไม่ใช่แค่ประสบการณ์ทำงาน แต่รวมถึงการฝึกทักษะทางสังคมที่มักเกิดขึ้นจากการทำงานจริง เช่น การรับคำวิจารณ์ การคุยกับหัวหน้า หรือการทำงานกับคนที่มีความคิดต่างกัน

Tessa West นักจิตวิทยาจาก New York University สังเกตว่านักศึกษาปีหนึ่งในปัจจุบันมีทักษะการสื่อสารบางด้านอ่อนลง ทั้งการโต้แย้งอย่างมีเหตุผล การพูดคุยกับอาจารย์ และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น

แต่ปัญหานี้ไม่ได้หมายความว่ามหาวิทยาลัยต้องผลิตคนที่ “พร้อมใช้” สำหรับตำแหน่งงานใดตำแหน่งงานหนึ่ง

Lynn Pasquerella ประธาน American Association of Colleges and Universities ตั้งคำถามว่า มหาวิทยาลัยควรสอนทักษะให้ตรงกับงานที่มีอยู่วันนี้ หรือควรสร้างทักษะที่ช่วยให้คนปรับตัวได้ตลอดชีวิตการทำงาน ซึ่งคำถามหลังอาจสำคัญกว่าในยุคที่ AI กำลังทำให้งานเปลี่ยนเร็วขึ้น

ตัวเลขจริงอาจไม่ได้บอกว่า Gen Z แย่กว่าทุกยุค

ข้อมูลจาก National Association of Colleges and Employers หรือ NACE ให้ภาพที่ซับซ้อนกว่าคำว่า “Gen Z ไม่พร้อม”

55% ของนายจ้างมองว่าทักษะของเด็กจบใหม่สอดคล้องกับความต้องการของงานอย่างน้อยบางส่วน และ 42% มองว่าสอดคล้องอย่างมาก

ด้านความพร้อมในการทำงาน 71% มองว่าเด็กจบใหม่ “พร้อมพอสมควร” ขณะที่ 22% มองว่า “พร้อมมาก”

ทักษะที่นายจ้างให้ความสำคัญสูงสุดคือ ความเป็นมืออาชีพ การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการคิดวิเคราะห์ โดย 75% มองว่าเด็กจบใหม่มีทักษะการทำงานเป็นทีมในระดับน่าพอใจ ขณะที่ด้านการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และความเป็นมืออาชีพอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่ง

ที่น่าสนใจคือ เมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลในอดีต สถานการณ์ไม่ได้แย่ลงอย่างชัดเจน

ในปี 2014 นายจ้างมองว่า Millennials พร้อมด้านการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการแก้ปัญหาซับซ้อนเพียงประมาณหนึ่งในสี่ และในปี 2007 มีนายจ้างถึง 63% ที่บอกว่าเด็กจบใหม่ขาดทักษะที่จำเป็น

ดังนั้น ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่คนรุ่นใหม่ “แย่ลง” แต่อาจเป็นเพราะ โลกการทำงานกำลังต้องการทักษะชุดใหม่

ในเรื่อง AI กลับเป็น Gen Z ที่ได้เปรียบ

ความย้อนแย้งคือ ขณะที่นายจ้างกังวลเรื่องทักษะพื้นฐานของ Gen Z พวกเขากลับมองว่าคนรุ่นนี้มีความพร้อมด้าน AI ค่อนข้างดี

Annie Chechitelli ประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Turnitin ถึงกับมองว่านักศึกษาบางคนใช้ AI ได้เก่งกว่าคนในทีมของเธอเอง

แม้เธอจะกังวลว่าการพึ่ง AI มากเกินไปอาจทำให้คนรุ่นใหม่ขาดความอดทนและความพยายาม แต่ก็ยังมองว่าพวกเขามีข้อได้เปรียบ ทั้งความคิดสร้างสรรค์และมุมมองต่อโลกที่แตกต่าง

นั่นทำให้การตัดสิน Gen Z ด้วยคำว่า “ไม่พร้อม” เพียงคำเดียวอาจไม่เพียงพอ

พวกเขาอาจไม่พร้อมในแบบที่นายจ้างรุ่นก่อนคุ้นเคย แต่กลับพร้อมสำหรับโลกการทำงานที่กำลังมาถึงในบางด้าน

แล้วบริษัทเองพร้อมสอนแค่ไหน?

อีกด้านหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือความรับผิดชอบของนายจ้าง

ในอดีต บริษัทจำนวนมากยอมรับว่าเด็กจบใหม่ต้องใช้เวลาเรียนรู้ จึงรับคนที่ยังไม่มีประสบการณ์เข้ามาฝึกสอนและค่อยๆ เพิ่มความรับผิดชอบ

แต่ตั้งแต่ช่วงปี 2000 บริษัทจำนวนมากลดการลงทุนด้านการฝึกอบรมพนักงานระดับเริ่มต้น และหันไปพัฒนาพนักงานระดับกลางและอาวุโสมากขึ้น

เมื่อถึงปี 2023 พนักงานส่วนใหญ่ที่สำรวจโดย Pew Research Center ระบุว่าไม่มีเมนเทอร์ในที่ทำงาน

จึงเกิดคำถามสำคัญว่า หากบริษัทต้องการคนที่ “พร้อมทำงาน” ตั้งแต่วันแรก แต่ไม่ได้ลงทุนสร้างพื้นที่ให้พวกเขาเรียนรู้ แล้วใครจะเป็นคนสอน?

เมื่อ AI ทำให้คำตอบไม่ได้มีแค่ “เรียนอะไรถึงจะได้งาน”

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในระบบการศึกษา

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา นักเรียนถูกผลักดันให้เรียน STEM เพราะถูกมองว่าเป็นทักษะสำหรับอนาคต ขณะที่จำนวนปริญญาด้านมนุษยศาสตร์ในสหรัฐฯ ลดลง 25% ระหว่างปี 2007-2022

แต่เมื่อ AI สามารถทำงานด้านเทคนิคบางประเภทได้ง่ายขึ้น ทักษะอย่างการสื่อสาร การตั้งคำถาม การคิดเชิงวิพากษ์ และการเข้าใจมนุษย์กลับมีความสำคัญมากขึ้น

จึงเริ่มเห็นบริษัทบางแห่งกลับมาให้ความสนใจกับคนจบสายมนุษยศาสตร์มากขึ้น

บทเรียนจึงอาจไม่ใช่ว่า STEM หรือมนุษยศาสตร์อะไรดีกว่ากัน แต่คือ โลกที่เปลี่ยนเร็วทำให้การเตรียมคนสำหรับ “งานหนึ่งงาน” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

มหาวิทยาลัยอย่าง Dartmouth College จึงปรับแนวทางจากการช่วยนักศึกษาเลือก “อาชีพ” ไปสู่การช่วยออกแบบเส้นทางอาชีพที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ พร้อมนำ AI มาใช้ช่วยประเมินความสนใจ และเพิ่มการสนับสนุนด้านโค้ชอาชีพและทุนฝึกงาน

เป้าหมายไม่ใช่ทำให้เด็กพร้อมสำหรับงานวันนี้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพร้อมสำหรับงานที่อาจยังไม่มีอยู่ในวันนี้ด้วย

คำถามอาจไม่ใช่ “Gen Z พร้อมหรือยัง?”

ท้ายที่สุด คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่

“ทำไม Gen Z ถึงไม่พร้อมทำงาน?”

แต่คือ “เราเตรียมพวกเขาให้พร้อมสำหรับโลกการทำงานแบบไหน?”

Gen Z อาจขาดประสบการณ์บางอย่างที่คนรุ่นก่อนมี ทั้งจากโควิด-19 การใช้ชีวิตผ่านหน้าจอ และการมีประสบการณ์ทำงานจริงน้อยลง

แต่ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็มีทักษะใหม่ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีและ AI ที่คนรุ่นก่อนอาจต้องใช้เวลาปรับตัว

มหาวิทยาลัยจึงไม่สามารถสอนทุกอย่างที่บริษัทต้องการได้ และบริษัทเองก็ไม่ควรคาดหวังให้เด็กจบใหม่รู้ทุกอย่างตั้งแต่วันแรก

เพราะในโลกการทำงานจริง ไม่มีใคร “พร้อม” ตั้งแต่วันแรกอยู่แล้ว

ทุกคนต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด ต้องรับคำวิจารณ์ ต้องทำงานกับคนอื่น และต้องปรับตัวเมื่อสิ่งที่เคยรู้ใช้ไม่ได้อีกต่อไป

สิ่งที่ AI กำลังเปลี่ยนจึงไม่ใช่แค่รูปแบบการทำงาน แต่กำลังเปลี่ยน นิยามของคำว่า “พร้อมทำงาน”

จากเดิมที่องค์กรอาจต้องการคนซึ่ง “ทำงานเป็น” ตั้งแต่วันแรก โลกใหม่อาจต้องการคนที่ เรียนรู้เป็น ปรับตัวเป็น คิดเป็น และใช้ AI เป็น โดยไม่ปล่อยให้ AI คิดแทนตัวเองทั้งหมด

เพราะในวันที่ความรู้หาได้ง่ายขึ้น สิ่งที่มีค่ากว่าอาจไม่ใช่คนที่รู้มากที่สุด แต่คือคนที่ ยังเรียนรู้ได้ เมื่อโลกเปลี่ยนอีกครั้ง