People / Management

รู้จัก ‘หวัง ซิงซิง’ ชายผู้ปั้น ‘Unitree’ บริษัท Robot Dog จากห้องเช่า สู่ IPO หุ้นพุ่ง 629% ในวันเดียว

UNITREE-01_0.jpg

เช้าวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2026 ราคาหุ้นของบริษัทหุ่นยนต์แห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้พุ่งขึ้นเกือบ 6 เท่าภายในไม่กี่ชั่วโมงแรกของการซื้อขาย จากราคา IPO ที่ 150.8 หยวน ทะยานไปแตะ 1,100 หยวนต่อหุ้น หรือเพิ่มขึ้นถึง 629% จากราคา IPO ทำให้มูลค่าบริษัทช่วงหนึ่งพุ่งขึ้นไปแตะราว 445,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ก่อนราคาจะย่อตัวลงมา

บริษัทที่ว่านี้คือ Unitree Robotics ผู้ผลิตหุ่นยนต์สี่ขาและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากจีน ซึ่งสร้างชื่อจากหุ่นยนต์ที่สามารถวิ่ง เต้น และแสดงท่าทางคล้ายมนุษย์ จนคลิปการแสดงของพวกมันกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก

โดยคนที่อยู่เบื้องหลังบริษัทแห่งนี้คือ หวัง ซิงซิง (Wang Xingxing) วิศวกรชาวจีนวัย 36 ปี ผู้ก่อตั้ง Unitree ซึ่ง Reuters ประเมินว่าหลังการ IPO ครั้งนี้ มูลค่าทรัพย์สินของเขาพุ่งขึ้นไปมากกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์

จากหุ่นยนต์ 200 หยวน สู่ XDog

หวัง ซิงซิงเกิดปี 1990 ที่เมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง โดยในช่วงวัยเด็ก เขามีผลการเรียนอยู่ในระดับกลาง ๆ แต่ที่แย่คือวิชาภาษาอังกฤษ จนครูประจำวิชาถึงกับเคยพูดกับพ่อแม่เขาว่า "เด็กคนนี้ค่อนข้างโง่"

แม้ว่าจะอ่อนภาษาอังกฤษ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาสนใจมาตั้งแต่เด็กคือ เทคโนโลยี ตั้งแต่การรื้อของเล่นมาประกอบใหม่ ไปจนถึงการพยายามทำแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยตัวเอง

ปี 2009 เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเจ้อเจียง (Zhejiang Sci-Tech University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทั่วไประดับหนึ่งของมณฑล ไม่ใช่มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ (คะแนนสอบเข้าภาษาอังกฤษของเขาได้เพียง 28 คะแนนเท่านั้น) เลือกเรียนสาขาวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์

และในช่วงปิดเทอมของปีหนึ่ง เขาก็เอาเงินค่าขนมไปซื้อบอร์ด Arduino ราคาหลักสิบหยวน กับเซอร์โวมอเตอร์ขนาด 9 กรัมอีกกว่าสิบตัว แล้วลงมือประกอบหุ่นยนต์สองขาด้วยมือล้วนๆ ตั้งแต่ร่างแบบ ตัด และขัดชิ้นส่วนเอง จนได้หุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวได้ 14 องศาอิสระ โดยใช้เงินทั้งหมดเพียงราว 200 หยวน

แน่นอนว่าผลลัพธ์ยังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบ หุ่นยนต์ตัวนี้เดินได้เพียงไม่กี่ก้าว แต่ประสบการณ์ครั้งนั้นยังทำให้เขาเริ่มมองเห็นปัญหาสำคัญของหุ่นยนต์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่อง มอเตอร์ ข้อต่อ และระบบควบคุมการเคลื่อนไหว

M10_TIME_Unitree_GD01_27772_0048-2_WF_02.jpg

แต่จากหุ่นยนต์สองขาราคา 200 หยวนตัวนั้น ความสนใจของหวังก็ค่อย ๆ พัฒนาไปสู่โจทย์ที่ใหญ่ขึ้น ถ้าหุ่นยนต์สองขาทำได้ยาก แล้วทำไมไม่ลองสร้างหุ่นยนต์สี่ขาที่มีความเสถียรมากกว่า?

เมื่อเข้าสู่ระดับปริญญาโทที่ Shanghai University ในปี 2013 เขาจึงหันมาทุ่มเทให้กับการพัฒนาหุ่นยนต์สี่ขา และมองว่าระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ามีโอกาสทำให้หุ่นยนต์มีขนาดกะทัดรัด ต้นทุนต่ำ และผลิตได้ง่ายกว่าระบบไฮดรอลิกที่ใช้ในหุ่นยนต์สมรรถนะสูงจำนวนมากในเวลานั้น

เขาจึงเริ่มพัฒนา XDog หุ่นยนต์สี่ขาที่ลงมือทำเองตั้งแต่การออกแบบกลไก มอเตอร์ แผงควบคุม ไปจนถึงซอฟต์แวร์และระบบควบคุมการเคลื่อนไหว ตามคำบอกเล่าของหวัง ต้นทุนพัฒนา XDog อยู่ที่ประมาณ 10,000–20,000 หยวน ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับต้นทุนของหุ่นยนต์สี่ขาสมรรถนะสูงในเวลานั้น

Unitree ระบุว่าในช่วงปี 2013–2016 หวังพัฒนา XDog ด้วยมอเตอร์ไร้แปรงถ่านแบบ external-rotor ซึ่งกลายเป็นพื้นฐานทางเทคโนโลยีสำคัญของบริษัทในเวลาต่อมา

ปี 2015 เขานำ XDog เข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์และคว้ารางวัลรองชนะเลิศ พร้อมเงินรางวัล 80,000 หยวน ทั้งที่ต้นทุนพัฒนาหุ่นยนต์อยู่เพียงหลักหมื่นหยวน เงินก้อนนี้จึงกลายเป็นทุนก้อนสำคัญสำหรับการเดินหน้าพัฒนาหุ่นยนต์ต่อไป

จากโปรเจกต์ของนักศึกษาปริญญาโท XDog เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น และในเดือนมิถุนายน 2016 วิดีโอการทดสอบหุ่นยนต์ของหวังถูกเผยแพร่และได้รับความสนใจจากสื่อทั้งในจีนและต่างประเทศ จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตเขา

-1x-1-5.webp

จากพนักงาน DJI สองเดือน สู่ผู้ก่อตั้ง Unitree

ต้นปี 2016 หวัง ซิงซิงเข้าทำงานกับ DJI บริษัทโดรนชื่อดังของจีน เพื่อเก็บประสบการณ์ในโลกธุรกิจ แต่เขาทำงานอยู่เพียงประมาณสองเดือน ก่อนตัดสินใจลาออกและหันมาทำบริษัทของตัวเอง เหตุผลสำคัญคือความสนใจที่เกิดขึ้นกับ XDog ทำให้เขาเริ่มเห็นโอกาสว่า สิ่งที่เคยเป็นเพียงงานวิจัยอาจกลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้จริง

ในปี 2016 เขาจดทะเบียนบริษัท Hangzhou Unitree Technology ในห้องเช่าขนาด 50 ตารางเมตร ย่านปินเจียง เมืองหางโจว โดยมีเงินลงทุนจาก Angel Investor เข้ามาสนับสนุน เป้าหมายของเขาไม่ได้ซับซ้อน คือการทำให้ หุ่นยนต์สี่ขาที่มีสมรรถนะสูงมีราคาถูกลง และสามารถผลิตเพื่อขายในตลาดจริงได้ ซึ่งแนวคิดนี้กลายเป็นสิ่งที่ Unitree ทำต่อเนื่องมานานกว่าทศวรรษ

ในช่วงที่บริษัทอย่าง Boston Dynamics กลายเป็นภาพจำของหุ่นยนต์สี่ขาระดับสูง Unitree เลือกเส้นทางที่ต่างออกไป บริษัทไม่ได้พยายามสร้างหุ่นยนต์ที่ซับซ้อนที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่พยายามทำให้เทคโนโลยีมีต้นทุนต่ำพอที่จะผลิตและขายได้จริง

ปี 2017 Unitree เปิดตัว Laikago หุ่นยนต์สี่ขาที่เริ่มวางจำหน่ายในตลาดอย่างเป็นทางการ ก่อนตามด้วย AlienGo ในปี 2019 และ A1 ในปี 2020 ซึ่งมุ่งไปยังตลาดการศึกษาและงานวิจัย

จากนั้นในปี 2021 บริษัทเปิดตัว Go1 หุ่นยนต์สี่ขาที่มีราคาจับต้องได้มากขึ้น และทำให้ Unitree เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น

จุดสำคัญของเส้นทางนี้คือ Unitree ไม่ได้รอให้เทคโนโลยีสมบูรณ์แบบที่สุดก่อนจึงนำออกสู่ตลาด แต่ค่อย ๆ สร้างสินค้า ปรับต้นทุน และเพิ่มความสามารถขึ้นทีละรุ่น แนวทางนี้ทำให้บริษัทสามารถสร้างฐานลูกค้าในตลาดวิจัย การศึกษา อุตสาหกรรม และตลาดต่างประเทศ ก่อนที่กระแส Humanoid Robot จะกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ใหญ่ของโลกเทคโนโลยี

จาก Robot Dog สู่ Humanoid

เมื่อกระแสหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เริ่มร้อนแรง Unitree ก็ไม่ได้ทิ้งสิ่งที่ตัวเองถนัด แต่ใช้ประสบการณ์จากหุ่นยนต์สี่ขาเป็นฐานในการเข้าสู่ตลาดใหม่ ปี 2024 บริษัทเปิดตัว G1 หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มีราคาเริ่มต้นราว 99,000 หยวน ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งใน Humanoid Robot ที่มีราคาต่ำกว่าคู่แข่งระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญ

จากนั้น Unitree ก็เดินหน้าพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของบริษัท ตัวเลขปี 2025 สะท้อนเรื่องนี้ได้ชัดเจน

Unitree มีรายได้ประมาณ 1,699 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นจาก 392 ล้านหยวนในปี 2024 หรือเติบโตกว่า 4 เท่า โดยรายได้จาก Humanoid Robot อยู่ที่ 867.8 ล้านหยวน และกลายเป็นแหล่งรายได้หลัก แซงหน้าหุ่นยนต์สี่ขาเป็นครั้งแรก

ในปีเดียวกัน Unitree ส่งมอบ Humanoid Robot มากกว่า 5,500 ตัว ซึ่งทำให้บริษัทขึ้นเป็นผู้นำด้านการจัดส่ง Humanoid Robot ทั่วโลกตามข้อมูลที่อ้างอิงในเอกสาร IPO ขณะที่ยอดส่งมอบหุ่นยนต์สี่ขาสะสมของบริษัทเกิน 33,000 ตัว และที่สำคัญ Unitree ไม่ได้เป็นบริษัทที่มีแต่รายได้ แต่ยังทำกำไรได้แล้ว

ปี 2025 บริษัทมีกำไรสุทธิประมาณ 278 ล้านหยวน จากที่ขาดทุนในปี 2023 และมีกำไร 94.5 ล้านหยวนในปี 2024 นี่คือจุดที่ทำให้ Unitree แตกต่างจากสตาร์ตอัปหุ่นยนต์จำนวนมาก บริษัทไม่ได้เพียงสร้างหุ่นยนต์ที่ดูน่าตื่นตา แต่สามารถเปลี่ยนฮาร์ดแวร์เหล่านั้นให้กลายเป็นธุรกิจที่มีรายได้และกำไรจริง

c0bddf90-2191-429b-86ec-441c66c7b483_9774cd72.jpg

ถึงอย่างนั้น ตัวเลขปี 2026 ก็เริ่มสะท้อนให้เห็นว่าเส้นทางต่อจากนี้ไม่ได้ง่ายขึ้น ในไตรมาสแรกของปี 2026 Unitree มีรายได้ 422.84 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 68.49% จากปีก่อน แต่ชะลอลงอย่างมากจากอัตราการเติบโต 332.64% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่กำไรสุทธิหลังหักรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำอยู่ที่ 40.25 ล้านหยวน ลดลง 52.55% จากปีก่อน เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนา รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการขายเพิ่มขึ้นอย่างมาก

สำหรับครึ่งแรกของปี 2026 บริษัท คาดการณ์ รายได้ไว้ที่ 1.052–1.128 พันล้านหยวน หรือเติบโตประมาณ 35.62–45.41% จากปีก่อน ไม่ใช่ตัวเลขผลประกอบการที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดแล้ว ตัวเลขนี้กำลังบอกว่า Unitree ยังโตเร็ว แต่การเติบโตเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ยากขึ้น

เพราะเมื่อฐานรายได้ใหญ่ขึ้น การรักษาอัตราการเติบโตระดับหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ย่อมทำได้ยากขึ้น ขณะที่บริษัทต้องเพิ่มเงินลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์รุ่นใหม่ และนี่อาจเป็นโจทย์สำคัญที่สุดของ Unitree หลัง IPO คือ จะทำอย่างไรให้ต้นทุนการพัฒนาหุ่นยนต์ที่สูงขึ้น ไม่กัดกินความสามารถในการทำกำไร

IPO ที่นักลงทุนเดิมพันกับอนาคต

ความร้อนแรงของ Unitree ถูกพิสูจน์อีกครั้งในตลาดทุน

บริษัทเข้าจดทะเบียนใน STAR Market ของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2026 ด้วยราคา IPO ที่ 150.8 หยวนต่อหุ้น ระดมทุนประมาณ 6.1 พันล้านหยวน หรือ 904 ล้านดอลลาร์ และมีมูลค่าบริษัทตอน IPO ราว 61,000 ล้านหยวน หรือ 9.04 พันล้านดอลลาร์

Unitree กลายเป็น ผู้ผลิต Humanoid Robot รายแรกที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ ความต้องการของนักลงทุนก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยการจองซื้อของนักลงทุนรายย่อยมีความต้องการสูงกว่าจำนวนหุ้นที่จัดสรรมากกว่า 5,500 เท่า ตามรายงานของ WSJ

และเมื่อเปิดซื้อขายจริงในวันที่ 19 สิงหาคม ราคาหุ้นก็พุ่งจาก 150.8 หยวนขึ้นไปแตะ 1,100 หยวน หรือเพิ่มขึ้น 629% ก่อนย่อตัวลงมา โดย Reuters รายงานว่าหุ้นอยู่ที่ราว 900 หยวนในช่วงหนึ่งของการซื้อขาย

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการที่บริษัทระดมทุนได้ 900 ล้านดอลลาร์ แต่เป็นการที่ตลาดกำลังให้มูลค่า Unitree สูงกว่าระดับ IPO หลายเท่าภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง พูดง่าย ๆ คือ นักลงทุนไม่ได้กำลังเดิมพันกับรายได้ 1.7 พันล้านหยวนของปีที่ผ่านมาเท่านั้น แต่กำลังเดิมพันว่า Unitree จะเป็นหนึ่งในผู้ชนะของยุค Embodied AI

แม้ Unitree จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แล้ว แต่หวัง ซิงซิงยังคงมีอำนาจควบคุมบริษัทอย่างมาก หลังการ IPO หวัง ซิงซิงและฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะถือหุ้นรวมกันประมาณ 31.29% แต่ด้วยโครงสร้างหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงแตกต่างกัน ทำให้กลุ่มของเขายังคงถือสิทธิออกเสียงประมาณ 65.31%

ขณะที่ Reuters ประเมินว่าเขาถือหุ้นโดยตรงและทางอ้อมในระดับที่ทำให้ทรัพย์สินของเขาเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์ หลังราคาหุ้นพุ่งในวันแรก ดังนั้น IPO ครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนเพียงสถานะของ Unitree จากสตาร์ตอัปเป็นบริษัทมหาชน

แต่เปลี่ยนสถานะของหวัง ซิงซิงจากวิศวกรที่สร้างหุ่นยนต์ในมหาวิทยาลัย ให้กลายเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีหน้าใหม่ของวงการเทคโนโลยีจีน

ถนนข้างหน้าที่ยังไม่ราบเรียบ

แต่ราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นเกือบ 6 เท่าไม่ได้แปลว่าความสำเร็จของ Unitree ถูกการันตีแล้ว เพราะตลาด Humanoid Robot ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แม้จำนวนหุ่นยนต์ที่ผลิตและส่งมอบจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในวงกว้างยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ปัจจุบันหุ่นยนต์จำนวนมากยังถูกใช้ในงานวิจัย การสาธิต การศึกษา และโครงการทดลอง มากกว่าจะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในสายการผลิตจำนวนมาก

Unitree ยังต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในจีน ทั้งจากสตาร์ตอัปหุ่นยนต์รายใหม่ รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิตรถยนต์ที่กำลังกระโดดเข้าสู่ตลาดเดียวกัน

ขณะเดียวกัน การขยายตลาดสหรัฐฯ ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หลังหน่วยงานของสหรัฐฯ เพิ่มหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และหุ่นยนต์สี่ขาที่ผลิตในต่างประเทศเข้าสู่บัญชีอุปกรณ์ที่มีข้อจำกัดด้านการรับรอง ซึ่งอาจกระทบการนำโมเดลใหม่ของ Unitree เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ในอนาคต โดยปี 2025 สหรัฐฯ คิดเป็นประมาณ 13.3% ของรายได้ Unitree

ดังนั้น โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่แค่ Unitree สร้างหุ่นยนต์ที่เก่งแค่ไหน แต่คือ Unitree จะทำให้หุ่นยนต์เหล่านี้กลายเป็นสินค้าที่คนและธุรกิจใช้งานจริงในวงกว้างได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมา หวัง ซิงซิงพิสูจน์มาแล้วว่าเขาสามารถทำสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยมีราคาแพงและอยู่ในห้องทดลอง ให้กลายเป็นสินค้าที่ผลิตและขายได้จริง

จากหุ่นยนต์สองขาราคา 200 หยวนในสมัยมหาวิทยาลัย สู่ XDog ที่ใช้งบพัฒนาหลักหมื่นหยวน จาก XDog สู่ Robot Dog ที่ถูกส่งออกไปทั่วโลก และจากหุ่นยนต์สี่ขา สู่ Humanoid Robot ที่กลายเป็นธุรกิจหลักของบริษัท

วันนี้ตลาดหุ้นอาจกำลังเดิมพันว่าเส้นทางต่อไปของ Unitree จะใหญ่กว่านั้นอีก เพราะถ้าเป้าหมายของหวัง ซิงซิงสำเร็จ สิ่งที่ Unitree กำลังสร้างอาจไม่ใช่แค่ “หุ่นยนต์ที่เก่งขึ้นทุกปี” แต่อาจเป็น อุตสาหกรรมใหม่ที่ทำให้ AI ก้าวออกจากหน้าจอ และเข้ามาอยู่ในโลกจริง และ IPO ที่หุ้นพุ่ง 629% ในวันแรก อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดิมพันครั้งใหญ่ครั้งนี้