Search Results for “default.aspx” – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 06 Mar 2026 00:25:22 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 Palette of Materials Pavilion พื้นที่ไฮไลท์ใหม่ในงานสถาปนิก’69 ชวนสัมผัสแรงบันดาลใจผ่านวัสดุจริง https://positioningmag.com/1562828 Fri, 06 Mar 2026 00:23:38 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562828 งานสถาปนิก’69 เตรียมเปิดตัว “Palette of Materials Pavilion” พื้นที่ไฮไลท์ใหม่ที่ออกแบบขึ้นเพื่อถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านการจัดแสดงวัสดุจริงในรูปแบบ Mood Board โดยรวบรวมผลงานจำนวน 80 ชุด จากดีไซเนอร์กว่า 40 สตูดิโอ ที่นำวัสดุจริงมากกว่า 800 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นไม้ หิน กระเบื้อง อะลูมิเนียม กระจก และวัสดุหลากหลายประเภท มาผสมผสานและตีความใหม่ในบริบทที่แตกต่างกัน พาวิลเลียนแห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นเสมือน “แผนที่ของแรงบันดาลใจ” ช่วยให้ผู้เข้าชมเห็นภาพรวมของวัสดุและแนวโน้มการออกแบบในพื้นที่เดียว พร้อมแนวคิดการนำโครงสร้างอะลูมิเนียมกลับมาใช้ใหม่ สะท้อนการออกแบบอย่างยั่งยืน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรแบรนด์ต่าง ๆ อาทิ S-ONE, CPH, UNILAMP, TODA, DEFG, Zonic Vision, IS DELIGHT, Panel Plus, Pioneer ร่วมสร้างสรรค์พื้นที่ให้ครบถ้วนทั้งด้านแสง เสียง และบรรยากาศโดยรอบ

สำหรับผู้ที่เดินทางมายังงานสถาปนิก’69 ปีนี้ สามารถเข้าถึงพื้นที่จัดแสดงได้สะดวกยิ่งขึ้นผ่าน MRT สายสีชมพู สถานีอิมแพ็ค เมืองทองธานี (MT01) ซึ่งเชื่อมเข้าสู่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ ได้โดยตรงผ่านประตู Sky Entrance ประตูใหม่ของงาน และทันทีที่ก้าวเข้าสู่พื้นที่จัดแสดง ผู้ชมจะได้พบกับ “Palette of Materials Pavilion” เป็นจุดแรกของการเดินงาน เสมือนจุดเริ่มต้นในการสำรวจภาพรวมของวัสดุและแรงบันดาลใจในปีนี้ นอกจากนี้ ยังมีบริการ Minivan Service รับส่งฟรี ไปยัง BTS หมอชิต และ MRT พระราม 9 เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางจากทุกเส้นทาง

งานสถาปนิก’69 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เม.ย. – 3 พ.ค. 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3
อิมแพ็ค เมืองทองธานี สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://architectexpo.prereg.biz/default.aspx?lang=TH

 

]]>
1562828
มองอนาคตธุรกิจ Food Delivery ทั้งไทยและต่างประเทศ บนการแข่งขันที่ยังดุเดือด แม้จะเหลือผู้เล่นน้อยราย https://positioningmag.com/1480493 Thu, 04 Jul 2024 05:42:46 +0000 https://positioningmag.com/?p=1480493 ธุรกิจ Food Delivery ทั้งในไทยและต่างประเทศกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง แม้ว่าจะเหลือผู้เล่นน้อยรายแล้วก็ตาม ซึ่งต่างกับอดีต แต่ผู้เล่นที่เหลืออยู่ต่างต้องแข่งขันเพื่อกินส่วนแบ่งตลาด หรือหารายได้ใหม่ๆ เนื่องจากแรงกดดันทั้งจากนักลงทุนหรือแม้แต่บริษัทเทคโนโลยีคู่แข่งก็ตาม

อุตสาหกรรมส่งอาหาร (Food Delivery) ทั่วโลกหรือแม้แต่ในประเทศไทยได้เดินทางมาถึงจุดสำคัญอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปิดกิจการของผู้เล่นบางราย การควบรวมกิจการ การเพิ่มรายได้ด้วยธุรกิจส่วนอื่นๆ หรือแม้แต่การขยายไปยังประเทศอื่นๆ

Positioning พาไปวิเคราะห์ถึงทิศทางของอุตสาหกรรม Food Delivery ในประเทศไทยหรือเทรนด์อุตสาหกรรมทั่วโลกว่าจะเป็นยังไงต่อไป

ดูภาพรวมของอุตสาหกรรมก่อน

ก่อนอื่นต้องยกข้อมูลของ Statista ที่มองว่าตลาด Food Delivery ทั่วโลกในปี 2024 นั้นมีขนาดของรายได้ใหญ่ถึง 1.22 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่ารายได้จากปี 2024 ถึง 2029 จะเติบโตราวๆ 9.49% ต่อปี โดยตลาดที่ใหญ่สุดในโลกยังเป็นประเทศจีน

ทางด้าน Momentum Works ที่ได้ออกบทวิเคราะห์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาชี้ว่าในปี 2023 ผู้เล่นในตลาดบริการส่งอาหารมีผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Grab ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 47% และ LINE MAN ครองส่วนแบ่งทางการตลาด 36%

ขณะเดียวกันผู้เล่นรายรองลงมาอย่าง foodpanda ครองส่วนแบ่งทางการตลาด 8% และ Shopee Food ครองส่วนแบ่งการตลาดที่ 6% ที่เหลืออีก 3% เป็นของ Robinhood เท่านั้น ก่อนที่จะปิดตัวลง

นอกจากนี้ขนาดตลาดของธุรกิจ Food Delivery ในไทยของ Momentum Works เมื่อใช้ตัวเลขยอดขายสินค้าออนไลน์รวมในแพลตฟอร์ม (GMV) ของไทยนั้นปี 2022 มีขนาด 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และปี 2023 เติบโตเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

ถ้าหากมองออกมาในหลายๆ ประเทศในอาเซียนแล้วนั้น ตลาดของธุรกิจ Food Delivery กลับกลายเป็นว่าเวียดนามนั้นมีอัตราการเติบโตมากที่สุด แต่สำหรับ ไทย สิงคโปร์ นั้นธุรกิจดังกล่าวเติบโตช้าลงเรื่อยๆ

Robinhood เป็นอีกผู้เล่นที่ต้องปิดตัวลงไปในอุตสาหกรรม Food Delivery ที่แข่งขันรุนแรง – ภาพจากบริษัท

ธุรกิจใหม่ๆ เพื่อหารายได้เพิ่มเติม สร้างความได้เปรียบ

ผู้ให้บริการ Food Delivery หลายรายเริ่มมองลู่ทางหารายได้ใหม่ๆ นอกจากธุรกิจส่งอาหารเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในไทย หรือต่างประเทศ

ถ้าหากมองกรณีของผู้ให้บริการ Food Delivery ในทวีปยุโรปหลายรายเองก็ขยายธุรกิจออกไปไม่ว่าจะเป็นการรับส่งอาหารสด เนื่องจากเป็นตลาดที่มีความใกล้เคียงกัน ใช้พนักงานส่งสินค้าเหมือนกัน และต้นทุนในการบริหารงานแทบจะไม่แตกต่างกันนัก

การโฆษณาภายในตัวแอปฯ หรือแม้แต่บนพาหนะที่ไว้ขนส่งอาหาร ซึ่งผู้เล่นทั้งในไทย อาเซียน หรือแม้แต่ผู้เล่นในธุรกิจนี้ทั่วโลกต่างงัดการหารายได้ในส่วนนี้แทบทั้งสิ้น

หรือแม้แต่การเข้าสู่โลก FinTech ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการทางการเงินแบบง่ายๆ อย่าง Wallet ไว้จ่ายเงิน การขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นประกัน การให้บริการด้านสินเชื่อ จนถึงด้านการลงทุน หรือแม้แต่การเข้าสู่ธุรกิจ Buy Now Pay Later อย่างเช่นในกรณีของ GoTo (หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อเดิมอย่าง Gojek) ก็ลงมาเล่นในตลาดนี้เหมือนกัน

ไม่เว้นแม้แต่ผู้เล่น Food Delivery บางรายอย่าง Deliveroo ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในทวีปยุโรป ที่เริ่มรุกเข้ามาในตลาด E-commerce มากขึ้น โดยบริษัทมองถึงขนาดตลาดดังกลล่าวใหญ่มากถึง 700,000 ล้านปอนด์ และเริ่มนำสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ ดอกไม้ เครื่องสำอาง ไปจนถึงสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง

การหารายได้ทางใหม่ๆ ยังถือเป็นการสร้างป้อมปราการให้กับธุรกิจของตัวเอง เนื่องจากปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยีที่ไม่ได้ทำธุรกิจ Food Delivery ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเทคฯ อย่าง TikTok หรือแม้แต่ Shopee รวมถึงผู้เล่นรายใหม่ๆ ที่อาจรุกเข้ามาในธุรกิจดังกล่าว ส่งผลต่อบริษัทได้ในระยะยาว

บริการส่งอาหารทั่วโลก ในแต่ละประเทศนั้นแต่ละบริษัทต่างมีคู่แข่งรายสำคัญอยู่ – ข้อมูลจาก Presentation ของ Delivery Hero

เมื่อแอปฯ ล้มหายตายจาก หรือขายกิจการนั้นถือเป็นเรื่องปกติ

ในช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็นการเกิดใหม่ของแพลตฟอร์มส่ง Food Delivery ลดลงบ้างแล้ว เนื่องจากผู้เล่นหน้าเก่าสามารถครองส่วนแบ่งในตลาดได้ และตัวเลขสัดส่วนในการครองตลาดนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จะมีในบางประเทศในอาเซียนที่มีผู้เล่นหลายราย เช่น เวียดนาม ที่ตลาดดังกล่าวยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก

ที่ไทยเองนั้นตลาด Food Delivery เริ่มทรงตัวมากขึ้น เนื่องจากผู้เล่นทั้ง Grab และ LINE MAN เองครองตลาดส่วนใหญ่ไว้ได้ ขณะเดียวกันในส่วนของ Foodpanda และ Grab นั้นบริษัทตั้งเป้าที่จะทำกำไรให้ได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ดีในบางตลาดนั้นกลับมีการซื้อและขายกิจการ อย่างเช่นกรณีของ ไต้หวัน ที่ Delivery Hero ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Foodpanda ประกาศขายธุรกิจให้กับ Uber ทำให้ผู้เล่นจากสหรัฐอเมริกาแทบจะครองตลาด Food Delivery แทบทั้งหมดในไต้หวัน

เทรนด์ในการซื้อกิจการหรือควบรวมกิจการธุรกิจ Food Delivery นั้นยังคงไม่หมดไป แต่เทรนด์ดังกล่าวนั้นจะไปอยู่ในประเทศที่ตลาดดังกล่าวยังคงเติบโต และมีผู้เล่นจำนวนมาก เช่น อินเดีย หลายประเทศในตะวันออกกลาง เป็นต้น หรือแม้แต่ Foodpanda พิจารณาการขายกิจการธุรกิจในอาเซียน ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังสร้างความกังวลให้กับหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศสิงคโปร์ด้วย

อีกเทรนด์ที่น่าสนใจคือผู้เล่นในประเทศจีนอย่าง Meituan ที่มีข่าวลือว่าอาจมีการขยายกิจการออกมานอกประเทศจีนนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา บริษัทมีข่าวลือว่าเป็นผู้เล่นอีกรายที่สนใจซื้อกิจการของ Foodpanda

นอกจากธุรกิจ Food Delivery นั้นจะมีการควบรวมกิจการ ซื้อกิจการคู่แข่งแล้ว ธุรกิจเหล่านี้ยังสนใจที่จะซื้อการควบรวมกิจการแนวดิ่ง (Vertical Integration) เช่น กรณีในไทย LINE MAN ลงทุนในกิจการของ FoodStory และ Rabbit Line Pay เพื่อที่จะเพิ่มศักยภาพของธุรกิจในอนาคต

ต้องมาลุ้นกันว่าธุรกิจส่งอาหารจากประเทศจีนอย่าง Meituan เองนั้นจะมีการรุกตลาดนอกประเทศจีนหรือไม่ – ภาพจาก Shutterstock

เส้นทางสู่กำไรที่ยังต้องพิสูจน์ตัวเอง (หรือตั้งคำถาม)

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ผู้เล่น Food Delivery หลายรายเองทั่วโลกยังประสบปัญหาขาดทุน เนื่องจากอุปสรรคสำคัญคือเรื่องของค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายของเหล่า Rider ไปจนถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับระบบไอทีต่างๆ ซึ่งจุดคุ้มทุนของแต่ละบริษัทนั้นมีความแตกต่างกันไป

บทความของ Financial Times ได้คำนวณตัวเลขของผู้เล่น Food Delivery ในยุโรปและสหรัฐอเมริกานับตั้งแต่เข้า IPO บริษัทเหล่านี้ขาดทุนรวมกันแล้วมากกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันอันดุเดือดของธุรกิจนี้

ขณะเดียวกันหลายบริษัทที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ อย่างเช่น Sea​ บริษัทแม่ของ Shopee Food รวมถึงผู้เล่นในตลาด Food Delivery อย่าง Uber Grab Deliveroo Doordash รวมถึง Delivery Hero ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Foodpanda เป็นต้น ต่างโดนเหล่านักลงทุนบีบให้บริษัทต่างทำกำไรให้ได้ไวที่สุด ซึ่งแตกต่างกับในอดีตที่เน้นการขยายธุรกิจกินส่วนแบ่งทางการตลาดให้ได้มากที่สุด

สิ่งที่นักลงทุนต้องการไม่ใช่แค่กำไรเท่านั้น แต่ยังต้องเลิกเผาเงินสด หรือเลิกยึดครองตลาดที่นักลงทุนมองว่าไม่สามารถทำกำไรต่อไป

การบีบของนักลงทุนนั้นยังทำให้แผนธุรกิจของผู้เล่น Food Delivery หลายรายเริ่มเปลี่ยนจากการหารายได้ที่เน้นการส่งอาหาร การรับส่งลูกค้า ซึ่งรายได้ 2 ส่วนนี้นั้นมากกว่า 50% ของรายได้รวม เริ่มทำให้หลายผู้เล่นต้องปรับตัวให้คล้ายกับซุปเปอร์แอปฯ (Super App) มากขึ้น

คำถามคือในระยะยาวแล้ว การที่แอปเหล่านี้ปรับตัวคล้ายกับ Super App จะสามารถแข่งกับผู้เล่นดั้งเดิม เช่น  การเข้าไปยังธุรกิจ E-commerce หรือแม้แต่ FinTech นั้นแต่ละบริษัทสามารถสร้างจุดแข็งหรือแม้แต่ความได้เปรียบจากผู้เล่นเดิมในธุรกิจเหล่านี้ได้อย่างไร

ไม่เพียงเท่านี้บริษัทเหล่านี้ยังโดนจับตามองจากหน่วยงานกำกับดูแลถึงเรื่องของการแข่งขันด้านธุรกิจ เนื่องจากหลายประเทศ ผู้เล่นในธุรกิจเหล่านี้กำลังเหลือน้อยราย และยังรวมถึงเรื่องของการดูแลสวัสดิภาพของเหล่า Rider รับส่งอาหาร (หรือแม้แต่ Rider คนขับ) โดยเฉพาะในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา ที่เรื่องดังกล่าวกลายเป็นประเด็นใหญ่

ในอนาคตอันใกล้นี้เรากำลังเห็นผู้เล่นในอุตสาหกรรม Food Delivery ต่างเหลือผู้เล่นน้อยรายลงเรื่อยๆ ซึ่งในบางประเทศการต่อสู้ระหว่างผู้เล่นในธุรกิจนี้เหลือไม่เกิน 3-4 รายแล้ว ภายใต้การแข่งขันที่ยังคงดุเดือดทั้งคู่แข่งทางตรง หรือแม้แต่คู่แข่งทางอ้อม

]]>
1480493
“พร็อพเพอร์ตี้กูรู” บริษัทแม่ 2 เว็บอสังหาฯ ชื่อดังของไทย เผยผลประกอบการไตรมาส 4 และประจำปี 2566 https://positioningmag.com/1464991 Mon, 04 Mar 2024 09:09:16 +0000 https://positioningmag.com/?p=1464991
  • รายได้ทั้งหมดโตขึ้น 11% มาอยู่ที่ 150 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 4 พันล้านบาท เมื่อเทียบอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 1 มีนาคม 2567) ในปี 2566
  • กำไรส่วนที่เป็นเงินสด (Adjusted EBITDA) เพิ่มจาก 3 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 80 ล้านบาท) ในปี 2565 มาอยู่ที่ 19 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2566 (ราว 507 ล้านบาท)
  • การบริหารต้นทุนการจัดการตั้งแต่เริ่มต้น (Active cost management) ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นที่ได้ (Adjusted EBITDA margin) เพิ่มขึ้นจาก 2% ในปี 2565 เป็น 13% ในปี 2566
  • บริษัทฯ คาดว่าผลประกอบการทั้งปี 2567 จะอยู่ระหว่าง 165-180 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 4-4.8 พันล้านบาท) ส่วนกำไรที่เป็นเงินสด (Adjusted EBITDA) คาดว่าจะอยู่ที่ระหว่าง 22-26 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 587-694 ล้านบาท)
  • บริษัท พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป จำกัด (ชื่อในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก NYSE: PGRU) (จากนี้จะเรียกแทนว่า “พร็อพเพอร์ตี้กูรู” หรือ “บริษัท”) บริษัทเทคโนโลยีด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[1], (“PropTech”) และเป็นบริษัทแม่ของ 2 แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของเมืองไทย ประกอบด้วย ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์อันดับหนึ่งของไทย และ thinkofliving.com เว็บไซต์รีวิวโครงการอสังหาฯ ชั้นนำของไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้แถลงผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 4 ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 โดยรายได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2566 อยู่ที่ 42 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 1.1 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้าราว 4% ในขณะที่กำไรสุทธิในไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 27 ล้านบาท) และกำไรส่วนที่เป็นเงินสด[2] (Adjusted EBITDA หรือกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย) อยู่ที่ 9 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 240 ล้านบาท) ตัวเลขดังกล่าวเทียบกับการขาดทุนสุทธิของไตรมาสเดียวกันในปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 133 ล้านบาท) และ Adjusted EBITDA ซึ่งอยู่ที่ 0.5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 13 ล้านบาท)

    ความเห็นจากผู้บริหาร

    นายแฮร์รี่ วี. คริชนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า “ผลประกอบการประจำปี 2566 ของเราแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเราในการเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคที่ผันผวน และความมุ่งมั่นของเราที่ต้องการสร้างกำไรให้เกิดขึ้นกับธุรกิจที่เราทำ เราสามารถสร้างรายได้ของทั้งปีให้เติบโตในระดับตัวเลข 2 หลักได้ เช่นเดียวกับอัตรากำไร Adjusted EBITDA ตัวเลขเหล่านี้นับเป็นผลงานที่แสดงถึงความสามารถของเราอย่างชัดเจนในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าของเรา และช่วยให้ผู้ที่กำลังหาบ้านสามารถบรรลุเป้าหมายในการมีบ้านเป็นของตัวเองได้ในที่สุด

    แม้ว่าสภาพตลาดในเวียดนามและมาเลเซียจะอยู่ในสถานะที่ไม่ค่อยดีนักในปีที่ผ่านมา แต่เรายังสามารถสร้างผลประกอบการได้ขนาดนี้ นั่นเพราะการลงทุนแบบมุ่งเน้นไปที่การปรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้เหมาะสม, มีการปรับกระบวน การทำงานภายในให้เป็นแบบอัตโนมัติมากขึ้น, พัฒนากระบวนการดูแลรักษาคุณภาพ (Code Quality) และการสร้างผลิตภาพ (Productivity) ในฝั่งของเทคโนโลยี เรายังคงเดินหน้าลงทุนในการนำ Generative AI และระบบอัตโนมัติมาใช้ เพื่อให้เราเป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านอสังหาฯ ชั้นแนวหน้า และทำให้เราสามารถพัฒนาผลิตภาพ (Productivity) ได้อย่างต่อเนื่องในอนาคตต่อจากนี้

    เรายังคงสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบเชิงรุกเพื่อสร้างความยั่งยืน และอนาคตที่มีหลักประกันให้กับธุรกิจของเรา ตามหลักการที่เราถือปฏิบัติในการลงทุนแบบโฟกัสในตลาดที่เราดำเนินธุรกิจอยู่ เราได้เดินหน้าเชิงกลยุทธ์ด้วยการปรับองค์กร ซึ่งจะทำให้เรามั่นใจว่าการลงทุนของเรามีสัดส่วนที่เหมาะสมกับโอกาสที่มีอยู่ ด้วยประสิทธิภาพที่เหมาะสมในการที่จะสร้างการเติบโตแบบมีผลกำไรที่สามารถเพิ่มขึ้นได้ในอนาคตต่อจากนี้

    เราตระหนักดีว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกเราทุกคน และผมขอเป็นตัวแทนของบริษัทฯ ในการแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อความทุ่มเทที่ผ่านมาของชาวกูรูทุกท่านที่ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งล่าสุด และขออวยพรให้พนักงานทุกคนประสบความสำเร็จในก้าวต่อไปของชีวิตการทำงาน

    ต่อจากนี้ ในขณะที่เราคาดการณ์ว่าความท้าทายของเศรษฐกิจในระดับมหภาคยังคงดำเนินต่อไป แต่แผนการสู่ความสำเร็จของเรายังคงมีความชัดเจน สร้างสรรค์ และล้ำสมัยด้วยทีมผู้บริหารและพนักงานที่เต็มไปด้วยความสามารถ และการนำเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนอย่างเหมาะสม ในปี 2566 ที่ผ่านมา เราได้ผู้บริหารท่านใหม่เข้ามาร่วมทีม และนับตั้งแต่ต้นปี 2567 เราได้ต้อนรับคุณเรย์ เฟอร์กูสัน มาสู่ทีมคณะกรรมการบริหารในฐานะประธานกรรมการบริหารคนใหม่ของพร็อพเพอร์ตี้กูรู คุณเรย์มาพร้อมกับประสบการณ์ที่พรั่งพร้อมและยาวนานในการสร้างธุรกิจที่มีชื่อเสียง, การนำทีมผู้นำขององค์กร และการเจาะตลาดต่าง ๆ ที่มีศักยภาพ

    เรายังคงมีความมั่นใจในโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแน่นอนว่าวิสัยทัศน์ของเราจะยังคงมุ่งขับเคลื่อนชุมชนต่าง ๆ เพื่อการอยู่อาศัย การทำงาน และพัฒนาสู่ความเป็นเมืองแห่งอนาคตต่อไป”

    ด้านนายโจ ดิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินกล่าวเพิ่มเติมว่า“ผมรู้สึกพอใจกับผลประกอบการของปี 2566 เป็นอย่างยิ่ง เราสามารถทำรายได้ที่โตกว่าปีก่อนหน้าถึง 11% และในส่วนของอัตรากำไร Adjusted EBITDA ก็เพิ่มขึ้นถึง 13% จากปีก่อนหน้า ทั้ง ๆ ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ค่อนข้างใหญ่ใน 2 ตลาดหลักของเรา นั่นคือเวียดนาม และมาเลเซีย

    ในขณะที่เรากำลังเข้าสู่ปี 2567 และกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนเชิงบวกที่สำคัญทั้งในเวียดนามและมาเลเซีย เราก็พบว่าสิ่งที่เราพยายามทำภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง อาทิ การควบคุมค่าใช้จ่าย การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และความพยายามในการสร้างขั้นตอนการทำงานให้เป็นแบบอัตโนมัติมากขึ้น ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในปี 2566 เราใช้เวลาในปีที่ผ่านมาในการสร้างความสมดุลระหว่างการคิดค้นโปรดักส์ใหม่ ๆ และลงทุนอย่างระมัดระวังด้วยการจัดการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 เมื่ออัตรากำไร Adjusted EBITDA ของเราโตขึ้นแบบก้าวกระโดดจาก 1% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 22% ในไตรมาส 4 ของปี 2566

    กำไรสุทธิในไตรมาส 4 ของปี 2566 อยู่ที่ 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 27 ล้านบาท) นับเป็นการเติบโตที่โดดเด่นจากการขาดทุนมูลค่า 5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 133 ล้านบาท) เมื่อไตรมาส 4 ของปี 2565 และยังถือเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกันในปี 2566 ที่มีรายได้สุทธิเป็นบวก

    สำหรับผลประกอบการทั้งปี 2566 ในหน่วยธุรกิจมาร์เก็ตเพลสมีผลกำไร Adjusted EBITDA ที่เป็นบวก โดยในสิงคโปร์ มาเลเซีย และตลาดเอเชียอื่น ๆ ที่มีการเติบโตของอัตราผลกำไร Adjusted EBITDA ที่โดดเด่น เป็นที่น่าสังเกตว่าค่าใช้จ่ายในองค์กรเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด ลดลงจาก 39% ในปี 2565 ลดลงมาอยู่ที่ 37% ในปี 2566

    สำหรับปี 2567 เราจะยังคงเดินหน้าโฟกัสการพัฒนาขั้นตอนการดำเนินงานในส่วนต่าง ๆ ภายในองค์กรเพื่อให้มีผลิตผลและผลกำไรเพิ่มมากขึ้น โดยเราคาดว่ารายได้ทั้งปีของปี 2567 น่าจะอยู่ที่ราว 165-180 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 4.4-4.8 พันล้านบาท) ในขณะที่ Adjusted EBITDA ของทั้งปีคาดว่าจะอยู่ที่ราว 22-26 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 587-694 ล้านบาท)”

    ไฮไลต์ผลประกอบการ – ไตรมาส 4 และประจำปี 2566

    • รายได้โดยรวมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 42 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์(+4%) ในไตรมาส 4 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า และทั้งปีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 150 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (+11%) เมื่อเทียบกับปี 2565
    • รายได้ของหน่วยธุรกิจมาร์เก็ตเพลสเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่40 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (+4%) ในไตรมาส 4 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 144 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (+10%) เมื่อเทียบกับปี 2565 จากความแข็งแกร่งของผลประกอบการของตลาดสิงคโปร์ที่ช่วยทดแทนความท้าทายที่เรากำลังเผชิญอยู่ในตลาดเวียดนาม
    • รายได้ตามเซ็กเมนต์:
    • รายได้จากหน่วยธุรกิจมาร์เก็ตเพลสในสิงคโปร์เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 23 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (+23%) ในไตรมาสที่ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 86 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (+24%) ในปี 2566 เมื่อเทียบกับปี 2565 จากจำนวนเอเจนต์และรายได้เฉลี่ยต่อเอเจนต์ (“ARPA”) ที่เติบโตขึ้นในไตรมาส 4 และทั้งปี 2566 โดยในช่วงไตรมาส 4 ARPA ของสิงคโปร์อยู่ที่ 1,312 ดอลลาร์สิงคโปร์ และทั้งปีอยู่ที่ 4,977 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งโตขึ้นราว 22% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่จำนวนเอเจนต์ในสิงคโปร์เพิ่มขึ้น 100 คนจากไตรมาส 3 ของปี 2566 ทำให้จำนวนเอเจนต์ของสิงคโปร์ทั้งปีอยู่ที่ 16,424 ราย อัตราการต่ออายุแพ็คเกจอยู่ที่ 75% ในไตรมาส 4 และอัตราของทั้งปี 2566 เฉลี่ยอยู่ที่ 81%
    • รายได้จากหน่วยธุรกิจมาร์เก็ตเพลสในมาเลเซียค่อนข้างทรงตัวในไตรมาส 4 โดยอยู่ที่ 8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (-3%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นจากปี 2565 (+9%) มาอยู่ที่ 28 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2566 รายได้ที่ใช้สกุลเงินดอลลาร์สิงคโปร์เป็นเบสค่อนข้างได้รับผลกระทบจากค่าเงินริงกิตมาเลเซียที่อ่อนตัวลง ถ้าดูจากสกุลเงินท้องถิ่น รายได้ในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นราว 5% และรายได้ของทั้งปีเพิ่มขึ้น 16%
    • รายได้จากหน่วยธุรกิจมาร์เก็ตเพลสในเวียดนามลดลงมาอยู่ที่ 5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (-22%) ในช่วงไตรมาสที่ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า และลดลง 17 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (-29%) เมื่อเทียบระหว่างปี 2566 และปี 2565 เนื่องจากจำนวนของประกาศที่ลดลง อย่างไรก็ดี ยังมีรายได้บางส่วนที่ถูกทดแทนด้วยรายได้เฉลี่ยต่อประกาศ (“ARPL”) ที่เพิ่มขึ้น จำนวนประกาศในไตรมาส 4 อยู่ที่ 2 ล้านรายการ ลดลง 26% จากไตรมาส 4 ของปี 2565 ในขณะที่ ARPL เพิ่มขึ้น 3% มาอยู่ที่ 3.34 ดอลลาร์สิงคโปร์ในไตรมาสที่ 4 และเพิ่มขึ้น 14% มาอยู่ที่ 3.39 ดอลลาร์สิงคโปร์สำหรับทั้งปี 2566
    • รายได้จากหน่วยธุรกิจฟินเทค แอนด์ ดาต้า เซอร์วิสเซส ลดลงมาอยู่ที่ 2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (-10%) ในไตรมาส 4 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า และรายได้ทั้งปีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (+20%) เมื่อเทียบกับปี 2565
    • ณ สิ้นไตรมาส เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด อยู่ที่ 306 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 2 พันล้านบาท)

    Information regarding our operating segments is presented below. It is noted that in 2023 the Company no longer removed the ongoing cost of being a listed entity when calculating Adjusted EBITDA. As such, the 2022 comparatives have been retrospectively adjusted accordingly.

      For the Three Months Ended December 31,
      2023 2022 YoY Growth
      (S$ in thousands except percentages)
    Revenue 41,506 40,097 3.5 %
    Marketplaces 39,939 38,350 4.1 %
    Singapore 23,094 18,805 22.8 %
    Vietnam 4,587 5,870 -21.9 %
    Malaysia 7,505 7,531 -0.3 %
    Other Asia 4,753 6,144 -22.6 %
    Fintech and data services 1,567 1,747 -10.3 %
    Adjusted EBITDA 8,928 503
    Marketplaces 24,039 18,240
    Singapore 17,401 11,441
    Vietnam 590 722
    Malaysia 3,608 3,429
    Other Asia 2,440 2,648
    Fintech and data services (2,262 ) (1,940 )
    Corporate* (12,849 ) (15,797 )
    Adjusted EBITDA Margin (%) 21.5 % 1.3 %
    Marketplaces 60.2 % 47.6 %
    Singapore 75.3 % 60.8 %
    Vietnam 12.9 % 12.3 %
    Malaysia 48.1 % 45.5 %
    Other Asia 51.3 % 43.1 %
    Fintech and data services -144.4 % -111.0 %

     

      For the Twelve Months Ended December 31,
      2023 2022 YoY Growth
      (S$ in thousands except percentages)
    Revenue 150,135 135,925 10.5 %
    Marketplaces 144,068 130,861 10.1 %
    Singapore 85,988 69,241 24.2 %
    Vietnam 17,130 24,040 -28.7 %
    Malaysia 27,740 25,388 9.3 %
    Other Asia 13,210 12,192 8.3 %
    Fintech and data services 6,067 5,064 19.8 %
    Adjusted EBITDA 18,912 3,325
    Marketplaces 83,843 63,045
    Singapore 65,300 47,626
    Vietnam 778 5,470
    Malaysia 14,803 10,208
    Other Asia 2,962 (259 )
    Fintech and data services (9,299 ) (7,344 )
    Corporate* (55,632 ) (52,376 )
    Adjusted EBITDA Margin (%) 12.6 % 2.4 %
    Marketplaces 58.2 % 48.2 %
    Singapore 75.9 % 68.8 %
    Vietnam 4.5 % 22.8 %
    Malaysia 53.4 % 40.2 %
    Other Asia 22.4 % -2.1 %
    Fintech and data services -153.3 % -145.0 %

     

    *Corporate consists of headquarters costs, which are not allocated to the segments. Headquarters costs are costs of PropertyGuru’s personnel that are based predominantly in its Singapore headquarters and certain key personnel in Malaysia and Thailand, and that service PropertyGuru’s group as a whole, consisting of its executive officers and its group marketing, technology, product, human resources, finance and operations teams, as well as platform IT costs (hosting, licensing, domain fees), workplace facilities costs, corporate public relations retainer costs and professional fees such as audit, legal and consultant fees. A portion of the cost of being a listed entity is also included.

    ความเป็นผู้นำตลาดที่แข็งแกร่งเป็นตัวขับเคลื่อนโอกาสในการเติบโตระยะยาว

    ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 พร็อพเพอร์ตี้กูรูยังคงครองความเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งการตลาด[3]อันดับ 1 ในตลาดหลักที่ดำเนินธุรกิจ ได้แก่ สิงคโปร์, เวียดนาม, มาเลเซีย และไทย

    สิงคโปร์: 82% – นำหน้าแบรนด์อันดับสอง 5.7 เท่า มาเลเซีย: 92% – นำหน้าแบรนด์อันดับสอง 12.0 เท่า
    เวียดนาม: 80% – นำหน้าแบรนด์อันดับสอง 4.1 เท่า ไทย: 54% – นำหน้าแบรนด์อันดับสอง 1.9 เท่า

     

    ภาพรวมของปี 2567

    บริษัทได้คาดการณ์รายได้ของทั้งปี 2567 ไว้อยู่ที่ระหว่าง 165-180 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 4.4-4.8 พันล้านบาท) ในขณะที่กำไรที่เป็น Adjusted EBITDA จะอยู่ที่ระหว่าง 22-26 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 587-694 ล้านบาท)

    ปัจจัยระยะใกล้ที่อาจจะส่งผลต่อการดำเนินการของบริษัทในปี 2567 ได้แก่ การฟื้นตัวของตลาดอสังหาฯ เวียดนามที่ชะลอตัวออกไป เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังคงไม่ค่อยดี และการเข้าถึงสินเชื่อ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่เกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจในมาเลเซียที่อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังมีนโยบายการคลังเพิ่มเติมและมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลสิงคโปร์อาจจะออกมาในเร็ว ๆ นี้  ในระยะยาว บริษัทยังคงมั่นใจกับวิถีการเติบโตของบริษัท มองเห็นโอกาสในการพัฒนาเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร และโอกาสพื้นฐานที่ปรากฎอยู่ในตลาดหลักที่เราดำเนินธุรกิจอยู่

    รายละเอียดการประชุม Conference CallและWebcast

    บริษัทได้จัด Conference call และ Webcast เมื่อวันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2567 เวลา 7:30 น.ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (EST) / 20:30 น. ตามเวลาประเทศสิงคโปร์ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับผลประกอบการไตรมาส 4 และของทั้งปี 2566 ของบริษัทฯ ทั้งนี้ คุณสามารถเข้าร่วมการแถลงผลประกอบการของพร็อพเพอร์ตี้กูรู (NYSE: PGRU) 4Q 2023 ได้ด้วยการลงทะเบียนที่:

    https://propertyguru.zoom.us/webinar/register/WN_FNSna08_SGuPmen8wrMrTA

    คุณสามารถชมบันทึกการแถลงผลประกอบการได้ที่เซ็กชั่นInvestor Relations บนเว็บไซต์ของบริษัทหลังจากการแถลงจบลงที่

    https://investors.propertygurugroup.com/news-and-events/events-and-presentations/default.aspx

    รู้จักกับ PropertyGuru Group

    พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป (NYSE: PGRU) เป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ1 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ค้นหาบ้านกว่า 34 ล้านราย[4]ในการเชื่อมต่อกับเอเจนต์กว่า 55,000 ราย[5]เพื่อเข้าเยี่ยมชมและใช้บริการบนเว็บไซต์ในแต่ละเดือน พร็อพเพอร์ตี้กูรูและบริษัทในเครือช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยทั่วภูมิภาคได้เข้าถึงรายการประกาศขาย-เช่าที่มีมากกว่า 2.8 ล้านรายการ[6]อีกทั้งยังมีข้อมูลเชิงลึกและโซลูชั่นต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้บริโภคในสิงคโปร์, มาเลเซีย, ไทย และเวียดนาม ใช้ประกอบการตัดสินใจครั้งสำคัญได้อย่างมั่นใจ

    PropertyGuru.com.sgเริ่มให้บริการครั้งแรกในปี 2550 นับเป็นการปฏิวัติตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ ด้วยการนำระบบออนไลน์เข้ามาใช้และช่วยให้การหาบ้านมีความโปร่งใสมากขึ้น ในช่วงเวลากว่า 16 ปีที่ผ่านมา พร็อพเพอร์ตี้กูรูได้เติบโตมาเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีอสังหาฯ ที่มีการเติบโตสูง มีเว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาฯ อันดับ 1 อยู่ภายใต้การบริหาร มีแอปพลิเคชั่นที่มีรางวัลเป็นเครื่องการันตีคุณภาพ เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านสินเชื่อบ้านPropertyGuru Finance, SendHelperแพลตฟอร์มที่รวมบริการเกี่ยวกับการทำความสะอาด และดูแลรักษาบ้าน นอกจากนี้ ยังมีบริการที่เป็นดั่งศูนย์รวมโซลูชั่นทางธุรกิจภายใต้แบรนด์PropertyGuru For Businessซึ่งประกอบไปด้วยแพล็ตฟอร์มที่ดีที่สุดเพื่อช่วยส่งเสริมการขายให้กับผู้พัฒนาอสังหาฯ อย่างDataSense, ValueNetบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาฯ ที่สำคัญ ๆ อาทิการจัดงานแจกรางวัลด้านอสังหาฯกิจกรรมส่งเสริมการตลาด รวมไปถึงสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วภูมิภาคเอเชีย

    สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าชมได้ที่PropertyGuruGroup.com; PropertyGuru Group on LinkedIn

    [1]อ้างอิงจากข้อมูลของ SimilarWebช่วงระหว่างเดือน ก.ค. – ธ.ค. 2566

    [2]โปรดดูข้อมูลอ้างอิงที่ non-GAAP การกระทบยอดของกำไรสุทธิ /(ขาดทุน) ในเซ็กชั่นAdjusted EBITDA สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม

    [3]อ้างอิงจากข้อมูลของ SimilarWebช่วงระหว่างเดือน ก.ค. – ธ.ค. 2566

    [4]อ้างอิงข้อมูลจาก Google Analytics ช่วงระหว่างเดือน ก.ค. – ธ.ค. 2566

    [5]ข้อมูลระหว่างเดือน ต.ค. – ธ.ค. 2566

    [6]ข้อมูลระหว่างเดือน ต.ค. – ธ.ค. 2566

    ]]>
    1464991
    Expedia ปรับองค์กรชุดใหญ่ ปลดพนักงาน 1,500 ราย เตรียมตั้ง CEO คนใหม่ ชี้บริษัทเปลี่ยนไปอย่างมากหลังโควิด https://positioningmag.com/1463951 Tue, 27 Feb 2024 06:16:33 +0000 https://positioningmag.com/?p=1463951 Expedia แพลตฟอร์มออนไลน์ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ได้ประกาศปรับองค์กรชุดใหญ่ โดยมีการปลดพนักงาน 1,500 ราย คิดเป็น 9% ของพนักงานทั้งหมด ขณะเดียวกันบริษัทก็เตรียมตั้ง CEO คนใหม่ขึ้นมารับตำแหน่งด้วย

    Expedia ได้ยื่นเอกสารต่อ ก.ล.ต. ของสหรัฐอเมริกา ว่า บริษัทได้ปรับโครงสร้างองค์กร โดยจะมีการปลดพนักงานมากถึง 1,500 ราย โดย CEO ของบริษัทได้ชี้ว่าเพื่อที่จะลงทุนในส่วนของธุรกิจหลัก ขณะเดียวกันบริษัทเองเตรียมที่จะแต่งตั้ง CEO คนใหม่ในเร็วๆ นี้ด้วย

    การปลดพนักงาน 1,500 คนนี้ คิดเป็นสัดส่วนพนักงานราวๆ 9% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด 17,100 ราย โดยโฆษกของ Expedia ได้กล่าวว่า การปลดพนักงานเพื่อที่จะจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม เพื่อให้แน่ใจว่างานสำคัญที่สุดยังคงได้รับการจัดลำดับความสำคัญอยู่

    Peter Kern ซึ่งเป็น CEO ของ Expedia ได้กล่าวว่าในจดหมายถึงพนักงานว่า “ด้วยความสำเร็จทางเทคนิคมากมายในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ตอนนี้เราจำเป็นต้องพิจารณาบทบาท ทักษะ ทีม หรือแม้แต่สถานที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรของเรามุ่งเน้นไปที่พื้นที่ที่เหมาะสม”

    การปลดพนักงานจำนวนดังกล่าวทำให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างใหม่ คาดว่าจะอยู่ที่ 80 ถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นค่าชดเชยพนักงานและค่าชดเชย และค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะบันทึงในผลประกอบการในปีนี้

    ก่อนหน้านี้ในปี 2020 บริษัทเคยปลดพนักงานมาแล้ว 3,000 ตำแหน่ง เนื่องจากผลประกอบการที่น่าผิดหวัง และไม่เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิดที่กระทบต่อภาคการท่องเที่ยวแต่อย่างใด

    นอกจากนี้ Expedia เองยังเตรียมที่จะเปลี่ยน CEO รายใหม่จาก Peter Kern เป็น Ariane Gorin ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจ โดยแผนกของเธอนั้นเน้นไปยังการทำธุรกิจกับภาคธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นพันธมิตรกับบริษัทต่างๆ การหารายได้จากภาคธุรกิจด้วยกัน (B2B) หรือแม้แต่การหารายได้โฆษณาจากธุรกิจท่องเที่ยว

    ปี 2023 ที่ผ่านมา รายได้ในส่วน B2B ของบริษัทนั้นเพิ่มมากขึ้น 33% จากผลงานที่เธอบริหาร ซึ่งเธอได้เข้าร่วมงานที่ Expedia ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา

    ปัจจุบันแบรนด์ภายใต้เครือ Expedia นั้นมีทั้ง Expedia หรือแบรนด์ลูกอย่าง Vrbo Hotels.com Orbitz หรือแม้แต่ trivago

    ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ CEO ของ Expedia ได้กล่าวว่า “ปัจจุบันบริษัทแตกต่างไปจากเมื่อ 4 ปีที่แล้วมาก” และหลังจากนี้ Peter Kern จะขยับขึ้นเป็นรองประธานบริษัท และ Ariane Gorin จะเริ่มตำแหน่งหัวเรือใหญ่ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคมเป็นต้นไป

    ที่มา – Seattle Times, Reuters

    ]]>
    1463951
    Adobe ยกเลิกการซื้อกิจการ Figma แล้ว ให้เหตุผลหน่วยงานกำกับดูแลมีแนวโน้มไม่ให้ดีลนี้ผ่าน https://positioningmag.com/1456370 Tue, 19 Dec 2023 09:52:03 +0000 https://positioningmag.com/?p=1456370 Adobe ได้ประกาศยกเลิกการเข้าซื้อกิจการของ Figma ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทคู่แข่งแล้ว โดยให้เหตุผลถึงหน่วยงานกำกับดูแลทั้งในอังกฤษและสหภาพยุโรปอาจไม่ให้ดีลนี้ผ่าน เนื่องจากความกังวลในเรื่องการผูกขาด และทำให้การแข่งขันด้านซอฟต์แวร์ด้านการดีไซน์และออกแบบลดลง

    Adobe บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์รายใหญ่ ที่เป็นเจ้าของซอฟต์แวร์ด้านกราฟิกอย่าง Photoshop หรือ Illustrator ประกาศยกเลิกการเข้าซื้อกิจการของ Figma ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ด้านกราฟิกอีกราย ซึ่งดีลดังกล่าวมีมูลค่ามากถึง 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

    การประกาศยกเลิกดีลการซื้อกิจการดังกล่าวนั้นมาจากแรงกดดันของหน่วยงานกำกับดูแลทั้งในสหราชอาณาจักร หรือแม้แต่ในสหภาพยุโรปได้ส่งสัญญาณว่าดีลการซื้อกิจการดังกล่าวมีโอกาสที่จะไม่ได้รับไฟเขียว โดยให้เหตุผลว่า Adobe มีสิทธิ์ผูกขาดซอฟต์แวร์ด้านการออกแบบ

    ไม่เพียงแค่หน่วยงานกำกับดูแลในทวีปยุโรปที่เตรียมขวางดีลดังกล่าว ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ก็เตรียมที่จะเข้าสอบสวนดีลดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยมองว่า Figma ถือเป็นคู่แข่งของ Adobe ที่เริ่มมีความสำคัญเพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ดีผู้บริหารของ Adobe จะให้เหตุผลว่าการซื้อกิจการดังกล่าวนั้นสร้างผลดีแก่ผู้บริโภคก็ตาม

    เมื่อ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา CMA หน่วยงานกำกับดูแลด้านการแข่งขันของสหราชอาณาจักร ได้ให้เหตุผลหลังการพิจารณาว่าดีลของ Adobe กับ Figma อาจสร้างผลกระทบต่อแวดวงคนทำงานสายดิจิทัลดีไซน์ เช่น ทำให้การแข่งขันด้านซอฟต์แวร์ดีไซน์ลดลง เนื่องจาก Figma เป็นคู่แข่งสำคัญโดนซื้อไป ทำให้คู่แข่งหายไป และเมื่อการแข่งขันที่ลดลงยังทำให้นวัตกรรมในการออกซอฟต์แวร์ใหม่จากคู่แข่งสู่ท้องตลาดลดลง

    โดยหลังจากนี้ Figma จะได้รับเงินค่าชดเชยในกรณีที่ดีลการซื้อกิจการไม่ผ่านจาก Adobe เป็นเงินถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ดีลดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายนปี 2022 ที่ผ่านมา ได้สร้างความฮือฮาในแวดวงการออกแบบ เนื่องจาก Figma ถือเป็นซอฟต์แวร์ออกแบบที่ถือว่าเป็นคู่แข่งสำคัญของ Adobe ในหลายซอฟต์แวร์ แม้ว่าตัวของ Adobe เองจะให้สัญญาว่าในเรื่องความเป็นอิสระของ Figma ก็ตาม

    ที่มา – Adobe, The Verge, The Guardian

    ]]>
    1456370
    Coupang ซื้อกิจการ Farfetch ธุรกิจขายสินค้าหรูผ่านช่องทางออนไลน์ มูลค่าเกือบ 17,500 ล้านบาท https://positioningmag.com/1456179 Tue, 19 Dec 2023 02:15:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1456179 E-commerce รายใหญ่ในเกาหลีใต้ ประกาศซื้อกิจการ Farfetch ธุรกิจขายสินค้าหรูผ่านช่องทางออนไลน์ มูลค่าเกือบ 17,500 ล้านบาท หลังจากที่ Farfetch ได้หาผู้ซื้อกิจการต่อ เนื่องจากบริษัทขาดทุนอย่างหนัก และมีโอกาสล้มละลายได้ในช่วงสิ้นปี 2023 นี้

    Coupang ซึ่งเป็นธุรกิจ E-commerce รายใหญ่ในเกาหลีใต้ ได้แจ้งกับตลาดหลักทรัพย์และนักลงทุน ถึงการเข้าซื้อกิจการของ Farfetch ซึ่งเป็นธุรกิจขายสินค้าหรูผ่านช่องทางออนไลน์ จากสหราชอาณาจักร มูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราวๆ 17,500 ล้านบาท

    สำหรับ Farfetch เป็นธุรกิจขายสินค้าหรูผ่านช่องทางออนไลน์ จากสหราชอาณาจักร ก่อตั้งในปี 2007 โดย Jose Neves และธุรกิจขายสินค้าหรูผ่านช่องทางออนไลน์ของบริษัทนั้นให้บริการมากถึง 190 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย

    แบรนด์สินค้าที่วางขายใน Farfetch มีทั้ง Gucci และ Dolce & Gabbana หรือ Alexander McQueen ฯลฯ ขณะที่ประเภทของสินค้านั้นมีตั้งแต่กระเป๋า รองเท้า หรือแม้แต่เครื่องประดับราคาแพง

    ขณะที่ Coupang นั้นเป็น E-commerce รายใหญ่จากเกาหลีใต้ และมีผู้ลงทุนรายใหญ่คือ SoftBank

    Bom Kim ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Coupang ได้กล่าวว่า การซื้อกิจการของ Farfetch ทำให้เข้าถึงธุรกิจขายสินค้าหรูที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 400,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และในแพลตฟอร์มของ Farfetch นั้นทางฝั่งของ Coupang มองว่าเป็นส่วนหนึ่งในอนาคตของช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าหรูด้วย

    นอกจากนี้เกาหลีใต้ยังเป็นประเทศหนึ่งที่มีอัตรการซื้อสินค้าหรูนั้นสูงแห่งหนึ่งในโลกเมื่อเทียบกับรายได้ ทำให้ธุรกิจ E-commerce รายใหญ่ในเกาหลีใต้มองเห็นโอกาสในการซื้อกิจการของ Farfetch

    ในปี 2018 นั้น Farfetch ได้เข้า IPO ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยมีมูลค่ากิจการมากถึง 6,000 ล้านเหรียญในช่วงเวลาดังกล่าว และมีมูลค่าบริษัทสูงสุดถึง 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2021 จากช่วงการแพร่ระบาดของโควิดทำให้มียอดการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้น

    อย่างไรก็ดี มูลค่ากิจการ Farfetch ในช่วงที่ผ่านมากลับลดลงอย่างหนัก เหลือมูลค่ากิจการไม่ถึง 230 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น จากปัญหาการขาดทุนของธุรกิจติดต่อกันหลายปี จนทำให้ผู้ก่อตั้งของ Farfetch มีแผนที่จะซื้อบริษัทออกจากตลาดหุ้น หรือแม้แต่ขายกิจการต่อให้กับผู้สนใจ

    โดยเม็ดเงินดังกล่าวของ Coupang จะทำให้กิจการของ Farfetch นั้นอยู่รอดต่อไปได้ หลังจากที่บริษัทนั้นมีสิทธิ์ที่จะล้มละลายและต้องเข้าฟื้นฟูกิจการ ถ้าหากไม่ได้ผู้ที่มาซื้อกิจการก่อนในช่วงวันที่ 25 ธันวาคมนี้

    ที่มา – Reuters, Axios

    ]]>
    1456179
    WeWork ส่อแววไม่รอดสูง บริษัทกังวลความสามารถในการดำเนินธุรกิจหลังขาดทุน สภาพคล่องแทบไม่มี https://positioningmag.com/1440316 Wed, 09 Aug 2023 04:54:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1440316 ผู้ให้บริการ Co Working Space อย่าง WeWork ล่าสุดสถานการณ์บริษัทส่อแววไม่รอดสูง หลังจากบริษัทรายงานผลขาดทุนอย่างต่อเนื่อง สภาพคล่องลดลงอย่างหนัก และบริษัทเองยังกังวลความสามารถในการดำเนินธุรกิจด้วย

    WeWork ผู้ให้บริการเช่าพื้นที่ทำงาน (Co Working Space) ได้รายงานผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ของบริษัทว่า “กังวลความสามารถในการดำเนินธุรกิจ” ซึ่งบริษัทได้รายงานผลขาดทุนจากการดำเนินงานมากถึง 396 ล้านเหรียญสหรัฐ

    รายงานผลประกอบการ บริษัทกล่าวว่า “มีข้อสงสัยอย่างมากเกี่ยวกับความสามารถของบริษัทในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง” บริษัทยังชี้แจงถึงความสามารถของบริษัทในการดำเนินกิจการได้นั้นขึ้นอยู่กับการดำเนินการตามแผนในการปรับปรุงสภาพคล่องและความสามารถในการทำกำไรในช่วง 12 เดือนข้างหน้าว่าขึ้นอยู่กับแผนการดำเนินงานของผู้บริหารหลังจากนี้

    ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2023 นั้น WeWork มีรายได้รวมทั้งสิ้น 1,693 ล้านเหรียญสหรัฐ ขาดทุนทั้งสิ้น 696 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่เพียงเท่านี้บริษัทมีสภาพคล่องเหลือแค่ 680 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

    แผนการของ WeWork ที่จะกู้ธุรกิจให้กลับมาอยู่รอดประกอบไปด้วย

    • การลดค่าเช่าและการเช่าโดยการดำเนินการปรับโครงสร้างและการเจรจาเงื่อนไขการเช่าที่ดีขึ้น
    • เพิ่มรายได้โดยการหาลูกค้าเพิ่มเติม
    • ควบคุมค่าใช้จ่าย
    • หาเงินทุนเพิ่มเติมโดยการออกหุ้นกู้ หรือหุ้นเพิ่มทุน ไปจนถึงมาตรการขายสินทรัพย์ของบริษัท

    หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 บริษัทเชื่อว่าจะมีลูกค้าใหม่เข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่ม นอกจากนี้ยังมีการลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น การไล่ปิดสาขา ปลดพนักงานมาเป็นระยะๆ รวมแล้วหลายพันคน แต่ก็ยังไม่ทำให้สถานการณ์ของบริษัทดูดีขึ้นเท่าไหร่นัก 

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา WeWork เป็นหนึ่งในธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีมูลค่ามากที่สุดในสหรัฐอเมริกา มีบริษัทร่วมลงทุน หลายรายได้ลงทุนในระดับหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ หรือแม้แต่กองทุนยักษ์ใหญ่อย่าง Vision Fund ของ SoftBank ก็ได้ลงทุนกับผู้ให้บริการ Co Working Space รายนี้ด้วย

    มูลค่าบริษัทของ WeWork นั้นเคยสูงสุดมากถึง 47,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนที่ Adam Neumann ผู้ร่วมก่อตั้ง WeWork ต้องถูกบีบลาออกจากตำแหน่งหลังจากถูกวิจารณ์ว่าใช้อิทธิพลนำเพื่อนฝูงรวมถึงคนในครอบครัวมาปักหลักทำงานในบริษัท และยังมีข้อครหาในการนำอสังหาริมทรัพย์ของตัวเองมาปล่อยเช่าให้กับบริษัทด้วย

    ผลจากการบริหารของ Adam Neumann ทำให้บริษัทมูลค่าตกลงก่อนการเข้าตลาดหุ้น จนท้ายที่สุดต้องมีการล้างบางผู้บริหารแทบทั้งหมด เพื่อฟื้นฟูความมั่นใจให้กับนักลงทุน แต่ราคาหุ้นหลังจาก IPO ไม่ได้กลับเพิ่มขึ้นเลยด้วยซ้ำ

    ปัจจุบันราคาหุ้นของ WeWork ลดลงมาแล้วมากถึง 85% ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงภาพรวมบริษัทที่น่ากังวลเป็นอย่างมาก

    นอกจากนี้ (อดีต) CEO อย่าง Sandeep Mathrani ที่ได้เข้ารับเผือกร้อนในการฟื้นฟูกิจการในปี 2020 ที่ผ่านมา ก็ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันบริษัทมีรักษาการ CEO เท่านั้น ยังไม่มีการหาหัวเรือใหญ่รายใหม่เข้ามาทดแทนแต่อย่างใด

    ]]>
    1440316
    “สถาปนิก’66 (Architect Expo 2023)” เปิดให้ลงทะเบียนเข้าชมงานแล้ววันนี้! https://positioningmag.com/1420055 Tue, 21 Feb 2023 03:42:41 +0000 https://positioningmag.com/?p=1420055 เตรียมสัมผัสนวัตกรรมด้านการก่อสร้างและสถาปัตยกรรมจากทั่วโลก ที่ถูกรวบรวมไว้ในงานสถาปนิก’66 งานแสดงเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างใหญ่ที่สุดในอาเซียน ครั้งที่ 35 ระหว่างวันที่ 25 – 30 เมษายน 2566 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เปิดให้ลงทะเบียนออนไลน์ล่วงหน้าแล้ววันนี้! คลิก!!

    สถาปนิก’66 งานที่รวบรวมนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้างจากผู้จัดแสดงสินค้าทั่วโลกไว้มากกว่า 800 รายอัดแน่นเต็มพื้นที่กว่า 10 สนามฟุตบอล ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ตำถาด: Time of Togetherness” ที่เป็นการรวมตัวกันขององค์กรวิชาชีพทั้ง 5 ได้แก่ สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย สมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย สมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย และสภาสถาปนิก

    ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดภายในงานสถาปนิก’66!

    สร้างพื้นที่เสวนาแลกเปลี่ยนความรู้กับวิทยากรมากความสามารถจากกิจกรรม Human Library”พร้อมชมนิทรรศการ ALL MEMBER 2023 ตำถาด:Time of Togetherness หรือพื้นที่จัดแสดงผลงานของสมาชิกจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์กว่า 200 ชิ้น

    และเตรียมพบกับ THEMATIC PAVILION พื้นที่จัดแสดงรูปแบบพิเศษจาก THAIKOON+THAI PREMIUM PIPE, EMPOWER STEEL, WOODDEN และ TOA ที่จับมือกับ VG กับ 4 สถาปนิกรุ่นใหม่ รังสรรค์พื้นที่จัดแสดงสุดอลังการเพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่สามารถทำได้มากกว่าที่คุณคิด

    Architect Expo 2023

    ทัพสินค้าแบรนด์ดังจากทั่วโลก พร้อมตอบโจทย์ทุกการออกแบบและก่อสร้าง ที่งานสถาปนิก’66

    ไม่ต้องเดินทางไปถึงต่างแดนเพียงแค่ลงทะเบียนออนไลน์วันนี้คุณจะได้สัมผัสนวัตกรรมจากหลากหลายประเทศอย่างใกล้ชิด อาทิ QUIN GLOBAL ยาแนวจากออสเตรเลีย, ANAIKA WOOD ไม้สำหรับงานตกแต่งจากฟินแลนด์, ลิฟต์บ้านจากสวีเดนทั้ง ARITCO และ CIBES, สีตกแต่งจากอิตาลี DECORA A&C และอื่นๆ อีกมากมาย

    ทางฝั่งไทยเองก็จัดเต็มไม่แพ้กัน นำทัพโดย 3 ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมรักษ์โลกไม่ว่าจะเป็น Solar Roof Solutions จาก SCG, เทคโนโลยีสีจาก TOA และบอร์ดไฟเบอร์ซีเมนต์จาก TPI POLENE การประชันเครื่องมือช่างจากแบรนด์ระดับโลกจาก MAKITA, BLACK+DECKER และ MILWAUKEE, ผลิตภัณฑ์ไม้จาก TS-TEAK, WOODDEN, CHAMPACA หรือจะเป็นกองทัพลามิเนตจาก EDL, WILSONART, FORMICA, GREENLAM, PANEL PLUS และ VIRGO ที่จะมาเติมเต็มดีไซน์ของคุณ

    ยังมีผลิตภัณฑ์อีกมากมายรอให้คุณได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองในงานสถาปนิก’66 ระหว่างวันที่ 25 – 30 เมษายน 2566 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ครบทุกนวัตกรรม! พบทุกผลิตภัณฑ์ก่อสร้างใหม่ที่สุดได้ที่นี่ ที่เดียว!

    ลงทะเบียนออนไลน์ล่วงหน้าได้ที่ https://architectexpo.prereg.online/default.aspx?lang=TH

    กรณีต้องการเข้าชมงานเป็นหมู่คณะ (5 ท่านขึ้นไป) กรุณาติดต่อ คุณคีตรัฏฐา กี่สุ้น โทร. 02-717-2477 ต่อ 303, มือถือ 086-341-9918

    ]]>
    1420055
    Kellogg ประกาศแยกธุรกิจออกมา 3 บริษัท หลังเทรนด์ผู้บริโภคเปลี่ยนไป https://positioningmag.com/1389579 Wed, 22 Jun 2022 04:52:26 +0000 https://positioningmag.com/?p=1389579 Kellogg ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยว รวมถึงซีเรียล ได้ประกาศแยกบริษัทออกมาเป็น 3 บริษัทใหม่ หลังจากที่เทรนด์ของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไป นอกจากนี้บริษัทยังชี้ว่าการแยกธุรกิจออกมาทำให้แต่ละบริษัทสามารถจัดสรรทรัพยากรให้ตรงกับเป้าหมายของแต่ละบริษัท ส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นของบริษัทในระยะยาว

    ซึ่งการแยกธุรกิจออกมาเป็น 3 บริษัทของ Kellogg ตามหลังบริษัทในสหรัฐฯ อย่างเช่น GE ที่มีการแยกธุรกิจออกมาเป็น 3 บริษัทใหม่ หรือแม้แต่ Johnson & Johnson ก็ตัดสินใจในการแยกธุรกิจออกมาเป็นบริษัทใหม่เช่นกัน

    รายละเอียดสำหรับธุรกิจที่จะแยกออกมาเป็นบริษัทใหม่ ประกอบไปด้วย

    1. ธุรกิจนอกสหรัฐอเมริกา โดยธุรกิจดังกล่าวจะรวมพอร์ตโฟลิโอสินค้าที่ขายในต่างประเทศทั้งหมดของ Kellogg ในปี 2021 ที่ผ่านมาธุรกิจดังกล่าวมียอดขายมากถึง 11,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันก่อนจะมีประกาศการแยกธุรกิจออกมายอดขายของส่วนธุรกิจนี้คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 80% ของรายได้รวมของ Kellogg

    2. ธุรกิจซีเรียลในอเมริกาเหนือ โดยบริษัทใหม่นี้จะเน้นธุรกิจซีเรียลพร้อมทานเป็นหลัก นำโดยแบรนด์ดังอย่าง Kellogg’s และ Frosted Flakes หรือแม้แต่ Corn Flakes ที่ขายอยู่ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา รวมถึงแคริบเบียน มาตั้งเป็นบริษัทใหม่ ในปี 2021 ที่ผ่านมาธุรกิจนี้มียอดขายมากถึง 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ

    3. ธุรกิจอาหารที่ทำจากพืช ธุรกิจดังกล่าวจะเน้นทำธุรกิจในสหรัฐอเมริกา แคนาดา รวมถึงแคริบเบียน โดยมีแบรนด์ MorningStar Farms ที่เน้นอาหารที่ทำจากพืช (Plant-based Food) ในปี 2021 ที่ผ่านมามียอดขายอยู่ที่ราวๆ 340 ล้านเหรียญสหรัฐ

    การแยกบริษัทครั้งนี้เป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ผู้บริโภคต้องการอาหารสำเร็จรูป รวมถึงขนมขบเคี้ยว ขณะเดียวกันอาหารที่ทำจากพืชเองก็ได้รับความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นจากเทรนด์ของผู้บริโภค

    Steve Cahillane ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Kellogg กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ธุรกิจเหล่านี้ล้วนมีศักยภาพถ้าหากเป็นบริษัทใหม่ที่ตั้งขึ้นมา และจะยังทำให้สามารถนำทรัพยากรไปใช้ในแต่ละบริษัทได้ตามเป้าหมายรวมถึงกลยุทธ์ที่แตกต่างกันได้”

    คาดว่าธุรกิจที่จะแยกออกมาเป็นบริษัทใหม่บริษัทแรกก็คือธุรกิจซีเรียลในอเมริกาเหนือ จากนั้นธุรกิจอาหารที่ทำจากพืชจึงจะมีการแยกบริษัทออกมา โดยคาดว่าจะแยกธุรกิจออกมาเป็นบริษัทใหม่สำเร็จภายในปี 2023

    นักวิเคราะห์คาดว่าการแยกบริษัทออกมาใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจนอกสหรัฐอเมริกาที่เน้นขนมขบเคี้ยว จะทำให้บริษัทสามารถต่อสู้กับคู่แข่งอย่าง Mondelez หรือแม้แต่ธุรกิจขนมขบเคี้ยวอย่าง Frito-Lay ซึ่งเป็นธุรกิจลูกของ PepsiCo ได้สูสีมากขึ้น

    ]]>
    1389579
    Adobe Summit 2022: สร้างเศรษฐกิจดิจิทัลแบบ Personalization https://positioningmag.com/1377825 Thu, 17 Mar 2022 00:26:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1377825
  • นวัตกรรมใหม่ของ Adobe Experience Cloud เพิ่มประสบการณ์ Personalization ให้กับผู้บริโภคหลายล้านคนเพียงเสี้ยววินาที
  • 75% ของบริษัทชั้นนำที่ติดอันดับ Fortune 100 ใช้งาน Adobe Experience Cloud
  • พบวิทยากรผู้มีชื่อเสียงจากหลายอุตสาหกรรมในงานนี้ ได้แก่ จอห์น โดนาฮิว ซีอีโอของ Nike, รอส บรูเออร์ ซีอีโอของ Walgreens Boots Alliance, เกล แมคโกเวิร์น ซีอีโอ ของ The American Red Cross, ไรอัน เรย์โนลด์, วิเวียน เวสต์วูดคริสเตียน เบลล์กิลเลียน แอนเดอร์สันและคริสเชลล์ สเตาส์
  • อะโดบี (Nasdaq:ADBE) เปิดงานคอนเฟอเรนซ์ Adobe Summit 2022 งานประชุมด้านประสบการณ์ดิจิทัล และดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมเผยโฉมนวัตกรรมใหม่ๆ บน Adobe Experience Cloud ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถรองรับ “เศรษฐกิจดิจิทัลในแบบเฉพาะบุคคล” ด้วยการปรับแต่งประสบการณ์ดิจิทัลให้เหมาะกับผู้บริโภคหลายล้านคนภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที การประชุม Adobe Summit 2022 จัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ และขับเคลื่อนด้วยแอพพลิเคชั่น Adobe Experience Cloud

    ภายในงาน ผู้ร่วมงานจะได้รับฟังการบรรยายจากผู้บริหารองค์กร ผู้นำทางความคิด และบุคคลที่มีชื่อเสียงในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ รวมถึง:

    • ผู้นำภาคอุตสาหกรรม: จอห์น โดนาฮิว ซีอีโอของ Nike, รอส บรูเออร์ ซีอีโอของ Walgreens Boots Alliance, เกล แมคโกเวิร์น ซีอีโอ ของ The American Red Cross, ลอเรนโซ่ เบอร์เทลลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและหัวหน้าฝ่ายซีเอสอาร์ของ Prada, ไมเคิล ซัทเธอร์แลนด์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรานส์ฟอร์เมชั่นของ Real Madrid และ ดร. เจนส์ ไทเมอร์ รองประธานอาวุโสฝ่ายแบรนด์และลูกค้าของ BMW Group จะร่วมสนทนาเกี่ยวกับบทบาทการเป็นผู้นำในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
    • บุคคลผู้มีชื่อเสียง: ไรอัน เรย์โนลส์: นักแสดง โปรดิวเซอร์ นักเขียนบท และผู้ประกอบการ, อดัม แกรนท์, ไมเคิล โพลแลน และโม กอว์ดัท: นักเขียน, วิเวียน เวสต์วูด: แฟชั่นดีไซเนอร์และนักธุรกิจ, อัลลิสัน เฟลิกซ์: นักกรีฑา, จิลเลียน แอนเดอร์สัน: นักแสดง และคริสเชลล์ สเตาส์: นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ร่วมแชร์และบอกเล่าเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีดิจิทัลต่ออาชีพการงานของพวกเขา นอกจากนี้ นักแสดงสาว คริสเตน เบลล์ จะนำผู้ร่วมงานเข้าชมนวัตกรรมล่าสุดของอะโดบีในช่วง “Sneaks”

    รับชม Keynotes เข้าร่วมฟังการบรรยายและสัมมนามากกว่า 200 รายการ ทำความรู้จักกับบุคลากรในแวดวงอุตสาหกรรม หรือสนทนาแบบไลฟ์สดกับผู้เชี่ยวชาญของอะโดบี ผ่าน Summit web experience

    อนิล จักราวาธี ประธานฝ่ายธุรกิจประสบการณ์ดิจิทัลของอะโดบี กล่าวว่า “ประสบการณ์ลูกค้าและ Journey ที่ต่อเนื่องนั้นสร้างจากอินไซต์ ดาต้า และเนื้อหาที่โดนใจผู้บริโภค ซึ่งทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลมีความเฉพาะบุคคลมากขึ้น Adobe Experience Cloud เป็นเครื่องมือที่นำเสนอประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลในเศรษฐกิจดิจิทัล โดยช่วยเสริมศักยภาพให้แก่ทุกธุรกิจเพื่อเพิ่มการปฏิสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับลูกค้าผ่านทุกช่องทางดิจิทัล”

    ผู้บริโภคมีความคุ้นเคยมากขึ้นต่อการทำกิจกรรมต่างๆ บนระบบออนไลน์ รายงานดัชนีเศรษฐกิจดิจิทัลของอะโดบี (Adobe Digital Economy Index) คาดการณ์ว่ายอดใช้จ่ายอีคอมเมิร์ซจะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้ ดังนั้นเพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถขยายกิจการให้เติบโตในสถานการณ์นี้ อะโดบีได้ประกาศลูกค้ารายใหม่ ความร่วมมือต่างๆ กับลูกค้า และการเติบโตของอีโคซิสเต็มส์ของ Adobe Experience Cloud

    ลูกค้ารายใหม่ของอะโดบีวันนี้ได้แก่ BMW, บริษัท Coca-Cola, Coles, Dick’s Sporting Goods Epic Games, EY, General Motors, Major League BaseballTM, NASCAR, NVIDIA, Panera Bread, Real Madrid, ServiceNow, Suncorp, T.Rowe Price, TSB Bank, and Walgreens Boots Alliance พร้อมกันนี้ อะโดบียังได้ขยายอีโคซิสเต็มส์ของพาร์ทเนอร์ โดยประกาศความร่วมมือกับ OneTrust เพื่อเพิ่มความสะดวกในการจัดการคำยินยอมของผู้ใช้งาน, นำแผนการเงินเข้ากับเวิร์กโฟลว์ทางการตลาดบนแพลตฟอร์ม Anaplan รวมถึงการบูรณาการระบบอี-คอมเมิร์ซเข้ากับ FedEx, Walmart และ PayPal ซึ่งเทคโนโลยีทั้งหมดนี้พร้อมใช้งานแล้วในวันนี้ อะโดบียังได้ร่วมมือกับ The Weather Company และ IBM เพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจใช้ประโยชน์จากข้อมูลสภาพอากาศในการปรับสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลแบบเฉพาะบุคคล

    เปิดตัวนวัตกรรมใหม่บน Adobe Experience Cloud ที่งาน Adobe Summit

    นวัตกรรมใหม่เหล่านี้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้แก่องค์กรธุรกิจในการสร้างและนำเสนอประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลให้แก่ลูกค้าจำนวนมาก พร้อมทั้งเพิ่มความรวดเร็วในการนำเสนอคอนเทนต์ รองรับ customer journey ในทุกขั้นตอนแบบไร้รอยต่อ และใช้ข้อมูลลูกค้าแบบเรียลไทม์จาก Adobe’s enterprise-grade customer data platform (CDP) และ Adobe Real-Time CDP.

    Personalization at Scale ขับเคลื่อนด้วย Adobe Experience Platform

    • Adobe Experience Cloud ที่ขับเคลื่อนด้วย Adobe Experience Platform: ตอนนี้แอพพลิเคชั่น Adobe Experience Cloud ถูกขับเคลื่อนอย่างสมบูรณ์ด้วย Adobe Experience Platform ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับองค์กรที่เปิดกว้างและรองรับส่วนต่อขยาย ทำหน้าที่เปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นโปรไฟล์ลูกค้าที่ครบวงจรแบบเรียลไทม์ สามารถนำไปใช้ในการนำเสนอประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลให้แก่ลูกค้าผ่านทางแอพพลิเคชั่น Adobe Experience Cloud
    • การรวมตัวกันของ Cross-cloud : เทคโนโลยีที่อะโดบีนำเสนอบน Adobe Creative Cloud, Adobe Document Cloud และ Adobe Experience Cloud ช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถบอกเล่าเรื่องราวที่น่าประทับใจ ตอบโจทย์ความต้องการจากการทำงานจากที่บ้าน และปรับแต่งประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล  เวิร์กโฟลว์ที่ผสานรวมเข้าด้วยกันระหว่าง Adobe Workfront, Creative Cloud Enterprise และ Adobe Experience Manager Assets รองรับการสร้างและนำเสนอคอนเทนต์แบบครบวงจร  นอกจากนี้ Adobe Acrobat Sign Connector สำหรับ Workfront Fusion ยังเพิ่มความสะดวกให้แก่ธุรกิจในการบูรณาการ และสร้างระบบอัตโนมัติสำหรับการเซ็นชื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยผนวกรวมเข้ากับกระบวนการธุรกิจบน Adobe Workfront
    • Adobe Experience Cloud for Healthcare: การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เรื่องของประสบการณ์ก็เช่นเดียวกัน โซลูชั่น Adobe Experience Cloud for Healthcare จะช่วยให้องค์กรด้านการดูแลสุขภาพสามารถออกแบบและนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลที่มีลักษณะเฉพาะบุคคลมากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถจัดการดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

    แพลตฟอร์ม Real-time Customer Data

    • ความสามารถใหม่ๆ เกี่ยวกับข้อมูลลูกค้าแบบเรียลไทม์: เพื่อให้องค์กรสามารถนำเสนอคอนเทนต์และประสบการณ์อย่างฉับไวและครอบคลุมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล อะโดบีแนะนำการบูรณาการของ Adobe Real-Time CDP และ Adobe Target เข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถ personalize หลายล้านประสบการณ์ของเว็บภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงด้านความน่าเชื่อถือ รวมถึงการผนวกรวมโซลูชั่นการจัดการคำยินยอมจาก OneTrust ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมที่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดสามารถใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อปรับแต่งประสบการณ์ได้อย่างปลอดภัย

    ความรวดเร็วของคอนเทนต์ และ Customer Journey ที่ไร้รอยต่อ

    • ฟีเจอร์ AI ที่ก้าวล้ำ: ในการขยายธุรกิจให้เติบโต จำเป็นที่จะต้องใช้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเกี่ยวกับลูกค้าเพื่อนำเสนอประสบการณ์เฉพาะบุคคล นวัตกรรม artificial intelligence (AI) ใหม่ล่าสุดใน Adobe Experience Cloud ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Adobe Sensei ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI ของอะโดบี จะช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถปรับแต่งคอนเทนต์ คาดการณ์เกี่ยวกับรายได้ พฤติกรรมของลูกค้า และทรานส์ฟอร์มข้อมูลเป็นอินไซต์เชิงลึกที่สามารถนำไปใช้งานได้อย่างเหมาะสม ปัจจุบันลูกค้าที่ใช้งาน Adobe Experience Cloud กว่า 80% ใช้ Adobe Sensei เพื่อขับเคลื่อนประสบการณ์สำหรับลูกค้า
    • Adobe Learning Manager: แพลตฟอร์มใหม่ในการเรียนรู้บนคลาวด์ของอะโดบี ทำให้ง่ายต่อการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ดิจิทัลแบบใหม่และน่าสนใจสำหรับลูกค้า คู่ค้า และพนักงาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการรักษาลูกค้า เพิ่มประสิทธิภาพการขาย และให้ความรู้กับลูกค้า
    • เมตาเวิร์สและประสบการณ์แบบ immersive: การรวมตัวกันระหว่าง Adobe Creative Cloud และ Adobe Experience Cloud รองรับการสร้างและนำเสนอประสบการณ์แบบ immersive ช่วยให้แบรนด์ประสบความสำเร็จในเมตาเวิร์ส (Metaverse) ตัวอย่างของนวัตกรรมใหม่ได้แก่ Adobe Substance 3D Modeler รุ่นเบต้า ซึ่งช่วยให้การสร้างและแชร์ผลงาน 3D ทำได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
    • นวัตกรรมจากห้องแล็บวิจัยของอะโดบี: นวัตกรรมล่าสุดจากห้องแล็บวิจัยของอะโดบีช่วยให้องค์กรธุรกิจใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ เช่น AI และ Machine Learning (ML) รวมถึง Augmented Reality (AR) เพื่อนำเสนอประสบการณ์ลูกค้าที่เหนือชั้นตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น Project Design Decoder ซึ่งใช้หลักการของทัศนวิทยาศาสตร์ (Vision Science) ที่เน้นการปรับปรุงความสะดวกในการเข้าถึงเว็บไซต์ของผู้ค้าปลีก เป็นต้น

    การเติบโตของอีโคซิสเต็มส์ของ Adobe Experience Cloud

    ความสามารถด้านการจัดการประสบการณ์ลูกค้าของ Adobe Experience Cloud ได้รับการสนับสนุนจากอีโคซิสเต็มส์ระดับโลกที่ครอบคลุมแพลตฟอร์มของพาร์ทเนอร์มากกว่า 300 รายการบน Adobe Experience Platform อะโดบีประกาศความร่วมมือครั้งใหม่กับ The Weather Company และ IBM เพื่อปรับแต่งประสบการณ์ดิจิทัลแบบ Personalised โดยใช้ข้อมูลสภาพอากาศ ร่วมกับ OneTrust ช่วยจัดการคำยินยอมจากผู้ใช้ และ Anaplan แพลตฟอร์มที่ผสานรวมเวิร์กโฟลว์การจัดการด้านการเงินและการตลาดเพื่อรองรับการทำแคมเปญตามกรอบเวลาและงบประมาณที่กำหนด ส่วนความร่วมมือกับ Walmart, FedEx และ PayPal จะช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถนำเสนอทางเลือกในการชำระเงิน และการจัดส่งสินค้า

    75% ของบริษัทชั้นนำที่ติดอันดับ Fortune 100 ใช้งาน Adobe Experience Cloud Adobe ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Adobe Experience Platform เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของประสบการณ์ลูกค้าด้วยแอพพลิเคชั่นที่มุ่งเน้นการจัดการ Customer Journey ข้อมูลเชิงลึกและกลุ่มเป้าหมาย คอนเทนต์และการปรับแต่งแบบเฉพาะบุคคล เวิร์กโฟลว์ด้านการค้าและการตลาด ทั้งนี้กว่า 90% ของลูกค้า Adobe Experience Cloud ที่ติดอันดับ Top 100 ใช้งานแอพพลิเคชั่นอย่างน้อย 3 แอพขึ้นไป Adobe Experience Platform ทำการประเมินเซ็กเมนต์กว่า 24 ล้านล้านครั้งต่อวัน และได้รับการสนับสนุนจากอีโคซิสเต็มส์ที่ประกอบด้วยพาร์ทเนอร์กว่า 4,000 ราย

    เกี่ยวกับ อะโดบี

    อะโดบีเปลี่ยนโลกผ่านประสบการณ์ด้านดิจิทัล ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.adobe.com/sea.

     

    ]]>
    1377825