Strategic Move

จับทิศทาง ‘ธุรกิจร้านสะดวกซัก’ ในวันที่มีหลายปัจจัยท้าทาย

ด้วยการใช้ชีวิตที่เร่งรีบของผู้คน บวกกับต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกเข้ามาช่วยประหยัดเวลาและให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ทำให้ช่วง 5-7 ปีที่ผ่านมา ‘ธุรกิจสะดวกซัก’ มีการเติบโตน่าสนใจ และได้เห็นการเข้ามาในตลาดนี้ของผู้เล่นมากมาย สำหรับภาพรวมของธุรกิจสะดวกซักมีการประเมินว่า มีการเติบโตต่อเ…

cats

ด้วยการใช้ชีวิตที่เร่งรีบของผู้คน บวกกับต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกเข้ามาช่วยประหยัดเวลาและให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ทำให้ช่วง 5-7 ปีที่ผ่านมา ‘ธุรกิจสะดวกซัก’ มีการเติบโตน่าสนใจ และได้เห็นการเข้ามาในตลาดนี้ของผู้เล่นมากมาย

สำหรับภาพรวมของธุรกิจสะดวกซักมีการประเมินว่า มีการเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 10-30 % โดยปี 2565 มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 7,000 ล้านบาท เพิ่มเป็นกว่า 10,000 ล้านบาทในปี 2566 และจากเดิมในบ้านเรามีแบรนด์แฟรนไชส์ร้านสะดวกซักเพียงไม่กี่แบรนด์ ทว่าปัจจุบันมีมากกว่า 40-50 แบรนด์

‘ณพัฒน์ เบญญศรี’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอชแอนด์โก จำกัด ผู้ให้บริการร้านสะดวกซักอัตโนมัติ และผู้ให้บริการธุรกิจแฟรนไชส์ร้านสะดวกซักอัตโนมัติ ภายใต้แบรนด์ CODE CLEAN กล่าวถึงแนวโน้มธุรกิจร้านสะดวกซักว่า มีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว เพราะการซักผ้าเป็นกิจกรรมจำเป็นของทุกคน

code-clean1

สำหรับ CODE CLEAN ตั้งใจให้เป็นธุรกิจที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างรายได้แบบ Passive Income ไม่ว่าจะทำเป็นรายได้หลัก หรือทำเป็นธุรกิจเสริมควบคู่กับการทำงานประจำที่สามารถสร้างรายได้ 24 ชั่วโมง ไม่ต้องใช้แรงงานมาก เจ้าของร้านสามารถควบคุมทุกอย่างได้ผ่านมือถือ และคืนทุนได้ภายใน 3-5 ปี โดยจุดเด่น คือ การทำให้ CODE CLEAN เป็นร้านสะดวกซักอัจริยะ ได้แก่

  • พัฒนาเครื่อง Vending ให้เป็น Central Payment รองรับการชำระเงินทุกรูปแบบ  ไม่ว่าจะเป็นเหรียญ  ธนบัตร  สแกนจ่าย  หรือใช้คะแนนแลกส่วนลด  ผู้ใช้บริการจึงไม่ต้องแลกเหรียญอีกต่อไป
  • พัฒนาระบบ Vending ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยเชื่อมต่อการทำงานของเครื่องซัก เครื่องอบ ตู้จำหน่ายสินค้า เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถชำระเงิน และสั่งงานเครื่องได้ครบในจุดเดียว
  • จัดโปรโมชันและแคมเปญที่ทำร่วมกับพาร์ทเนอร์ เช่น การแลกคะแนนจาก 7-Eleven บางจาก ทรูมันนี่ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการ

นอกจากนี้ ยังให้การสนับสนุนแฟรนไชส์ซีแบบครบวงจร ตั้งแต่การฝึกอบรม การดูแลร้าน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การควบคุมมาตรฐาน พร้อมทีมช่างที่คอยดูแลเครื่องตลอดสัญญา และฝ่ายบริการลูกค้าให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เป็นต้น

code-clean-66-2

ปัจจุบัน CODE CLEAN มีสาขาใน 36 จังหวัด รวม 215 สาขา แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทเป็นเจ้าของ 73 สาขา อีก 142 สาขาเป็นแฟรนไชส์ โดยตามแผนธุรกิจในระยะ 3 ปี CODE CLEAN มีเป้าหมายจะครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 20% เพิ่มยอดขายเฉลี่ยต่อสาขา 20% ต่อปี และขยายสาขาให้ครอบคลุมทุกจังหวัดที่มีประชากรเกิน 500,000 คน ซึ่งมี 53 จังหวัด รวมถึงการเพิ่มสาขาใน สปป.ลาว และประเทศอื่นๆ

การขยายสาขาที่บริษัทเป็นเจ้าของจะใช้งบลงทุนกว่า 300 ล้านบาท เปิดสาขาใหม่ปีละ 30 สาขา โดยใช้กลยุทธ์การจับมือกับพันธมิตรเพื่อร่วมลงทุนแบบ Joint Venture รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner)  ในการเลือกทำเลยุทธศาสตร์ เช่น ร้าน 7-Eleven และสถานีบริการน้ำมันบางจาก เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

ส่วนการขยายแฟรนไชส์ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสาขาใหม่ปีละ 70 สาขา ผ่านกลยุทธ์การนำเสนอแพกเกจลงทุนที่คุ้มค่า ยืดหยุ่น พร้อมข้อเสนอพิเศษไม่เก็บค่าแฟรนไชส์ 3 ปีแรก รวมทั้งไม่เก็บค่า GP และส่วนแบ่งทางการตลาดตลอดสัญญา โดยรูปแบบการลงทุนมีให้เลือกตั้งแต่ S, M, M+, L, XL เริ่มต้นที่ 1.79 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แม้ธุรกิจซักสะดวก จะมีการเติบโตต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการแข่งขันก็รุนแรง และยังมีปัจจัยท้าทายมากมาย เนื่องจากตอนนี้แบรนด์แฟรนไชส์ร้านสะดวกซักในบ้านเรามีมากกว่า  40-50 แบรนด์

ขณะที่จำนวนของร้านก็มีการขยายตัวเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างในปี 2565 มีอยู่ประมาณ 2,000 แห่ง เพิ่มเป็น 4,000 แห่งในปี 2566 และอีก 6-7 ปีข้างหน้า มีการคาดการณ์ว่า จะมีร้านสะดวกซักอยู่ในหลักหมื่นแห่ง เรียกได้ว่า เดินไปไหนก็เจอ

โดยส่วนใหญ่จะใช้กลยุทธ์หลัก ๆ คือ การพยายามตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทำเลในการเปิดสาขาที่เน้นเข้าถึงชุมชน และทำโปรโมชั่น จึงน่าจับตามองว่า แต่ละแบรนด์จะงัดกลยุทธ์ใดเข้ามาเพิ่มเติมเพื่อสู้ศึกครั้งนี้

code-clean2