Strategic Move

ใครจะอยู่ ใครจะไป? ในวันที่ธุรกิจ ‘ร้านไลฟ์สไตล์’ ในไทยเดือดไม่หยุด

‘ธุรกิจร้านไลฟ์สไตล์’ ในไทยที่มีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท นับวันการแข่งขันยิ่งดุเดือดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นรายเดิม และรายใหม่ที่มีทั้งแบรนด์ดังจากต่างประเทศ และแบรนด์โลคอลของไทยเองซึ่งต่างฝ่ายต่างรุกตลาดไม่หยุด   ยกตัวอย่างเช่น ‘Daiso’ ร้าน 100 เยนชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่น, ‘Mi…

LIFESTORE-01

‘ธุรกิจร้านไลฟ์สไตล์’ ในไทยที่มีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท นับวันการแข่งขันยิ่งดุเดือดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นรายเดิม และรายใหม่ที่มีทั้งแบรนด์ดังจากต่างประเทศ และแบรนด์โลคอลของไทยเองซึ่งต่างฝ่ายต่างรุกตลาดไม่หยุด

ยกตัวอย่างเช่น ‘Daiso’ ร้าน 100 เยนชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่น, ‘Miniso’ แบรนด์ดังสัญชาติจีนที่มีสาขามากกว่า 7,400 แห่ง ในกว่า 120 ประเทศทั่วโลก, 'KKV' ร้านไลฟ์สไตล์ดังจากจีน, ‘OH!SOME’ แบรนด์ดังจากอินโดนีเซีย มีสาขากว่า 200 แห่ง ใน 8 ประเทศ

‘Moshi Moshi’ ร้านไลฟ์สไตล์สัญชาติไทยที่เริ่มต้นจากร้านกิฟท์ชอปย่านสำเพ็ง, ‘Lemony’ น้องใหม่แต่เก๋าเกม แบรนด์ของ ‘บริษัท ซิงไท่ เทรดดิ้ง จำกัด’ ซึ่งเดิมเป็นผู้บริหาร Miniso ในไทยก่อนบริษัทแม่จะเข้ามาดำเนินการเอง

‘Flying Tiger Copenhagen’ แบรนด์ดังสัญชาติเดนมาร์ก ที่มีสาขากว่า 1,000 แห่งทั่วโลก และยังมีอีกหลายแบรนด์ที่กำลังเข้ามาปักธงธุรกิจในไทย

แล้วธุรกิจร้านไลฟ์สไตล์ในไทยน่าสนใจอย่างไร ถึงมีแบรนด์เข้ามาต่อเนื่อง?

จากการที่ Positioning ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการหลายแบรนด์ในธุรกิจนี้เกี่ยวกับการเติบโตของธุรกิจร้านไลฟ์สไตล์ในไทย พบว่า  

1.ความเชื่อมั่นในการเติบโตของเศรษฐกิจไทย แม้ตอนนี้จะมีการชะลอตัว ซึ่งด้วยศักยภาพหลายๆ ด้านของไทย เชื่อว่า จะฟื้นกลับมา และส่วนใหญ่มองการลงทุนระยะยาว มากกว่ามองภาพสั้นๆ

2.ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ที่เป็นประตูสำคัญในการขยายธุรกิจไปในประเทศอื่นๆ แถบนี้

3.คนไทยเป็นคนเปิดกว้าง ยอมรับสิ่งใหม่ได้ง่าย

4.ไทย เป็นประเทศที่มีการแข่งขันของธุรกิจร้านไลฟ์สไตล์สูง หาก ‘อยู่รอด’ ได้ จะเป็นกรณีศึกษาสำหรับเข้าไปดำเนินธุรกิจในประเทศอื่น

แล้วใครเป็นใคร? ในธุรกิจนี้ที่นับวันการแข่งขันยิ่งดุเดือด

สำหรับธุรกิจนี้ในบ้านเราเริ่มได้รับความสนใจในปี 2546 หลังจาก ‘Daiso’ ร้าน 100 เยนชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งมีจุดเด่นสินค้าหลากหลายสไตล์ญี่ปุ่น มีราคาประหยัดเริ่มต้นที่ 60 บาท ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย

จากนั้นก็มีผู้เล่นทยอยเข้ามาต่อเนื่อง ได้แก่

Moshi Moshi

MOSHI_11

ร้านไลฟ์สไตล์สัญชาติไทย ที่เริ่มต้นจากร้านกิฟท์ชอปย่านสำเพ็ง ซึ่งปัจจุบันจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

สำหรับจุดเด่นของแบรนด์ คือ การเข้าใจตลาดและพฤติกรรมคนไทย ภายใต้จุดขาย ‘สวย ถูก ดี’ โดยปัจจุบัน Moshi Moshi มีสาขา 177 แห่ง และจะเปิดเพิ่ม 40 แห่งภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงมีแผนบุกตลาดต่างประเทศอีกด้วย

Miniso

MINISO-LAND_001-1-1

แบรนด์ดังจากจีนที่มีสาขากว่า 7,400 แห่งในกว่า 120 ประเทศทั่วโลก โดยแบรนด์นี้เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยในปี 2559 และตอนนี้บริษัทแม่จากจีนได้เข้ามาบริหารเอง

สำหรับจุดแข่งขันของที่นี้ จะเน้นร้านที่มีความแตกต่างจากคู่แข่ง ในรูปแบบ Miniso Land ร้านระดับ Top สุดของ Miniso มาเป็นจุดขาย ซึ่งจะเน้นสินค้า IP จากความร่วมมือกับค่ายลิขสิทธิ์ยักษ์ใหญ่ของโลกอาทิ ดิสนีย์, ซานริโอ, วอร์เนอร์ ฯลฯ ที่ตอนนี้มีรวม ๆ กว่า 150 ลิขสิทธิ์

ตามเป้าหมาย Miniso ในปี 2568 จะขยายให้ครบ 20 สาขา และเพิ่มเป็น 100 แห่งภายใน 3 ปี

Lemony

lemony

แบรนด์ของ ‘บริษัท ซิงไท่ เทรดดิ้ง จำกัด’ ที่เดิมทีเป็นผู้บริหารแบรนด์ Miniso ในไทย จุดเด่นของร้าน คือ มีสินค้าหลากหลายตั้งแต่ของใช้ประจำวัน ของกิน ของเล่น ไปจนไอเทมน่ารัก มาในราคาเข้าถึงง่าย ปัจจุบันร้านแห่งนี้มีสาขาอยู่ 51 แห่ง

KKV

kkv

ร้านไลฟ์สไตล์จากจีนอีกแบรนด์ที่เข้ามาเปิดสาขาในไทยเมื่อปี 2567 ซึ่งร้านนี้เป็นที่รู้จักจากการมีสินค้าหลากหลายสไตล์ให้เลือกมากกว่า 20,000 SKUs เช่น ขนม เครื่องเขียน ของเล่น และเครื่องประดับ ฯลฯ รวมถึงมีพื้นที่ต่อสาขาขนาดใหญ่ ส่วนสินค้าก็จะมีราคาไม่แพง

OH!SOME

oh-some

แบรนด์ดังจากอินโดนีเซียมีสาขากว่า 200 แห่ง ใน 8 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม ฮ่องกง และฟิลิปปินส์ โดยในไทยตอนนี้มี 3 สาขา

จุดเด่นของร้าน คือ เป็นร้านค้าไลฟ์สไตล์ที่คัดสรรสินค้าจากทั่วโลก เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน และประเทศอื่นๆ เน้นนำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์ความงามและการดูแลผิว น้ำหอม เครื่องเขียน ของเล่นและสินค้าสะสม ขนมขบเคี้ยว ไปจนถึงของแต่งบ้าน สินค้าหลายรายการนำเข้าจาก

Flying Tiger Copenhagen

fly-tiger2

ร้านไลฟ์สไตล์แบรนด์ดังสัญชาติเดนมาร์กที่มีสาขากว่า 1,000 แห่งทั่วโลก ซึ่งจุดเด่นของร้าน คือ สินค้าดีไซน์มาเป็นพิเศษหาจากที่อื่นไม่ได้ และมีความหลากหลาย อาทิ ของใช้ในบ้าน เครื่องครัว เครื่องเขียน อุปกรณ์จัดงานเลี้ยงและปาร์ตี้ ของเล่นเด็ก ฯลฯ มาในราคาเข้าถึงง่าย

สำหรับในไทย ทาง ‘อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์’ ได้รับสิทธิ์แฟรนไชส์เพียงรายเดียว เปิดสาขาแรกแล้ว ณ 'เอ็มสเฟียร์' มีสินค้าให้เลือกกว่า 1,700 SKU ส่วนราคาก็เริ่มต้นที่ 5-500 บาท และจะมีการเปิดสาขาเพิ่มอีก 5 แห่ง ก่อนในปี 2570 จะขยายให้ครบ 30 แห่งทั่วประเทศ

นอกแบรนด์ที่กล่าวไปข้างต้น ยังมีร้านไลฟ์สไตล์อีกหลายรายที่กำลังเตรียมเข้ามาในไทย ที่แว่วๆ มา อาทิเช่น ‘The Green Party’ แบรนด์ดังจากจีน ฯลฯ

แน่นอนภาพที่เกิดขึ้น จะส่งผลให้ธุรกิจร้านไลฟ์สไตล์ในไทยมีการแข่งขันที่ดุเดือด และมีการประเมินว่า ในอีก 3-5 ปี เมื่อฝุ่นหายตลบ จะได้เห็น ‘ผู้รอด’ ที่ได้ไปต่อกับ ‘คนแพ้’ ที่ต้องออกจากตลาด

ส่วนจะเป็นใครต้องรอติดตามต่อไป