Strategic Move

ท็อปส์ Spin-off 'LOOKS' สู่ ‘Standalone Beauty Store’ จับกลุ่ม Gen Z ปักเป้า 100 สาขาใน 3 ปี

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ใคร ๆ ก็อยากจะดูแลตัวเองให้ดูดี ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจหากตลาด ผลิตภัณฑ์ความงามในไทย จะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี และนอกจากการแข่งขันของแบรนด์เครื่องสำอางจะสูงแล้ว ตลาดร้านมัลติแบรนด์เครื่องสำอาง ในไทยก็ดุเดือดไม่แพ้กัน ล่าสุด Tops ก็ขอล…

TOPSPINOFF-01_0
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ใคร ๆ ก็อยากจะดูแลตัวเองให้ดูดี ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจหากตลาด ผลิตภัณฑ์ความงามในไทย จะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี และนอกจากการแข่งขันของแบรนด์เครื่องสำอางจะสูงแล้ว ตลาดร้านมัลติแบรนด์เครื่องสำอาง ในไทยก็ดุเดือดไม่แพ้กัน ล่าสุด Tops ก็ขอลงสนามนี้ด้วยการ Spin-off โซน LOOKS ออกมาเป็น Standalone Specialty Beauty Store เพื่อออกมาเล่นในสนามที่ใหญ่กว่า

ทำไมต้อง Spin-off ‘LOOKS’ ?

ย้อนไปประมาณ 7 ปีที่แล้ว ท็อปส์ (Tops) ได้พัฒนาโซน Health & Beauty ใหม่ในชื่อ LOOKS ที่รวมสินค้าดูแลตัวเองแบบครบวงจร และออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่ลูกค้า สนุกกับการช้อป มากขึ้น ไม่ใช่แค่โซนที่มาเดินซื้อแชมพูแล้วกลับบ้านอีกต่อไป โดยมีทั้งการให้ทดลองสินค้า ป้าย Storytelling ที่เล่าที่มาของแบรนด์และส่วนผสม รวมถึงการจัดโซนให้มีบรรยากาศใกล้เคียงร้าน Beauty Specialty Store 

ซึ่งคอนเซ็ปต์ของ LOOKS ก็มาจากแนวคิดเดียวกับโซน Wine Cellar ที่เปลี่ยนประสบการณ์ซื้อไวน์ให้เหมือนเดินอยู่ในร้านไวน์เฉพาะทาง มีทั้งการจัดบรรยากาศและผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำนั่นเอง ปัจจุบัน โมเดล LOOKS ถูกขยายไปแล้วกว่า 120 สาขา ครอบคลุมทั้ง Tops สาขาใหญ่, Tops Food Hall และ Tops Daily โดยมีสินค้าภายในโซนเกือบ 20,000 รายการ และมีสินค้าใหม่เข้ามามากกว่า 3,000 SKU ต่อปี

หลังทดลองโมเดลมากกว่า 100 สาขา ท็อปส์เริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนว่า ลูกค้าไม่ได้มองโซน Beauty เป็นเพียงจุดซื้อของใช้จำเป็นอีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่แห่งการค้นหา ทดลอง และใช้เวลากับสินค้า ส่งผลให้จำนวน Transaction และยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง  โดยในปีที่ผ่านมา โซน LOOKS สามารถเติบโตถึง 2 หลัก เมื่อเทียบกับปีก่อน และกิจกรรม Tops Beauty ที่จัดปีละ 3 ครั้ง สามารถดันยอดขายได้สูงถึง 5 เท่าของยอดปกติในเวลาเพียง 7 วัน 

17_LOOKS_TOPS-FOOD-HALL-Central-Rama-9_3

เมื่อกลับมาดูที่ ตลาดผลิตภัณฑ์ความงาม ของไทยในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 180,000 ล้านบาท และคาดว่าจะขยายตัวสู่ระดับประมาณ 290,000 ล้านบาท ภายในปี 2577 ขณะที่ตลาด SEA ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้นถึง 3 เท่า

ดังนั้น จากโอกาสของตลาด ประกอบกับความสำเร็จของโซน LOOKS จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ท็อปส์ตัดสินใจ Spin-off จากที่เป็นเพียงโซนหนึ่งในท็อปส์ สู่การเป็น Standalone Specialty Beauty Store เต็มรูปแบบ โดยตั้งเป้าให้ LOOKS เป็น New Growth Engine ของธุรกิจ

“LOOKS ถึงเป็น Top 5 Category ที่เติบโตมากที่สุด และมีโอกาสเติบโตได้ในอีก 5 ปี ทั้งในไทยและต่างประเทศ มีเทรนด์ชัดเจน ซึ่งเราไม่ได้ปิดกั้นว่าต้องเป็นแค่ LOOKS ที่แยกออกมาได้ แต่ถ้ามีโอกาสเติบโต ก็มีโอกาสแยกออกมาหมด” ธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าว

01_นายธนวัตร-จิรจริยาเวช

ชื่อ LOOKS ติดหูแล้ว

คำถามแรกที่หลายคนอาจสงสัยคือทำไมไม่ตั้งชื่อแบรนด์ใหม่ไปเลย คำตอบคือ ท็อปส์ใช้เวลาหลายปีสร้างแบรนด์ LOOKS มาแล้วผ่านทั้งโซนในร้านและกิจกรรม Tops Beauty จนลูกค้าคุ้นเคยกับชื่อนี้ในฐานะ Beauty Zone ของท็อปส์

การใช้ชื่อเดิมจึงเป็นการ ต่อทุน แบรนด์ที่สะสมมา เมื่อลูกค้าเห็น LOOKS Standalone Store ในมอลล์ ก็จะเข้าใจทันทีว่านี่คืออะไร และในทางกลับกัน เมื่อใครเดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วเจอโซน LOOKS ก็จะนึกถึงร้าน Standalone ได้ทันที ทำให้ทั้งสองรูปแบบ ส่งเสริมกัน แทนที่จะแข่งกัน

“Shopping Mission ของคนเดินท็อปส์ คือ ซื้อของเข้าบ้าน โดย 2 ใน 3 จะเดินออกไปพร้อมสินค้าเพอเซอร์นอลแคร์ เช่น ครีมอาบน้ำ ยาสระผม ดังนั้น เขาจะเอาเวลาไปซื้อของเข้าบ้านก่อน แต่กลุ่มสกินแคร์ต้องใช้เวลาศึกษา LOOKS Standalone จะมาช่วยเสริมตรงนี้ เป็นการส่งเสริมกัน”

11_LOOKS_TOPS-FOOD-HALL-Central-Pinklao

ปักเป้า Gen Z ที่ดูแลตัวเองตั้งแต่เริ่ม

ท็อปส์มองกลุ่มเป้าหมายชัดเจนว่าเป็น Younger Generation หรือผู้บริโภคที่เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่อายุน้อย ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกและชัดเจนมากขึ้นในไทย

พักร์วิมล สตะเวทิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการค้าปลีก - LOOKS บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด

อธิบายว่า จากการวิเคราะห์อินไซต์ลูกค้าอย่างต่อเนื่องพบว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและความงามมากขึ้น และเริ่มต้นตั้งแต่อายุน้อยลง โดยเฉพาะกลุ่ม ผู้หญิง ที่มีค่าใช้จ่ายด้านความงามเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000-1,500 บาทต่อเดือน

สิ่งที่กลุ่มนี้มองหาคือสิ่งที่เรียกว่า Masstige หรือสินค้าที่ให้ความรู้สึก Prestige แต่ในราคาที่ Mass เข้าถึงได้จริง ไม่ใช่สินค้า Luxury ที่ต้องคิดหนักก่อนซื้อ แต่ก็ไม่ใช่สินค้าทั่วไปที่ไม่มีความพิเศษอะไร และที่สำคัญกลุ่มนี้ไม่ได้ดูแค่ชื่อแบรนด์ แต่เชื่อ Peer Review และ Influencer มากกว่า ทำให้สินค้านำเข้าจากเกาหลีและญี่ปุ่นที่มีรีวิวรองรับจากต่างประเทศมาแล้ว ตอบโจทย์กลุ่มนี้ได้ดีมาก

02_นางพักร์วิมล-สตะเวทิน_1

จุดแข็งที่พร้อมชนกับคู่แข่งในตลาด

ตลาด Beauty Retail ในไทยมีผู้เล่นอยู่ไม่น้อย รวมแล้วมีสาขารวมกันกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ แต่ท็อปส์เชื่อว่า LOOKS มีจุดแข็งที่แตกต่างและพร้อมแข่งขันอยู่ 3 เรื่องหลัก

  • สินค้าที่หาไม่ได้ที่ไหน LOOKS มีสินค้ารวมกว่า 4,000 SKU โดย 15% เป็นสินค้า Only at LOOKS ที่หาจากที่ไหนไม่ได้ อีก 50% เป็นสินค้านำเข้า หลัก ๆ มาจากเกาหลีและญี่ปุ่น อีก 35% เป็นแบรนด์ไทย โดยทีม Sourcing ติดตามเทรนด์จากตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการวิเคราะห์ Influencer Review และความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ผู้ผลิตชั้นนำจากเกาหลี นอกจากนี้ LOOKS ยังมี Private Label ของตัวเองที่ร่วม Co-develop กับ Cosmax ผู้ผลิตเครื่องสำอางรายใหญ่จากเกาหลีใต้ ซึ่งในสาขาแรกจะเปิดตัว 2 แบรนด์คือ Tonepop เครื่องสำอาง ส่วนอีกแบรนด์เป็นแบรนด์ Skincare
  • ราคาเทียบเท่าหิ้วเองจากเกาหลี ด้วยอำนาจการซื้อของท็อปส์ LOOKS สามารถนำสินค้านำเข้ามาจำหน่ายในราคาใกล้เคียงกับราคาต้นทางในต่างประเทศ และการันตีได้ว่าจะได้ ของแท้ ซึ่งช่วยแก้ Pain Point เรื่องของปลอมที่ผู้บริโภคมักกังวลเมื่อสั่งออนไลน์ 
  • ประสบการณ์ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตให้ไม่ได้ แม้ผู้บริโภคจะศึกษาข้อมูลมาจากออนไลน์ก่อน แต่เมื่อถึงเวลาซื้อสินค้า Beauty จริง ๆ พวกเขายังต้องการสัมผัสและทดลองใช้ หัวใจของ LOOKS Standalone จึงอยู่ที่ Solution Bar พื้นที่ที่ลูกค้าสามารถตรวจสอบสภาพผิวและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก LOOKS Beauty Specialist ผู้เชี่ยวชาญประจำร้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาผิวแพ้ง่าย ต้องการเสริม Skin Barrier หรืออยากแก้ปัญหาสิว
19_LOOKS_TOPS-Central-Krabi_2

สาขาแรก ศรีสมาน และแผนขยาย 100 แห่ง

สาขาแรกของ LOOKS Standalone จะเปิดอย่างเป็นทางการที่ โรบินสันไลฟ์สไตล์ ศรีสมาน ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 พื้นที่นี้ถูกเลือกเพราะศักยภาพของกลุ่มลูกค้าครอบครัวรุ่นใหม่ในโซนกรุงเทพตอนเหนือที่กำลังเติบโต และการขยายตัวของชุมชนที่อยู่อาศัยและไลฟ์สไตล์รีเทลในพื้นที่อย่างรวดเร็ว ตัวร้านมาพร้อมดีไซน์โมเดิร์นโทนสีชมพู ขนาดราว 200 ตารางเมตร มีสินค้ากว่า 4,000 รายการ

แผนขยายในปีนี้ตั้งเป้าที่ 10 สาขา โดยในช่วง 1-3 ปีแรก จะเน้นโฟกัสที่กรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ก่อน ประมาณ 70% ของสาขาทั้งหมด เกณฑ์การเลือกทำเลคือมอลล์ที่มี Traffic หนาแน่นและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย Younger Generation ได้ดี โดยเฉพาะโซนที่มีโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยอยู่ใกล้เคียง

ท็อปส์ยังเปิดช่องไว้ว่า LOOKS ไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในห้างสรรพสินค้า แต่สามารถปรับรูปแบบได้ตามพฤติกรรมลูกค้าในแต่ละพื้นที่ เป้าหมายสุดท้ายคือขยาย LOOKS ทุกฟอร์แมตให้ครอบคลุม 100 แห่งภายในปี 2571 และเมื่อรวมกับโซน LOOKS ในท็อปส์จะมีประมาณกว่า 200 สาขา