Strategic Move

‘ไทย’ จะได้อะไร? หากได้เป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030

ประเทศไทยกำลังเสนอตัวเป็นเจ้าภาพงาน WorldPride 2030 ด้วยการเสนอ ภายใต้ชื่อ Bangkok WorldPride และถือเป็น ‘ชาติแรก’ ของภูมิภาคเอเชียที่เสนอชิงสิทธิ์การจัดงานระดับโลกนี้ หวังปักหมุดให้ประเทศไทยเป็น Global Destination ที่โอบรับความหลากหลายและความเท่าเทียมของโลก

WORLDPRIDE2030-01

ประเทศไทยกำลังเสนอตัวเป็นเจ้าภาพงาน WorldPride 2030 ด้วยการเสนอ ภายใต้ชื่อ Bangkok WorldPride และถือเป็น ‘ชาติแรก’ ของภูมิภาคเอเชียที่เสนอชิงสิทธิ์การจัดงานระดับโลกนี้ หวังปักหมุดให้ประเทศไทยเป็น Global Destination ที่โอบรับความหลากหลายและความเท่าเทียมของโลก

สำหรับคู่แข่งสำคัญในการชิงสิทธิ์ครั้งนี้ ก็คือ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน นำเสนอการจัดงานในคอนเซ็ปต์ The Golden Standard ชูความพร้อมและความปลอดภัย ขณะที่ประเทศไทย นำเสนอคอนเซ็ปต์ The Game Changer ชูความเป็นครั้งแรกในเอเชีย และใช้ Pride ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสังคม

โดยการพิจารณาตัดสินจะมีขึ้นในเดือน ม.ค. 2027 ซึ่งหากไทยชนะได้รับสิทธิ์จัดงานมีการประเมินไว้เบื้องต้นว่า ต้องใช้เงินในการจัดงานประมาณ 1,200 ล้านบาท และคาดว่าจะจัดขึ้นในวันที่ 23 ม.ค. - 14 ก.พ. 2030

ประเด็นน่าสนใจ คือ ทำไมไทยถึงเข้าเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 และการจัดงานดังกล่าว จะส่งผลหรือสร้างอิมแพคอะไรให้กับบ้านเรา ? รวมถึงมั่นใจแค่ไหนว่า จะเป็น ‘ผู้ชนะ’ กับการเสนอตัวจัดงานระดับโลกนี้

4-31

‘ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์’ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB เล่าว่า ปัจจุบันไทยได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อประมูลสิทธิ์งานระดับชาตินี้ โดย TCEB ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรภาคประชาสังคม ภาครัฐ และภาคเอกชน เช่น กรุงเทพมหานคร, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงต่างประเทศ, บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ผู้จัดงาน Bangkok Pride Festival, มูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน (ThaiTGA) และอีกหลายองค์กร ซึ่งทุกคนมีความพร้อม

แล้วทำไมต้องเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงานนี้?

  1. เป็นการตอบรับเทรนด์ของโลกในเรื่องความยั่งยืน ที่มีเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมอยู่ด้วย
  2. ต้องการแสดงศักยภาพของไทยทางด้านให้เวทีระดับโลกได้เห็น เพราะกลุ่ม LGBTQ+ ทั่วโลกมองบ้านเราเป็น ‘เมืองแห่งความฝัน’ และเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ที่มีเสถียรภาพและความเท่าเทียมสูง

โดยจากผลการศึกษาความเป็นไปได้ประเมินว่า หากไทยได้เป็นเจ้าภาพงานดังกล่าวจะสร้างอิมแพคใหญ่ให้กับประเทศ ทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคม

เชิงเศรษฐกิจ

  • สร้างเงินหมุนเวียนในประเทศ 24,680 ล้านบาท เป็นผลกระทบโดยตรง 14,652 ล้านบาท ทางอ้อม 8,098 ล้านบาท
  • มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1 ล้านคน เป็นคนไทย 52% ต่างชาติ 48% คาดการใช้จ่าย/วัน/คน : คนไทย 4,287 บาท ต่างชาติ 6,157 บาท
  • สร้างการจ้างงานกว่า 24,602 ตำแหน่ง

เชิงสังคม

  • เป็นหมุดหมายสำคัญที่ประกาศว่าประเทศไทยพร้อมแล้วในเรื่องสิทธิและความเท่าเทียม
  • เกิดการขับเคลื่อนเรื่องนโยบายและกฎหมายต่าง ๆ สำหรับสร้างความเท่าเทียม นอกเหนือจากกฎหมายสมรสเท่าเทียม เพื่อรองรับกลุ่ม LGBTQ+ ทั่วโลก
“เราไม่ได้มองแค่การสร้างรายได้จากการเดินทางเข้ามาในช่วงจัดงานเท่านั้น แต่ยังมีอานิสงค์อื่น ๆ ไปยังเมืองต่าง ๆ ที่ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ พัทยา หรือภูเก็ต และไม่ได้หวังเพียงแค่นักท่องเที่ยว แต่ต้องการดึงดูดนักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น การแพทย์ (Medical), Wellness, Longtivity, อาหาร, เกษตร และยานยนต์ ซึ่งมีคนกลุ่ม LGBTQ+ เป็นส่วนสำคัญในภาคธุรกิจเหล่านี้”
3-50

ส่วนคำถามว่า มีความมั่นใจแค่ไหนว่าจะเป็น ‘ผู้ชนะ’ คว้าสิทธิ์การจัดงาน WorldPride 2030?

ดร.ศุภวรรณ ตอบว่า ‘มั่นใจ’ จากความพร้อมของทีมบวกกับศักยภาพของประเทศ

แต่หากท้ายที่สุด ไทยไม่ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพ การร่วมเสนอชิงสิทธิ์ครั้งนี้ ก็ถือเป็นเวทีสำคัญระดับโลกที่ได้ประชาสัมพันธ์ถึงจุดยืนและความแข็งแรงของไทยในเรื่องความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศ

รวมถึงเป็น ‘จุดเริ่มต้น’ ในการชิงสิทธิ์ในรอบปีถัดไป เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็น Global Destination ที่โอบรับความหลากหลายและความเท่าเทียมของโลก