ในวันที่เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำและกำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวช้า "Big C (บิ๊กซี)" กำลังเร่งหาพื้นที่เติบโตใหม่ และปลายทางสำคัญที่สุดในวันนี้คือ “เวียดนาม” ผ่าน 3 โมเดลหลัก ทั้งค้าส่ง ค้าปลีก และเครือข่ายร้านโชห่วย โดยตั้งเป้าการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 30% ต่อปี
จากค้าส่ง MM สู่เครือข่ายค้าปลีกครบวงจร
ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เจ้าของห้างค้าปลีกบิ๊กซี กล่าวว่า ปัจจุบัน บิ๊กซี มีธุรกิจในเวียดนามผ่าน MM Mega Market Vietnam (MMVN) เน้นรูปแบบขายส่ง (Wholesale) ซึ่งมีสาขารวม 30 แห่ง
โครงสร้างหลักแบ่งเป็นสาขาขนาดใหญ่ประมาณ 19 แห่ง พื้นที่ตั้งแต่ 3,500-8,000 ตารางเมตร ทำหน้าที่เป็นแม่แบบและศูนย์กระจายสินค้าในแต่ละภูมิภาค
ขณะที่อีกส่วนเป็นโมเดลขนาดเล็ก หรือ Depot ซึ่งมีพื้นที่เพียง 500-700 ตารางเมตร ใช้งบลงทุนราว 5-6 ล้านบาทต่อสาขา เน้นเปิดในเมืองรองหรือพื้นที่นอกศูนย์กลางเศรษฐกิจ ทำหน้าที่เป็นจุดกระจายสินค้าให้ร้านค้าและผู้ประกอบการในพื้นที่
นอกจากนี้ ยังมีสาขา Food Service และโมเดลใหม่สาขา Supermarket เจาะกลุ่ม B2C เพิ่มเติม จากเดิมเน้น B2B
สิ่งที่น่าสนใจคือ MM ไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจค้าส่งอีกต่อไป เพราะปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขายผ่านอีคอมเมิร์ซสูงถึง 18% และกำลังพัฒนาโมเดลค้าปลีกควบคู่กันไป

ปี 2570 “Big C” เตรียมกลับสู่เวียดนาม วาง 3 โมเดลเจาะลูกค้ารอบด้าน
อีกหนึ่งหมากสำคัญคือการนำแบรนด์บิ๊กซี กลับเข้าสู่ตลาดเวียดนามอีกครั้ง หลังได้รับสิทธิ์ใช้แบรนด์บิ๊กซีกลับคืนมา และ "บริษัทมีแผนเริ่มใช้ชื่อ บิ๊กซี ในตลาดเวียดนามตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป"
ทำให้โครงสร้างธุรกิจในอนาคตมีความชัดเจนมากขึ้น ดังนี้
-MM Mega Market ทำหน้าที่เป็นธุรกิจค้าส่ง
-Big C เป็นโมเดลค้าปลีก
-ซ้าปต๊ด หรือ Gia Tot ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายร้านโชห่วย คล้ายโมเดล “โดนใจ” ในประเทศไทย
เรียกได้ว่าเป็นการวางตำแหน่งครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่หลังบ้านจนถึงหน้าร้าน

ส่ง “โดนใจเวอร์ชันเวียดนาม” ยึดตลาดโชห่วย 1.25 ล้านร้านค้า
หนึ่งในโอกาสสำคัญที่ BJC มองเห็นคือร้านค้ารายย่อยในเวียดนาม
หากประเทศไทยมีร้านโชห่วยประมาณ 400,000 ร้านค้า เวียดนามมีมากถึง 1.25 ล้านร้านค้า
ขณะเดียวกันรัฐบาลเวียดนามเริ่มผลักดันให้ร้านค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบภาษี VAT อย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ร้านค้าจำนวนมากไม่สามารถซื้อสินค้านอกระบบได้เหมือนเดิม
นโยบายดังกล่าวกลายเป็นโอกาสโดยตรงของ MM เพราะร้านค้าเหล่านี้ต้องหันมาซื้อสินค้าจากผู้จัดจำหน่ายที่อยู่ในระบบภาษีแทน
บิ๊กซี จึงนำโมเดล “โดนใจ” จากไทยไปพัฒนาเป็นเครือข่ายร้านค้าท้องถิ่นในเวียดนามภายใต้ชื่อ “ซ้าปต๊ด” หรือ Gia Tot ซึ่งมีความหมายว่า “ราคาคุ้มค่า”
โมเดลนี้จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภคระดับชุมชน และช่วยขยายเครือข่ายร้านค้าในระบบของ MM ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว

ลงทุน 5 ปี 2.5-5 พันล้านบาท ขยาย 24 สาขา ลุยเมืองรองรับแผนปฏิรูปประเทศ
สำหรับแผนการดำเนินงานระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569-2573) บริษัทจะขยายสาขาในเวียดนามเพิ่มอีก 24 แห่ง ภายใต้งบลงทุนปีละ 500-1,000 ล้านบาท (รวมประมาณ 2,500-5,000 ล้านบาท) โดยตั้งเป้าเติบโต 30% ต่อปี
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เปิดเกมรุกในตลาดเวียดนาม เนื่องจากเป็นตลาดศักยภาพสูง มีประชากรร่วม 100 ล้านคน และ GDP ขยายตัวอันดับต้น ๆ ของอาเซียน
โดยที่ผ่านมาธุรกิจในเวียดนามมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2568 ที่ผ่านมา MMVN ขยายตัว 37% (YoY) และในไตรมาส 1 ปี 2569 ทำยอดขายอยู่ที่ 4,506 พันล้านดง เติบโตเพิ่มขึ้นพุ่งทะยานถึง 20.5% (YoY)
รวมไปถึงการปฏิรูปโครงสร้างการปกครองของรัฐบาลเวียดนาม ซึ่งปรับจำนวนเขตเศรษฐกิจจากกว่า 63 เขต เหลือ 34 เขตเศรษฐกิจหลัก ทำให้การพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานมีทิศทางชัดเจนมากขึ้น เมืองใหญ่สามารถดึงการเติบโตไปสู่เมืองรอบข้างได้ง่ายขึ้น
ดังนั้น หากเปิดสาขาเพิ่มตามแผนได้ครบ 24 แห่ง จะทำให้ MM ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจหลักเกือบทั้งหมดของประเทศเวียดนาม พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้บิ๊กซี นำเครือข่ายซัพพลายเออร์จากไทยเข้าไปเติบโตในเวียดนามควบคู่กันได้

ไม่ทิ้งตลาดไทย ลงทุน 12,000 ล้านบาท ขยาย-รีโนเวตบิ๊กซี
แม้จะเร่งลงทุนในเวียดนาม แต่ตลาดไทยยังคงเป็นฐานรายได้หลักของบริษัท โดยปี 2569 เตรียมงบลงทุนราว 12,000-14,000 ล้านบาท ขยายสาขาใหม่ และรีโนเวตสาขาเดิมรวม 200 สาขา
โดยเน้นไปที่สาขาขนาดเล็ก อาทิ อัปเกรด Big C Mini สู่โมเดลใหม่ในรูปแบบ Convenience Store มากขึ้น จากเดิมที่มีสินค้าประมาณ 6,000 SKU จะเพิ่มเป็น 8,000 SKU และในอนาคตอาจขยายไปถึง 10,000 SKU เพื่อเพิ่มความครบครันและตอบโจทย์การซื้อสินค้าใกล้บ้าน
ทั้งนี้ ในไตรมาส 1 ได้ขยายสาขาขนาดเล็กรวม 25 สาขา ขยายเครือข่ายร้านโดนใจทะลุ 30,000 แห่ง และรีโนเวตสาขารวม 5 แห่ง ได้แก่ ไฮเปอร์มาร์เก็ตหาดใหญ่ 1 สาขา และสาขา Big C Place 4 สาขา ได้แก่ สาขาน้ำโสม, ระโนด, ภูเวียง และชุมพวง
อย่างไรก็ดี ในไตรมาส 1 ปี 2569 บิ๊กซีมีรายได้ราว 24,436 ล้านบาท (คิดเป็น 63% ของยอดขายในกลุ่ม BJC) ลดลง 4.1% (YoY) แต่สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ดีขึ้น อยู่ที่ 18.3% เพิ่มขึ้น 12bqs (YoY)
ขณะที่ปัจจุบันบิ๊กซีมีสาขาในไทยรวมประมาณ 1,731 แห่ง (ไม่นับรวมร้านโดนใจอีก 30,000 แห่ง) แบ่งเป็น
-Big C Hypermarket 152 สาขา
-Big C Supermarket 52 สาขา
-Big C mini 1,507 สาขา
-Big C Food Services 5 สาขา
-Big C Depot 6 สาขา
-Open-air market 9 แห่ง