ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของตลาดเบเกอรี่ไทย ทั้งจากผู้เล่นในไทยและต่างประเทศ แต่ชื่อของ “ยามาซากิ” (Yamazaki) ยังคงเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 40 ปี และยังสามารถสร้างรายได้เติบโตต่อเนื่อง
สะท้อนจากตัวเลขผลประกอบการ บริษัท ไทยยามาซากิ จำกัด ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (อ้างอิงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า)
ปี 2565
-รายได้รวม 1,053 ล้านบาท (+30% YoY)
-กำไรสุทธิ 57.8 ล้านบาท (+8,461% YoY)
ปี 2566
-รายได้รวม 1,324 ล้านบาท (+25% YoY)
-กำไรสุทธิ 100 ล้านบาท (+73% YoY)
ปี 2567
-รายได้รวม 1,708 ล้านบาท (+28% YoY)
-กำไรสุทธิ 154 ล้านบาท (+54% YoY)
ปี 2568
-รายได้รวม 2,020 ล้านบาท (+18% YoY)
-กำไรสุทธิ 163 ล้านบาท (+5.55% YoY)
อะไรคือเหตุผลที่ทำให้แบรนด์ขนมปังสัญชาติญี่ปุ่นรายนี้ยังเติบโตได้ในวันที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากกว่าที่เคย ?
หากมองลึกลงไป ยามาซากิไม่ได้แข่งขันในฐานะ “ร้านเบเกอรี่” เพียงอย่างเดียว แต่กำลังอยู่ในตลาดอาหารพร้อมรับประทาน (Ready to Eat) และมื้อเร่งด่วน ที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก
ทาร์เก็ตราคาเข้าถึงง่าย-ซื้อซ้ำได้บ่อย
จุดแข็งสำคัญของยามาซากิคือการวางตัวเองเป็นร้านเบเกอรี่คุณภาพในราคาเริ่มต้นหลักสิบเท่านั้น อาทิ
-ขนมปังมันเทศสีส้ม ราคา 42 บาท/ชิ้น
-ช็อกโกแลตแมสซี่ ราคา 40 บาท/ชิ้น
-ซีบร้าครัวซองต์ ราคา 18 บาท/ชิ้น
-โคโนโรเน็ตไส้ครีม ราคา 30 บาท/ชิ้น
จะเห็นว่ายามาซากิวางทาร์เก็ตเป็นขนมปังคุณภาพสูงกว่าขนมปังทั่วไป แต่เข้าถึงง่าย ราคาไม่สูงเกินจนผู้บริโภครู้สึกว่าต้องใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ทำให้สามารถซื้อซ้ำได้บ่อย ทั้งกลุ่มวัยทำงาน และนักเรียน/นักศึกษา
ตำแหน่งทางการตลาดเช่นนี้ช่วยให้แบรนด์ได้รับประโยชน์ในช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน เพราะผู้บริโภคอาจลดการใช้จ่ายในร้านอาหารหรือคาเฟ่ราคาแพง แต่ยังคงยอมจ่ายกับสินค้าที่ให้ความคุ้มค่าและคุณภาพดี
พาแบรนด์ไปให้ลูกค้าเจอได้ทุกวัน
อีกปัจจัยสำคัญคือการเลือกทำเล ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยามาซากิ เลือกเปิดสาขาในจุดที่มีผู้คนสัญจรจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า หรือตามสถานีรถไฟฟ้า
โมเดลนี้ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าในชีวิตประจำวัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบการตลาดมหาศาลเพื่อดึงคนเข้าร้าน
ยิ่งในช่วงที่กำลังซื้อชะลอตัว ผู้บริโภคมักตัดสินใจซื้อสินค้าจากร้านที่สะดวกและเข้าถึงง่าย ทำให้ยามาซากิยังคงได้เปรียบจากเครือข่ายสาขาที่กระจายอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทั่วเมือง
พลังของแบรนด์ญี่ปุ่นที่สั่งสมมานานกว่า 40 ปี
การเข้ามาทำตลาดในไทยตั้งแต่ปี 2527 ทำให้ยามาซากิกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์เบเกอรี่ญี่ปุ่นที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุด
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แบรนด์สามารถสร้างภาพจำเรื่องคุณภาพ ความสะอาด และมาตรฐานการผลิตแบบญี่ปุ่นได้อย่างต่อเนื่อง
ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยด้านอาหารและคุณภาพสินค้า ภาพลักษณ์ดังกล่าวยังคงเป็นแต้มต่อสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า
โรงงานขนาดใหญ่ ช่วยเรื่องต้นทุน
เบื้องหลังความสำเร็จของยามาซากิไม่ได้อยู่ที่หน้าร้านเพียงอย่างเดียว แต่คือระบบการผลิตในระดับอุตสาหกรรม
การมีฐานการผลิตขนาดใหญ่ช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพสินค้าได้สม่ำเสมอ พร้อมบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากค่าแรง ค่าเช่า และต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ร้านเบเกอรี่รายเล็กจำนวนมากต้องเผชิญความท้าทายด้านต้นทุน ยามาซากิกลับได้เปรียบจากขนาดธุรกิจที่ใหญ่พอจะสร้างประสิทธิภาพในการผลิตและกระจายสินค้า
เราจะเห็นจุดได้เปรียบนี้ผ่านตัวเลขผลประกอบการของยามาซากิ ปี 2568 แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ
1.โครงสร้างรายได้และต้นทุน (Revenue & Cost Structure)
-รายได้รวม 2,020 ล้านบาท
-ต้นทุนขาย 1,083 ล้านบาท เมื่อเทียบกับรายได้หลักแล้ว คิดเป็นสัดส่วน 53.93%
2.ความสามารถในการทำกำไร (Profitability Ratios)
-กำไรขั้นต้น (Gross Profit) 926 ล้านบาท คิดเป็น อัตรากำไรขั้นต้น 46.07% (คำนวณจากรายได้หลัก) สะท้อนว่าแบรนด์ยามาซากิมีความแข็งแกร่งในการตั้งราคา (Pricing Power) และมีอัตรากำไรต่อชิ้นที่ค่อนข้างดีมาก
-ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) 732 ล้านบาท คิดเป็น 36.28% ของรายได้รวม ถือเป็นจุดที่สูงที่สุดของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของธุรกิจเบเกอรี่ที่มีสาขาจำนวนมากตามห้างสรรพสินค้าและสถานีรถไฟฟ้า เนื่องจากต้องแบกรับค่าเช่าพื้นที่ ค่าน้ำค่าไฟ และค่าแรงของพนักงานหน้าร้านจำนวนมาก
3.บรรทัดสุดท้ายของงบการเงิน
-กำไรก่อนภาษี 203 ล้านบาท
-ภาษีเงินได้ 39 ล้านบาท (คิดเป็นอัตราภาษีที่แท้จริงประมาณ 19.58%)
-กำไรสุทธิ (Net Profit) 163 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 8.09%
ดังนั้น เหตุผลที่ทำให้ยามาซากิยังเติบโตจนสร้างรายได้ระดับ 2,000 ล้านบาทได้อย่างต่อเนื่อง คงไม่ใช่เพราะเป็นร้านขนมปังที่อยู่มานานเท่านั้น
แต่เป็นเพราะแบรนด์สามารถวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันผู้บริโภค ขายสินค้าที่ซื้อซ้ำได้บ่อย อยู่ในทำเลที่เข้าถึงง่าย และรักษาสมดุลระหว่างคุณภาพกับราคาจนกลายเป็น “เบเกอรี่แมสพรีเมียม” ที่ครองใจผู้บริโภคไทยมานานกว่า 4 ทศวรรษ แม้ตลาดจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด