ตลาดเครื่องจักรทางการเกษตรไทยระอุ หลังทุนจีนส่งสินค้าราคาถูก ทุบกระดานราคาดิ่งลงกว่าครึ่ง ทำผู้ประกอบการไทยระเนระนาด บางส่วนถอดใจผันตัวเป็นผู้นำเข้าแทน "CLP" ปรับตัวครั้งใหญ่ ส่งโมเดล "Subscription" รายเดือน
ทุนจีนบุกตลาด 5 ปี ดั๊มป์ราคาต่ำกว่า 50-60% ผู้ประกอบการไทยล้มหายตายจาก
วัชรา ลี้โกมลชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CLP Group ผู้ดำเนินธุรกิจด้านเครื่องจักรทางการเกษตร เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปี 2562-2563 ทุนจีนได้เริ่มเข้ามาตีตลาดเครื่องจักรทางการเกษตรในไทย โดยเฉพาะกลุ่มไซซ์เล็กใช้ในครัวเรือน (Household)
ทว่าสถานการณ์เริ่มทวีความรุนแรงในช่วง 5 ปีหลังมานี้ โดยสินค้าจีนเข้ามาเปลี่ยนกระดานราคาตลาดไป จากเดิมราคาเครื่องจักรการเกษตรไทยอยู่ที่ราว 40,000-50,000 บาท/ชิ้น แต่ทุนจีนดั๊มป์ราคาลงไปเหลือไม่เกิน 20,000 บาท/ชิ้น ถูกกว่าของไทย 50-60%
ปัจจัยหลักข้อได้เปรียบของสินค้าจีน คือ มี Economies of Scale ดีกว่าผู้ประกอบการไทย โดยการผลิต 1 รอบ ทำได้หลักล้านเครื่อง ขณะที่ในไทยผลิตรอบละหลักร้อยเครื่องเท่านั้น
สภาวะดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยในเซกเมนต์เดียวกันล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมากเนื่องจากสู้ต้นทุนไม่ไหว จนปัจจุบันแทบไม่เหลือผู้ผลิตที่พัฒนาเทคโนโลยีเองในกลุ่มสินค้าครัวเรือน (Household) นี้แล้ว
ขณะที่กลุ่มที่ยังเหลือรอดอยู่ก็ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยหลายรายเลือกที่จะ "เลิกผลิตเอง" แล้วหันไปรับนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปจากจีนเข้ามาแทน จากนั้นจึงนำมาปรับแต่งฟังก์ชันเสริม (Modify)
ลุยโมเดล subscription แก้เกม
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสินค้าจีนขายดีในไทย เนื่องจากเกษตรกรในไทยราว 90% เป็นรายย่อย มีงบประมาณจำกัด จึงเลือกซื้อของจีนที่ราคาเข้าถึงง่ายมากกว่า แม้จะไม่มีบริการหลังการขาย หรือใช้แล้วต้องเปลี่ยนเครื่องทุกปีก็ตาม
ดังนั้น กลยุทธ์การรับมือของ CLP คือ การเน้นเรื่อง R&D นวัตกรรมการเกษตร โดยเน้นไปที่เครื่องจักรทางการเกษตรขนาดกลาง-ใหญ่ จับ "ตลาดระดับชุมชนและวิสาหกิจชุมชน" ซึ่งต้องการเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า เสถียรกว่า และมีบริการหลังการขายที่มั่นใจได้
อย่างไรก็ดี เพื่อแก้ข้อจำกัดของเกษตรกรและชุมชนที่ไม่ต้องการแบกรับต้นทุนก้อนโตท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซา CLP ได้เปิดตัว Business Model ใหม่ คือ ระบบ subscription หรือ โมเดลเช่าเครื่องจักรตามฤดูกาล (ไม่จำเป็นต้องเช่าทั้งปี เลือกเป็นช่วง ๆ ของปีได้)
ยกตัวอย่าง
-เครื่องสีข้าวตัวไฮไลต์ของ CLP ปกติถ้าซื้อจะมีราคาอยู่ที่ 220,000 บาท
-รูปแบบ subscription เกษตรกรไม่ต้องซื้อขาด แต่จ่ายค่าสมาชิกรายเดือนเพียง 2,000 - 4,000 บาท โดยเลือกจ่ายเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่ใช้งานได้
-สิทธิประโยชน์ มีระบบเมมเบอร์ชิป และสามารถนำผลผลิตกลับมาขายให้ CLP ได้อีกด้วย (ช่วยให้ชุมชนยืนได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องทำคอนแทรคฟาร์มมิ่ง)
ปัจจุบันนำร่องเฟสแรกไปแล้ว 20 กลุ่มในพื้นที่ภาคอีสาน ภาคเหนือตอนล่าง (สุโขทัย, พิษณุโลก) และกำลังขยายไปภาคใต้
"สำหรับปี 2569 จากการลุยโมเดล subscription บริษัทตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ประมาณ 800 ล้านบาท"