Strategic Move

กำไร vs ความยั่งยืน ความท้าทายใหญ่ ‘ฟาสต์ รีเทลลิ่ง’ บริษัทแม่ยูนิโคล่ เพื่อก้าวสู่ ‘อุตสาหกรรมใหม่’ ที่รับผิดชอบต่อโลก

ในยุคที่อุตสาหกรรมแฟชั่นถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ‘ฟาสต์ รีเทลลิ่ง’ (Fast Retailing) บริษัทแม่ยูนิโคล่ หนึ่งในยักษ์ใหญ่ใน Fast Fashion ของโลกได้ประกาศเดินหน้าธุรกิจภายใต้แนวคิด LifeWear = A New Industry ซึ่งไม่ใช่แค่การขายเสื้อผ้า

REUNIQLO-01.jpg

แต่เป้าหมาย คือ การสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนตลอด Value Chain ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต ไปจนถึงการจำหน่ายสินค้า ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่อุปทาน

โดยภายในปี 2030 ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของตนเอง (Own Operation) ลง 90%, ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Supply Chain ลง 30% และตั้งเป้าใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุ Low GHG ให้มีสัดส่วน 50% รวมถึงให้ความสำคัญกับการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม ‘เอโกะ เชอร์บะ’ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดด้านความยั่งยืน กลุ่มบริษัท ฟาสต์ รีเทลลิ่ง บอกว่า บนเส้นทางสู่เป้าหมายปี 2030 ของบริษัทยังต้องเผชิญกับ ‘โจทย์หิน’ เพื่อจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว นั่นคือ

1.ความสมัครใจของซัพพลายเออร์

ขณะที่กลุ่มบริษัท ฟาสต์ รีเทลลิ่ง สามารถทำผลงานได้ดีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของตนเอง ซึ่งมีแนวโน้มจะบรรลุเป้าหมายก่อนกำหนด แต่การลดการปล่อยก๊าซในฝั่ง Supply Chain ยังเผชิญความท้าทาย

เนื่องจากกระบวนการต่างๆ ขึ้นอยู่กับการสมัครใจของซัพพลายเออร์ที่มีอยู่กว่า 100 รายในหลายประเทศ เช่น ไทย เวียดนาม จีน และอินเดีย ฯลฯ ส่วนทางบริษัททำได้เพียงการหารือและสนับสนุนต่อเนื่องเท่านั้น

2. กำแพงทางเทคโนโลยี

แม้จะเห็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล ยกตัวอย่างเช่น Down Jacket มีเพิ่มมากขึ้น แต่การนำเส้นใยสิ่งทอกลับมารีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ยังคงเป็นกระบวนการทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนมาก ซึ่งถือเป็นความท้าทายหากต้องการบรรลุเป้าหมายในเรื่องนี้

3. การเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค

หนึ่งในหัวใจของการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ คือ Circular Economy คือการทำให้เสื้อผ้ามีอายุการใช้งานนานที่สุด โดยยูนิโคล่พยายามผลักดันบริการ RE.UNIQLO Studio เพื่อซ่อมแซมและต่ออายุเสื้อผ้า

ทว่าการเข้าถึงบริการดังกล่าวยังจำกัด ที่ปัจจุบันมีเพียง 67 แห่งทั่วโลก และในประเทศไทยมีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น

ขณะที่เมื่อผู้บริโภคไม่ต้องการใช้งานเสื้อผ้าต่อแล้ว แม้กลุ่มบริษัท ฟาสต์ รีเทลลิ่ง จะมีการจัดตั้ง Recycle Box และมีโมเดลธุรกิจเสื้อผ้ามือสอง ซึ่งปัจจุบันมีการทดลองจำหน่ายเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น 2 สาขา เพื่อสร้างคุณค่าให้กับเสื้อผ้าอีกครั้ง

แต่การเปลี่ยนใจผู้บริโภคให้หันมาซ่อมแซมแทนการทิ้ง หรือการจูงใจให้นำเสื้อผ้ามาคืนที่ Recycle Box ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องสร้างการมีส่วนร่วมอย่างหนักและต่อเนื่อง

4. จุดสมดุลระหว่าง ‘กำไร’ และ ‘ความยั่งยืน’

สำหรับสิ่งที่ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดด้านความยั่งยืน กลุ่มบริษัท ฟาสต์ รีเทลลิ่ง มองว่า เป็นบททดสอบที่สำคัญที่สุด ก็คือ การรักษาความสมดุลระหว่างการสร้างผลกำไรและขับเคลื่อนธุรกิจไปพร้อมกับการคืนคุณค่าให้สังคมและความยั่งยืนแบบไม่ทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่งไป

แต่เธอเชื่อว่า หากองค์กรขนาดใหญ่ทำได้สำเร็จ จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกได้อย่างมีนัยสำคัญมากกว่าองค์กรขนาดเล็ก

ดังนั้น ก้าวต่อไปของฟาสต์ รีเทลลิ่ง คือ การพิสูจน์ว่าโมเดลธุรกิจที่เดินภายใต้แนวคิด LifeWear = A New Industry จะสามารถอยู่รอดได้จริงและสร้างให้เกิดความยั่งยืนตลอด Value Chain อย่างเป็นรูปธรรมที่รอการพิสูจน์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้