Strategic Move

ถอดกลยุทธ์ Marshall เมื่อ ‘ร็อครุ่นเก๋า’ สลัดลุคขรึม สู่ไอคอนนิกของ Gen Z และ Alpha

หากพูดถึงแบรนด์เครื่องเสียงระดับโลกที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน ชื่อของ Marshall ซึ่งก่อตั้งโดย Jim Marshall ย่อมยืนหนึ่งในใจของใครหลายคน ด้วยภาพจำแบรนด์สัญชาติอังกฤษที่มีความเป็น Rock and Roll สูง ดูขรึมและมีอายุเพราะมีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 60 ปี

MARSHALLROCK-01.jpg

ทว่าในโลกการตลาดยุคปัจจุบันที่ผู้บริโภคหลักกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เจเนอเรชันใหม่อย่าง Gen Z และ Gen Alpha การรักษาความเก๋าแบบเดิมอาจไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนแบรนด์ไปข้างหน้า จึงถึงจุดเปลี่ยนให้แบรนด์ระดับตำนานแบรนด์นี้ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเช่นกัน 

.

โดยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา Marshall ได้เริ่มทำการรีเฟรซแบรนด์ให้ดูเด็กและเข้าถึงง่ายขึ้น ผ่านการปรับ ‘โปรดักท์’ ให้มีความหลากหลาย และมีสีสัน เพื่อสอดรับกับความต้องการและไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ได้แก่ 

-การแตกพอร์ตสินค้า ในกลุ่ม Portable หรือลำโพงพกพาขนาดเล็ก และหูฟัง ทั้งแบบมีสายและไร้สาย 

- นอกเหนือจากสีดำคลาสสิก ได้มีการเพิ่มรุ่นและสีสันใหม่ ๆ เพื่อให้เป็นทางเลือกและตอบโจทย์ความชอบรายบุคคลของ Gen Z ไปจนถึงGen Alpha

-ราคาจับต้องได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่าง กลุ่มหูฟัง จากเดิมราคาจะเริ่มต้นที่ 5,000–6,000 บาท ตอนนี้ทาง Marshall ได้ขยายฐานราคาให้กว้างขึ้นลงมาเริ่มต้นที่ 2,490 บาท สูงสุดประมาณ 12,990 บาท ช่วยเพิ่มอำนาจการซื้อให้เด็ก ๆ วัยรุ่นเริ่มต้นเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น

ส่วนในปี 2026 Marshall ได้เดินหน้า Global Direction ใหม่อย่างเต็มตัว ผ่านสโลแกนใหม่ล่าสุด ‘Made of Loud’ การเป็นกระบอกเสียงและเป็นแรงสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ที่มีพลังสร้างสรรค์กล้าแสดงออกจุดยืนของตนเอง 

ภายใต้ทิศทางนี้ ‘หทัยชนก อรรถบุรานนท์’ Head of Music and Culture จาก Marshall เล่าว่า แบรนด์เลือกจะสร้าง Emotional Connection หรือความผูกพันเชิงอารมณ์ผ่าน ‘ดนตรี’ เพราะเชื่อว่า การมอบประสบการณ์เสียงที่ซื่อตรงและตรงกับต้นฉบับมากที่สุด จะทำให้คนรุ่นใหม่สัมผัสได้ถึง ‘ความจริงใจ’ และหลงรักแบรนด์จนเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าของ Marshall ในที่สุด

เพราะเชื่อว่า การมอบประสบการณ์เสียงที่ซื่อตรงและตรงกับต้นฉบับมากที่สุด จะทำให้คนรุ่นใหม่สัมผัสได้ถึง ‘ความจริงใจ’ และหลงรักแบรนด์จนเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าของ Marshall ในที่สุด 

สำหรับ Marshall ในประเทศไทย นอกจากกลยุทธ์ข้างต้นแล้ว ยังมีการสร้างประสบการณ์ร่วมผ่านโครงการ The Echo of Thai Sound ด้วยการเฟ้นหา 6 ศิลปินรุ่นใหม่ที่มีพลังในการส่ง Soft Power ของไทยสู่เวทีโลก ซึ่งหลักการคัดเลือก ประกอบด้วย

1.ต้องเป็นศิลปินที่มีการสอดแทรกเรื่องราว แรงบันดาลใจ หรือวัฒนธรรมความเป็นไทยในผลงาน

2.Originality แต่งเพลงและพัฒนางานด้วยตัวเอง

3.Market Potential มีคาแรกเตอร์และความสามารถมากพอที่จะเติบโตในเส้นทางอาชีพได้จริง

โดยศิลปินเหล่านี้จะได้รับการบ่มเพาะผ่านเวิร์คชอป และ  Mentor Program จาก ‘โอม-ปัณฑพล ประสารราชกิจ’ นักร้อง, นักธุรกิจ และผู้ก่อตั้งบริษัท ครึ่งเก้า จำกัด ในพาร์ทของ Artist Management & Marketing และ 'ณัฐพล เสียงสุคนธ์' ผู้ก่อตั้ง The Paradise Bangkok Molam International Band ที่มีประสบการณ์ในการทัวร์ยุโรปมานานร่วมแชร์ประสบการณ์การทัวร์ยุโรป เพื่อเตรียมความพร้อมให้ศิลปินเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก

นอกจากนี้ ด้วยความที่ Marshall ในประเทศไทยทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทั้งด้าน ‘ยอดขาย-อัตราการเติบโต-ความแข็งแกร่งของแบรนด์’ บวกกับผู้บริโภคชาวไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง รู้ลึกถึงประวัติศาสตร์แบรนด์ และหลายคนเป็นนักสะสมที่มีสินค้าของ Marshall มากกว่า 1 ชิ้น 

การเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ทางหทัยชนกเลือกสร้างความแตกต่างให้มากกว่า Global Campaign ที่มี ด้วยการสร้าง Marshall Live House แห่งแรกและแห่งเดียวในโลก เพื่อเป็นศูนย์กลางให้บรรดาสาวกของแบรนด์และคนรุ่นใหม่ได้สัมผัสประสบการณ์ที่มากกว่าแค่การอ่านรีวิว

ทั้งหมด เป็นการตอบทิศทางธุรกิจและเป้าหมายใหญ่ของ Marshall ที่ไม่ใช่แค่การขายเครื่องเสียงเท่านั้น แต่ต้องการ ‘สร้างความสัมพันธ์ระยะยาว’ กับกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ที่กว้างขึ้นและเด็กลง โดยใช้คุณค่าของแบรนด์ (Brand Value) และความผูกพันกับวัฒนธรรมดนตรีเป็นหัวใจหลัก เพื่อเข้าถึงและเป็น Brand love ของคนรุ่นใหม่ จนพวกเขาเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าของ Marshall ในที่สุด