‘ใบชาตราสามม้า’ แบรนด์เก่าแก่ที่อยู่คู่สังคมไทยมาเกือบ 90 ปี กำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ จากชาที่ดื่มทุกวัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลุ่มผู้บริโภคเดิมมีอายุมากขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็ไม่นิยมชงดื่มเพราะมองว่า ยุ่งยาก จนตอนนี้ใบชาสามม้ากลายเป็นเพียง 'ชาไหว้เจ้า' หรือไหว้บรรพบุรุษในช่วงเทศกาลที่คนจะซื้อไม่กี่ครั้งต่อปีเท่านั้น
ภาพที่เกิดขึ้น ‘อิศเรศ อุณหเทพารักษ์’ ทายาทรุ่น 3 ใบชาสามม้า มองว่า หากแบรนด์ไม่ปรับตัว อาจจะล้มหายตายจากไป และเหลือแค่ตำนาน ทำให้ตัดสินใจมองหาธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อสร้าง New S-Curve พาใบชาสามม้าให้เป็นแบรนด์ร้อยปี และส่งต่อธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นไม่ให้หายไป
“พอได้ข้อสรุป เมื่อ 5 ปีก่อนก็เริ่มทำรีเสิร์ชว่าจะทำธุรกิจใหม่อะไรดี ซึ่งตอนแรกคิดจะทำเครื่องดื่มพร้อมดื่ม หรือ RTD แต่พบว่า การเข้าสู่ตลาดนี้เป็นอีกเกมหนึ่งที่ต้องใช้งบลงทุนสูงมาก ทั้งการผลิตและการตลาดที่ต้องไปสู้กันอย่างหนักหน้าชั้นวางสินค้า ทำให้เรามองหาธุรกิจอื่นที่เหมาะสมและมีความไปได้ในสถานการณ์แบบนี้”

จนสุดท้าย ทางอิศเรศเลือกใช้โมเดล Retail Store ด้วยการแตกไลน์ธุรกิจเปิดร้านชาไทย ภายใต้ชื่อ Chalong (ฉลอง) เพื่อสร้าง Value Proposition รวมไปถึงทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายและเร็วขึ้น
แต่คำถาม คือ ท่ามกลางสมรภูมิร้านชาที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะตลาดชาไทย ซึ่งเจ้าตลาดแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ทำไม Chalong ถึงเลือกลงสนามนี้?
ทายาทรุ่น 3 ใบชาสามม้า ให้คำตอบว่า
1. หากต้องการเปิดร้านเครื่องดื่มในไทย สินค้าที่ขายดีและเป็นที่คุ้นเคยของคนไทยมากที่สุด นั่นก็คือ ‘ชาไทย’ ดังนั้นหากต้องการทำร้านให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องมีเมนูชาไทยเป็นโปรดักต์ชูโรง เพื่อดึงดูดลูกค้า
2.พื้นฐานของใบชาตราสามม้า เป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้นำเข้าชารายใหญ่ของไทยมา 90 ปี ทำให้สามารถคัดสรรใบชาสายพันธุ์คุณภาพดีจากไร่ Contract Farming ทั้งในไทย ไต้หวัน และจีน มาเบลนด์ (Blend) จนได้รสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงจะนำประเด็นนี้มาสร้างเป็นจุดแข็งสำหรับแข่งขัน
3.การหาช่องว่างในตลาด โดยแทนที่จะแข่งในตลาด ‘ชาไทยสูตรดั้งเดิม’ ซึ่งเน้นรสชาติจัดจ้าน กลิ่นสี และนมข้นหวาน ทาง Chalong เลือกสร้างความต่าง ด้วยการชูจุดเด่นเรื่อง ‘ชาไทยคุณภาพสูงที่มีรสชาติธรรมชาติ ไม่ใส่สี ไม่ผสมแป้ง และไม่แต่งกลิ่น’ เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคที่ต้องการความแตกต่าง
พร้อมกับวางตำแหน่งแบรนด์เป็น Premium Mass ขายชาแก้วละ 70-85 บาท เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงชาคุณภาพสูงได้ทุกวัน ส่วนกลุ่มลูกค้า โฟกัสไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ และ First Jobber เนื่องจากมีกำลังซื้อและมีความถี่ในการซื้อสูง
หากไม่ได้รางวัลระดับโลกมาการันตี จะไม่เปิดร้าน
อย่างไรก็ตาม ด้วยการเป็นแบรนด์น้องใหม่ ทางทายาทรุ่น 3 ใบชาสามม้า จึงตั้งใจว่า หากไม่ได้รางวัลระดับโลกมาการันตีรสชาติ จะไม่ยอมเปิดร้าน ดังนั้น ก่อนจะเปิดร้านจึงใช้เวลา 2 ปี คิดค้นและปรับสูตรชาไทย จนคว้ารางวัล Superior Taste Award ระดับ 3 ดาว ซึ่งเปรียบเสมือนรางวัลมิชลินสตาร์ของวงการเครื่องดื่มมาครองได้สำเร็จ
และจากการคว้ารางวัลดังกล่าว ก็เป็นที่มาของชื่อแบรนด์ Chalong ที่มาจากความรู้สึกดีใจเมื่อได้รับรางวัล พร้อมกับวางคอนเซ็ปต์แบรนด์ไว้ว่า Celebrate Every Moment การแบ่งปันช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองให้กับทุกคน

ปัจจุบัน Chalong มีด้วยกัน 2 สาขา ได้แก่ สาขาเยาวราช และบรรทัดทอง โดยภายในปีนี้จะเปิดให้ครบ 8 สาขา เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแผนจะขยายเข้าสู่ตลาดชาพร้อมดื่มในอีก 3-4 ปีข้างหน้า
“แม้ตอนนี้เรายังไม่ทำ RTD เพราะต้องการสร้างให้ Chalong แข็งแรงก่อน แต่สุดท้ายเราเชื่อว่า ยังไงก็ต้องทำ RTD เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น"
สำหรับการส่ง Chalong เข้ามาในตลาดชาไทยตอนนี้ หากพิจารณาตามความเป็นจริงของตลาดที่มีผู้เล่นมากมาย แถมมีเจ้าตลาดที่แข็งแกร่งและอยู่ในตลาดมานาน
ทางทายาทรุ่น 3 ชาสามม้ายอมรับว่า ‘ช้าไป’ แต่ ‘ไม่สายเกินไป’ ที่จะเริ่มต้นสร้าง New S-Curve เพื่อให้แบรนด์ระดับตำนานแบรนด์นี้ สามารถเดินหน้าเป็นแบรนด์ร้อยปีในอนาคต
ที่สำคัญแม้จะเป็นแบรนด์น้องใหม่เปิดมาได้ 4 เดือน ก็ได้รับการตอบรับดีมาก ยกตัวอย่างสาขาแรกที่เยาวราชเคยทำยอดขายได้สูงสุดถึง 1,200 แก้วต่อวัน และมีการแชร์ในโซเชียลมีเดียกว่า 4 ล้านครั้ง สะท้อนว่า ตลาดยังพร้อมเปิดรับแบรนด์ใหม่ที่มีจุดยืนชัดเจน
