Strategic Move

Kidzooona ไม่หวั่นเด็กเกิดน้อย เน้นแตกโมเดลใหม่-ปรับราคาตามกำลังซื้อจริง ปั้น ‘สวนสนุกในร่ม’ มัดใจครอบครัวไทยยุคใหม่

ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจสวนสนุกในร่มในประเทศไทยต้องเผชิญกับหลายปัจจัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การก้าวเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ ไปจนถึงความท้าทายระดับโครงสร้างประชากรอย่าง ‘ภาวะเด็กเกิดน้อย’ และ ‘เศรษฐกิจที่ชะลอตัว’

KIDZOOONA-01.jpg

แต่ ‘มานาบุ โชสะ’ กรรมการผู้จัดการ ของ Kidzooona (คิดส์ซูน่า) ผู้ให้บริการสวนสนุกในร่ม ภายใต้บริษัท อิออน แฟนตาซี (ไทยแลนด์) จำกัด บอกกับ Positioning ว่า เขาไม่ได้มองปัจจัยเหล่านี้เป็นอุปสรรคหรือวิกฤต แต่เป็นโจทย์ใหม่และโอกาสทองทางธุรกิจ

“เรื่องเศรษฐกิจและเด็กเกิดน้อยที่ญี่ปุ่นก็เป็นเหมือนกัน แต่ธุรกิจของเรายังขยายและเติบโตได้ ในไทยก็เช่นเดียวกัน ส่วนการแข่งขันเป็นเรื่องปกติ”

ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ.2012 Kidzooona ซึ่งเป็นสวนสนุกในร่มจากประเทศญี่ปุ่นได้เข้ามาเปิดดำเนินการในไทย มาถึงตอนนี้เป็นเวลา 14 ปี ปัจจุบันมีสาขารวมประมาณ 42 แห่ง กระจายอยู่ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด

กรรมการผู้จัดการ ของ Kidzooona บอกว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา แม้สภาพตลาดจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะหลังยุคโควิด-19 ที่ทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนมีความระมัดระวังมากขึ้น บวกกับอัตราการเกิดของเด็กไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

แต่ได้พบอินไซต์น่าสนใจ ก็คือ แม้จำนวนเด็กจะลดลง แต่มี ‘ค่าใช้จ่ายต่อคน’ สูงขึ้นมาก เนื่องจากพ่อแม่ยุคใหม่ที่มีลูกคนเดียวมักจะคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดและพร้อมจ่ายเพื่อมอบประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพให้แก่ลูก

นอกจากนี้ สภาพอากาศที่ร้อนจัด บวกกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในไทย ยังกลายเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้สวนสนุกในร่มที่ปลอดภัยและเย็นสบายเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ของครอบครัว จึงเป็นโอกาสของธุรกิจสวนสนุกในร่ม

สำหรับจุดแข่งขันของ Kidzooona ทางมานาบุ โชสะ บอกว่า คือ ซอฟต์แวร์’ หมายถึงการบริการและคุณภาพของพนักงาน เพราะยุคนี้ ‘ฮาร์ดแวร์’ หรือเครื่องเล่นสามารถซื้อหาและเลียนแบบกันได้ อาทิ

พนักงานของที่นี่ผ่านการอบรมตามมาตรฐานญี่ปุ่น ไม่เพียงแค่ดูแลความปลอดภัย แต่ยังเข้าไปเล่นกับเด็กๆ และสอนการเข้าสังคมผ่านประสบการณ์ Edutainment, มาตรฐานความสะอาด เช่น มีระบบล้างลูกบอลอัตโนมัติและใช้การพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเกรดโรงพยาบาลทุกวันหลังปิดทำการ เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้ผู้ปกครอง

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการรักษาฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น โดย Kidzooona มีอัตราการกลับมาใช้บริการซ้ำ (Retention Rate) ที่สูงมาก

สำหรับความท้าทายใหญ่ที่สุดของธุรกิจสวนสนุกในร่มของประเทศไทย นอกจากภาวะเศรษฐกิจแล้ว คือการทำให้ทุกครอบครัวเข้าถึงโอกาสในการเล่น โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีปัญหาเรื่องPM 2.5 และสภาพอากาศที่ร้อนจัด

โดยกลยุทธ์ของ Kidzooona จะเน้นพัฒนาแบรนด์ให้มีความหลากหลายตามกำลังซื้อ เพื่อให้เป็น ‘สวนสนุกที่เข้าถึงได้ทุกพื้นที่’ ได้แก่

Kidzooona / Kidzooona Safari: สำหรับสาขาขนาดใหญ่ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

Kids Box / Kids Box Jumbo: โมเดลขนาดเล็กลงมาที่เน้นความคล่องตัวและ ราคาเข้าถึงง่าย เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในพื้นที่ที่มีศักยภาพแตกต่างกัน

นอกจากนี้ ยังวาง ‘ราคา’ ให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของคนในแต่ละพื้นที่ที่เข้าไปเปิดด้วย เช่น ล่าสุดกับสาขาที่ 42 ณ Central Northville Kidzooona ได้ยกระดับไปอีกขั้นด้วยแนวคิด ‘Eco-Play & Nature Discovery’ เน้นความยั่งยืนผ่านการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างพื้นที่การเรียนรู้สีเขียว (Sustainable Edutainment)

“เราต้องพัฒนาแบรนด์ที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถแทรกซึมไปอยู่ในทุกพื้นที่และตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันได้ แต่ตัวจะชี้วัดความสำเร็จในธุรกิจนี้ สุดท้ายคือคุณภาพและมาตรฐานของการบริการ ซึ่งเรามั่นใจ”