ภาพที่เกิดขึ้น ‘เศรษฐพล ไกรคุณาศัย’ ผู้อำนวยการกลุ่มโรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา (LSP School) บอกว่า ส่งผลให้การแข่งขันในธุรกิจโรงเรียน โดยเฉพาะเอกชนดุเดือดขึ้นมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และความท้าทายนี้เมื่อรวมกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้ธุรกิจการศึกษากำลังเข้าสู่ ‘จุดสมดุลใหม่’ ที่จะเห็นการปรับสัดส่วนอย่างชัดเจนของจำนวนนักเรียนระหว่างโรงเรียนนานาชาติ, โรงเรียนเฉพาะทาง และโรงเรียนไทย
“ตอนนี้พอเด็กเกิดน้อยลงบวกกับเศรษฐกิจไม่ค่อยดี การรับเด็กเข้ามาเรียนของโรงเรียนหลายแห่งจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายเท่าไร ควบคู่ไปกับผู้ปกครองกลุ่มหนึ่งเริ่มคิดว่า ความเป็นอินเตอร์จำเป็นแค่ไหน และอาจมองหาทางเลือกอื่นๆ ที่คุ้มค่ากว่า”
วางตำแหน่ง ‘อินเตอร์ในแบบไทย’ สู้การแข่งขัน
สำหรับทิศทางของ LSP School ได้วางตำแหน่งแบรนด์เป็น ‘อินเตอร์ในแบบไทย’ ที่มุ่งส่งมอบคุณภาพการศึกษาระดับเดียวกับโรงเรียนนานาชาติ ในอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาที่จับต้องได้จริง โดยตั้งราคาไว้ 40–50% ของโรงเรียนนานาชาติในระดับเดียวกัน (กลุ่ม B+) เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ปกครองที่พิถีพิถันเรื่องคุณภาพการศึกษาของลูกหลาน ควบคู่ไปกับการมองหาความคุ้มค่าและความสมเหตุสมผล
ด้านหลักสูตรจะเน้นการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางเรียนรู้วิชาต่างๆ ในสัดส่วน 70% ควบคู่กับการรักษาความเข้มข้นของภาษาไทยและบริบทสังคมไทย พร้อมผสานจุดแข็งจากสองระบบสากล โดยใช้หลักสูตร UK Academic Foundation ปูพื้นฐานความรู้แน่นในระดับประถมต้น ก่อนเสริมด้วย US Learning Approaches ในระดับประถมปลายที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการตั้งคำถามและการลงมือทำโครงงาน
นอกจากนี้ ในการแข่งขันยุคปัจจุบันการจัดการศึกษาแบบวัดผลรวมเพียงรูปแบบเดียวใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป LSP จึงยึดคติพจน์ Be the best in your way เน้นการออกแบบการเรียนรู้เพื่อตอบโจทย์รายบุคคล (Personalized Education) ผ่านระบบ Co-IDP (Individual Development Plan) ที่ครูไทยและครูต่างชาติติดตามพัฒนาการของนักเรียนเป็นรายบุคคล ทั้งด้านวิชาการ ภาษา และสุขภาวะทางอารมณ์
รวมถึงออกแบบการเรียนการสอนให้ครอบคลุมทักษะที่จำเป็นภายในเวลาเรียน เพื่อช่วยลดความจำเป็นในการเรียนพิเศษนอกเวลา เปิดพื้นที่ให้เด็กมีเวลาสำหรับการพักผ่อน ทำกิจกรรม และค้นหาความสนใจของตนเอง
การปรับตัวนี้ส่งผลให้ในปีการศึกษา 2569 มีจำนวนนักเรียนใหม่ที่ย้ายมาจากโรงเรียนนานาชาติเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีการศึกษา 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการทางเลือกการศึกษาแบบกึ่งนานาชาติที่เพิ่มสูงขึ้น
ปัจจุบันหลักสูตรของ LSP จะแบ่งเป็น 2 หลักสูตร ได้แก่
1.Signature Programme (SP) หลักสูตรสองภาษา (Bilingual) ที่เน้นความสมดุลระหว่างการพัฒนาวิชาการแบบองค์รวมกับการค้นหาความสนใจและตัวตนของผู้เรียน
2.International Signature Programme (ISP) รองรับนักเรียนที่ต้องการเตรียมตัวสู่การศึกษาต่อในหลักสูตรนานาชาติหรือมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้รายวิชาต่าง ๆ ในสัดส่วน 70% ควบคู่กับการเรียนรู้ภาษาไทยและบริบทสังคมไทย
โดยทั้งสองหลักสูตรมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านวิชาการ ภาษา และการค้นหาตัวตน แต่มีรูปแบบการเรียนรู้และสัดส่วนการใช้ภาษาอังกฤษที่แตกต่างกัน โรงเรียนประถมและมัธยม (ป.1-ม.6)
ล่าสุด LSP ได้เดินหน้าขยายหลักสูตร ISP จากระดับมัธยมศึกษาลงสู่ระดับประถมศึกษา ในชื่อ ‘ISP Primary’ ซึ่งจะเริ่มเปิดรับนักเรียนชั้น ป.3 และ ป.5 ในปีการศึกษา 2570 ก่อนจะขยายครอบคลุม ป.3-ป.6 ในปีการศึกษา 2571
ด้านตัวชี้วัดความสำเร็จ ทาง LSP ไม่ได้วัดจากการสอบติดมหาวิทยาลัยรัฐบาลชื่อดัง แต่วัดจากการที่นักเรียนบรรลุเป้าหมายตามความถนัดของตนเอง ซึ่งสถิติย้อนหลังพบว่า
91.29% ของนักเรียนสามารถเข้าศึกษาต่อในคณะและมหาวิทยาลัยที่เป็นอันดับ 1 ในใจของตนเองได้สำเร็จ และในระดับชั้น ม.6 ปีการศึกษา 2568 มีนักเรียนถึง 92.9% ได้รับการตอบรับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเป้าหมายครอบคลุม 12 ประเทศทั่วโลก โดยส่วนใหญ่ได้รับทุนการศึกษาด้วยตนเอง
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ มีการบรรจุ AI ซึ่งมีบทบาทสำคัญในยุคนี้ไว้ในหลักสูตรหรือไม่ และมีการกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างไร
ผู้อำนวยการกลุ่ม LSP School บอกว่า มีการบรรจุไว้ในหลักสูตร และวางนโยบายการดูแลไว้อย่างระมัดระวังให้สอดคล้องตามพัฒนาการของเด็ก โดย
ระดับประถมศึกษา: เน้นสร้าง Digital & AI Literacy สอนให้เข้าใจว่า AI คืออะไร เรียนรู้กระบวนการตั้งคำถามและการป้อนข้อมูล (Prompting)อย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของครู
ระดับมัธยมศึกษา: ต่อยอดสู่ Research Skills ผ่านโครงการ T-Zone Project โดยนำ AI มาเป็นเครื่องมือช่วยสืบค้นและจัดการข้อมูลวิจัยเบื้องต้นแทนห้องสมุดแบบเดิม แต่ยังคงให้คุณครูตรวจสอบกระบวนการคิดวิเคราะห์เพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนนำ AI มาสร้างสรรค์งานแทนตนเองทั้งหมด
“ตอนนี้โลกเปลี่ยนไว โรงเรียนก็ต้องปรับตัวให้ทัน ไม่เฉพาะหลักสูตรแต่ยังรวมถึงบุคลากรทั้งหมด อย่างของเราเองมีการทบทวนหลักสูตรเป็นประจำทุกปีและติดตามผลทุกเทอม เพื่อให้ทันต่อความรู้และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งสร้าง Future Skills และปรับการเรียนรู้ให้เป็น Personalized Learning มากขึ้น”
เพราะการอยู่รอดในธุรกิจการศึกษายุคนี้ ไม่เพียงแต่ต้องแก้โจทย์ความท้าทายเรื่องจำนวนเด็กเกิดใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องมีจุดเด่นที่ชัดเจนและแตกต่าง เพื่อสร้าง Blue Ocean ที่สามารถตอบโจทย์โลกยุคใหม่ให้ได้