หนึ่งในเซกเมนต์ที่เติบโตขึ้นตามกระแสนี้คือ Wellness Water หรือน้ำที่ถูกวางตำแหน่งให้มีคุณค่ามากกว่าการเติมน้ำให้ร่างกาย โดยข้อมูลจาก PW Consulting Health Care Research Center ระบุว่า ตลาด Wellness Water ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 38,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 โดย “น้ำด่าง” เป็นเซกเมนต์ใหญ่ที่สุด คิดเป็น 35.16% หรือราว 13,538 ล้านดอลลาร์ของตลาดดังกล่าวซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับน้ำในกลุ่ม Wellness Water ประเภทอื่น ๆ
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นภาพหนึ่งว่า น้ำด่างได้กลายเป็นหนึ่งในหมวดสินค้าที่ถูกสร้างขึ้นบนเทรนด์ Health & Wellness อย่างชัดเจน และนี่คือช่องว่างที่ TACC มองเห็นในตลาดไทย เพราะแม้ตลาดน้ำดื่มไทยจะมีขนาดใหญ่ แต่การเติบโตไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกกลุ่ม
น้ำดื่มทั่วไปโต 1.9% แต่พรีเมียมโต 3.1%
TACC ระบุว่า ตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ช่วงปี 2026-2028 มีมูลค่าประมาณ 369,425 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโต 1.9-2.9% ขณะที่ตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดมีมูลค่าประมาณ 65,000 ล้านบาท และเติบโตในกรอบ 2.1-3.1%
เมื่อเจาะลึกลงไปพบว่า น้ำดื่มทั่วไปมีอัตราการเติบโตประมาณ 1.9% ต่อปี ส่วนกลุ่มน้ำดื่มพรีเมียมและน้ำแร่เติบโตประมาณ 3.1% ต่อปี สูงกว่ากลุ่มน้ำดื่มทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นว่า น้ำแร่และน้ำด่าง เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด
ดังนั้น ผู้บริโภคไม่ได้เลือกน้ำจากโจทย์ “ถูกและดื่มได้” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มให้ความสำคัญกับ คุณภาพ แหล่งที่มา คุณลักษณะ และประสบการณ์ของสินค้า มากขึ้น ขณะเดียวกันกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและมีกำลังซื้อก็พร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อสินค้าที่ตอบโจทย์เหล่านี้
และนี่คือจังหวะที่ TACC เชื่อว่า “น้ำด่าง” กำลังกลับมาอยู่ในตลาดที่พร้อมกว่าครั้งก่อน เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ TACC เคยขาย Eight Plus
![Eight Plus [Business] (5).JPG](https://pub-d2271b7e7a9d49f3975373b5a8623442.r2.dev/eight-plus-business-5.jpg)
5 ปีก่อน TACC เคยขาย Eight Plus แต่ตลาดยังไม่พร้อม
ย้อนกลับไปราว 4-5 ปีก่อน Eight Plus เคยเข้ามาอยู่ในช่องทางของ TACC แล้ว โดยในเวลานั้น TACC ยังไม่ได้ร่วมทุนกับเจ้าของแบรนด์ แต่เป็นการรับสินค้าที่เจ้าของผลิตมาวางจำหน่ายผ่าน 7-Eleven
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สินค้าไม่มีตลาดเสียทีเดียว แต่เป็นเรื่องของ “ความพร้อมของตลาด” ในเวลานั้นผู้บริโภคไทยยังรู้จักคำว่า “น้ำด่าง” ไม่มากนัก ขณะที่ราคาของสินค้าสูงกว่าน้ำแร่ ทำให้ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อน้ำดื่มประเภทนี้
Eight Plus จึงขายได้ แต่ไม่ได้เติบโตอย่างที่คาดหวัง ก่อนจะหยุดทำตลาดหลังวางขายประมาณ 14-16 เดือน โดยยอดขายในช่วงนั้นอยู่ในระดับหลักสิบล้านบาท
วันนี้สถานการณ์กลับเปลี่ยนไป “สิ่งที่ต่างที่สุดคือผู้บริโภค” นี่คือคำอธิบายจาก ไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC เมื่อถูกถามว่าอะไรทำให้การกลับมาครั้งนี้ต่างจากเมื่อ 4-5 ปีก่อน
ผู้บริโภควันนี้รู้จักน้ำด่างมากขึ้น พิถีพิถันกับการเลือกน้ำดื่มมากขึ้น และตลาด Health & Wellness กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่แบรนด์เครื่องดื่มต้องการเข้าไปจับ
ดังนั้น รอบนี้ TACC ไม่ได้กลับมาในฐานะผู้จัดจำหน่าย Eight Plus เพียงอย่างเดียว แต่เลือกเปลี่ยนโมเดลด้วยการตั้ง TACC Plus ขึ้นมาเป็นธุรกิจใหม่ และร่วมลงทุนกับเจ้าของ Eight Plus
TACC ถือหุ้น 80% ส่วนฝั่งเจ้าของ Eight Plus ถือ 20% โดยแบ่งจุดแข็งกันค่อนข้างชัด ฝั่งเจ้าของแบรนด์มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและแหล่งน้ำ ขณะที่ TACC นำความเชี่ยวชาญด้านการตลาด การขาย และช่องทางจัดจำหน่ายเข้ามาเสริม
![Eight Plus [Business] (4).JPG](https://pub-d2271b7e7a9d49f3975373b5a8623442.r2.dev/eight-plus-business-4.jpg)
จากน้ำดื่ม 7 บาท สู่ Eight Plus 20 บาท
Eight Plus จึงไม่ได้วางตัวเองเป็นน้ำดื่มทั่วไปตั้งแต่ต้น หากเทียบราคาขนาด 500 มิลลิลิตร น้ำ RO ทั่วไปอยู่ราว 7 บาท น้ำแร่ประมาณ 12 บาท ขณะที่ Eight Plus ตั้งราคาที่ 20 บาทต่อขวด ช่องว่างด้านราคานี้ทำให้ TACC ไม่ได้พยายามนำ Eight Plus ไปชนกับตลาดน้ำดื่มแมส แต่เลือกเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและมีกำลังซื้อ
ในมุมของบริษัท สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การดึงคนที่กำลังดื่มน้ำแร่หรือน้ำด่างแบรนด์อื่นให้เปลี่ยนมาใช้ Eight Plus ทั้งหมด แต่ต้องการสร้าง “ผู้ดื่มน้ำด่างหน้าใหม่” ขึ้นมา
นี่ทำให้กลยุทธ์ของ Eight Plus แตกต่างจากการเข้าสู่ตลาดด้วยโจทย์แย่ง Market Share แบบเดิม
ผู้บริหาร TACC ระบุว่า บริษัทต้องการขยายตลาดน้ำด่างให้ใหญ่ขึ้น มากกว่าการเข้าไปแย่งผู้บริโภคจากแบรนด์ที่มีอยู่แล้ว เพราะในไทยยังไม่มีการแบ่งหมวด “น้ำด่าง” อย่างชัดเจนเหมือนบางตลาดต่างประเทศ โจทย์จึงกลายเป็น ต้องสร้างทั้งแบรนด์และความเข้าใจในหมวดสินค้าไปพร้อมกัน
Eight Plus ไม่ได้ขายแค่น้ำ แต่ต้องขาย “ความเข้าใจ”
นี่อาจเป็นส่วนที่ทำให้แผนของ TACC รอบนี้แตกต่างจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ทั่วไป เพราะบริษัทไม่ได้คาดหวังว่าผู้บริโภคจะเห็นสินค้าแล้วตัดสินใจซื้อทันที ดังนั้น ในช่วงแรกของการเปิดตัวจะเน้นการทำให้ผู้บริโภครู้จักน้ำด่าง เข้าใจว่าน้ำด่างคืออะไร และทดลองดื่ม ก่อนที่จะเร่งยอดขายในระยะถัดไป
บริษัทจึงเตรียมใช้งบ Advertising & Promotion ในระดับสูงในช่วงปีเปิดตัวต่อเนื่องถึงปีถัดไป โดยตัวเลข 28% ของยอดขายในช่วงแรก โดยมีเป้าหมายไม่ใช่เพียง Brand Building แต่เป็น Brand Equity Building เพราะต้องการสร้างทั้งความรู้เกี่ยวกับแบรนด์ Eight Plus และความเข้าใจเกี่ยวกับ “น้ำด่าง” ไปพร้อมกัน
ตัวผลิตภัณฑ์ถูกวางเป็น Natural Born Alkaline โดยบริษัทระบุว่าแหล่งน้ำอยู่ที่อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ผ่านการกรองตามธรรมชาติของชั้นหินใต้ดิน และมีค่า pH ประมาณ 8-9 จากแหล่งกำเนิด โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการเพิ่มความเป็นด่างภายหลัง
นอกจากนี้ บริษัทยังระบุว่า Eight Plus ได้รับการรับรองด้านรสชาติจาก Water Sommelier Union ประเทศเยอรมนี และวางจุดขายเรื่องรสสัมผัสที่นุ่มลื่นคอ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ไม่มีการเติมรสชาติ เพื่อให้สามารถดื่มแทนน้ำเปล่าในชีวิตประจำวันได้
อย่างไรก็ตาม TACC ย้ำว่า น้ำด่างไม่ได้มีสรรพคุณรักษาโรค แต่มีประโยชน์ในฐานะ ปรับสมดุลของร่างกาย
![Eight Plus [Business] (6).JPG](https://pub-d2271b7e7a9d49f3975373b5a8623442.r2.dev/eight-plus-business-6.jpg)
จาก B2B กว่า 90% สู่เป้าหมาย B2C 30%
ถ้ามองให้ไกลกว่า Eight Plus สิ่งที่ TACC กำลังทำจึงไม่ใช่แค่การเปิดตัวน้ำดื่มแบรนด์ใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการเติบโตของบริษัท
ที่ผ่านมา TACC มีฐานธุรกิจแบบ B2B เป็นหลัก จากการผลิตและจัดหาเครื่องดื่มให้กับพันธมิตร โดยสัดส่วน B2C ของบริษัทยังไม่ถึง 5% ขณะที่ B2B คิดเป็นมากกว่า 90% ของธุรกิจ
เป้าหมายระยะยาวคือการเพิ่มสัดส่วน B2C ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 30% โดย Eight Plus จึงถูกวางให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ โดย TACC วางเป้าหมายรายได้จาก B2C ให้แตะ 1,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี
โดยในระยะสั้น บริษัทต้องการโฟกัสสองแบรนด์ที่อยู่ในมือ ได้แก่ Eight Plus และ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ให้แข็งแรงก่อน ขณะที่แนวทางระยะต่อไปยังเปิดโอกาสให้มีการหาพันธมิตรที่มีจุดแข็งแตกต่างกันเข้ามาร่วมทุน หรือพัฒนาสินค้าใหม่ที่ต่อยอดจากแบรนด์เดิม
อย่างไรก็ตาม ทาง TACC จะเน้นเลือก JV มากกว่าการสร้างแบรนด์ใหม่ด้วยตัวเอง เนื่องจากมองว่า การสร้างแบรนด์ตั้งแต่ศูนย์ต้องใช้เวลา ทั้งการสร้างสินค้า สร้างตลาด สร้างช่องทาง และสร้างการรับรู้ ขณะที่การร่วมทุนทำให้ TACC สามารถนำความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายมาเติมกัน และใช้ช่องทางที่บริษัทมีอยู่แล้วเพื่อเร่งการเติบโต
![Eight Plus [Business] (3).JPG](https://pub-d2271b7e7a9d49f3975373b5a8623442.r2.dev/eight-plus-business-3.jpg)
จากน้ำด่าง สู่ Portfolio และตลาดต่างประเทศ
ในระยะต่อไป TACC ยังไม่ได้มอง Eight Plus จำกัดอยู่แค่การเป็นแบรนด์น้ำด่าง โดยมีแนวคิดที่จะต่อยอดไปสู่ Functional Drink หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ภายใต้แบรนด์ เพื่อขยาย Portfolio และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในอนาคต ขณะที่ในระยะสั้นบริษัทยังต้องการโฟกัส Eight Plus และธุรกิจเครื่องดื่ม B2C ที่มีอยู่ให้แข็งแรงก่อน
อีกด้านหนึ่งคือการขยายตลาดออกนอกประเทศ ซึ่ง TACC เริ่มมองไว้ในกรอบ 3-5 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะตลาดโอเชียเนียและออสเตรเลีย เนื่องจากเป็นตลาดที่บริษัทมองว่ามีศักยภาพ และมีความคุ้นเคยกับการทำงานร่วมกับพันธมิตรในต่างประเทศอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารย้ำว่าแผนต่างประเทศในเวลานี้ยังอยู่ในระดับ “แนวคิด” ไม่ใช่แผนที่ลงรายละเอียดหรือกำหนดตลาดและช่วงเวลาการเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว
ประเด็นนี้สะท้อนว่า TACC ไม่ได้วาง Eight Plus เป็นเพียงการนำแบรนด์น้ำด่างกลับมาทำตลาดในไทย แต่กำลังมองหาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแบรนด์ให้กลายเป็นหนึ่งในฐานธุรกิจ B2C ที่สามารถต่อยอดทั้งในแง่สินค้าและตลาดได้ในระยะยาว
1,000 ล้านไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คือบททดสอบ TACC 2.0
เมื่อมองย้อนกลับไป Eight Plus จึงมีความน่าสนใจมากกว่าการเป็นแบรนด์น้ำด่างหนึ่งแบรนด์ เพราะเมื่อ 4-5 ปีก่อน TACC เคยมีโอกาสนำสินค้านี้เข้าสู่ 7-Eleven แล้ว แต่สุดท้ายต้องหยุดเพราะตลาดยังไม่เข้าใจสินค้าพรีเมียมประเภทนี้มากพอ
วันนี้ TACC กลับมาอีกครั้งด้วยเงินลงทุน โครงสร้าง JV ช่องทางจัดจำหน่าย และงบการตลาดที่มากกว่าเดิม ขณะที่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดกลับไม่ใช่ตัวสินค้า แต่คือ ผู้บริโภค
บริษัทจึงไม่ได้เดิมพันเพียงว่า Eight Plus จะขายน้ำด่างได้มากแค่ไหน แต่กำลังเดิมพันกับคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ตลาด B2C จะกลายเป็นเครื่องยนต์การเติบโตตัวใหม่ของ TACC ได้หรือไม่
เป้ายอดขาย 1,000 ล้านบาทใน 5 ปี จึงเป็นทั้งเป้าหมายของ TACC Plus และบททดสอบว่าโมเดลการเติบโตแบบใหม่ของ TACC จะเดินได้จริงเพียงใด หากครั้งแรก Eight Plus แพ้เพราะ “ตลาดยังไม่พร้อม” การกลับมาในครั้งนี้จึงเป็นการเดิมพันว่า 5 ปีที่ผ่านมาทำให้ทั้งตลาดและผู้บริโภคเปลี่ยนไปมากพอหรือยัง
และถ้าคำตอบคือใช่ Eight Plus ก็อาจไม่ได้เป็นเพียง “น้ำด่างที่กลับมาขายใหม่” แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยน TACC จากบริษัทที่เติบโตบนฐาน B2B เป็นหลัก ไปสู่บริษัทที่ต้องการมีแบรนด์ของตัวเองและเข้าไปยืนอยู่ต่อหน้าผู้บริโภคมากขึ้น