ความน่าสนใจ คือ การสร้าง Music Ecosystem เชื่อมโยงผู้คน ดนตรีและแบรนด์ผ่านแคมเปญหรือจัดกิจกรรมต่างๆ
รวมถึงเลือก ‘ไทย’ เป็นประเทศแรกและประเทศเดียวในโลก เปิดตัว Marshall Livehouse เพื่อผลักดันศิลปินไทยสู่ระดับโลก
ทำไมต้องเป็น ‘ประเทศไทย’ ?
ปัจจัยหลักที่เลือกบ้านเรา เป็นจุดเริ่มต้น Marshall Livehouse ทาง ‘หทัยชนก อรรถบุรานนท์’ Head of Music and Culture Marshall Livehouse บอกว่า เพราะไทย เป็นตลาดที่แข็งแกร่งแห่งหนึ่งของ Marshall ในภูมิภาคเอเชียทั้งด้านภาพลักษณ์และยอดขาย โดยติด Top 3 เป็นรองเพียงแค่จีนและอินเดียเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมาจากอินไซต์ที่พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยมีความเปิดกว้างในการรับฟังสิ่งใหม่ๆ และพร้อมที่จะสนับสนุนศิลปินหน้าใหม่อย่างเหนียวแน่น ซึ่งแตกต่างจากตลาดอื่นในเอเชีย เช่น มาเลเซียจะมีข้อจำกัดในเรื่องแนวเพลง หรือญี่ปุ่นที่แม้จะเป็นตลาดใหญ่ ทว่าเปิดใจรับวงใหม่ได้ยากกว่า
ที่สำคัญจากการทำงานร่วมกับศิลปินมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Marshall ค้นพบว่า แม้ในปัจจุบันศิลปินเอเชียทำเพลงเองได้ง่ายขึ้น แต่กลับยังขาดโอกาสและความรู้สำคัญ เช่น Music Marketing, Production, Networking รวมถึงการเชื่อมต่อกับค่ายเพลงชั้นนำ
จึงเป็นที่มาของการสร้าง Marshall Livehouse ในกรุงเทพฯ เพื่อเป็นพื้นที่ซัพพอร์ตศิลปินอย่างครบวงจร ซึ่งหลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ที่นี้ได้เปิดเวทีต้อนรับศิลปินขึ้นแสดงคอนเสิร์ตไปแล้วกว่า 200 วง
ขณะเดียวกัน ก็เป็นเวทีที่เปิดเป็นพื้นที่ต่อยอดให้ทีม Marshall ในระดับโลกได้รู้จักและเห็นฝีมือของศิลปิน แล้วนำไปต่อยอดสู่เวทีระดับโลก
อย่างกรณีของ ‘เรย์’ แรปเปอร์ชาวไทย ซึ่งได้รับการคัดเลือกเป็นศิลปินไทยคนแรกที่ได้เซ็นสัญญาเข้าค่าย Marshall Records ในประเทศอังกฤษ เพื่อผลักดันให้เป็นที่รู้จักในเวทีสากล รวมถึงมีโอกาสจัด ‘เวิล์ดทัวร์’ ในอนาคต

นอกจากนี้ ภาพจำเดิมของ Marshall อาจเป็นเครื่องเสียงสำหรับคอร็อกรุ่นเก๋า แต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา Marshall ได้เริ่มทำการรีเฟรชแบรนด์ให้ดูเด็กและเข้าถึงง่ายขึ้น ภายใต้สโลแกน Made of Loud และได้เปิดตัวแคมเปญระดับโลก Keep Live Music Alive เพื่อขยายเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่อย่าง Gen Z และ Alpha
การรีเฟรซแบรนด์ดังกล่าว ได้มีการปรับ ‘โปรดักต์’ ให้มีความหลากหลาย และมีสีสัน เพื่อสอดรับกับความต้องการและไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ด้วยการออกแบบและวางตำแหน่งให้เป็น Fashion Accessory ผ่านการออกเฉดสีใหม่ๆ ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของกลุ่ม New Gen
ขณะเดียวกัน ก็ได้เดินหน้า Collaboration กับแบรนด์ชั้นนำ อาทิ Awake สตรีทแฟชั่นชั้นนำระดับโลก และพาร์ทเนอร์ในไทยอย่าง Carnival เปิดตัวสินค้าสีใหม่และรุ่น Limited Edition
รวมถึงการขยายระดับราคาของสินค้าให้กว้างขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เช่น ‘ลำโพง’ จะมีราคาตั้งแต่ 4,000 –20,000 บาท ขณะที่ ‘หูฟัง’ มีราคาเริ่มต้นที่ 4,000 บาท ไปจนถึง 12,000 บาท
สำหรับเป้าหมายการเติบโตในปี 2570 Marshall จะโฟกัสหมวด Party Category ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่แบรนด์เพิ่งลงมาเล่นได้ประมาณ 1 ปี
ไฮไลต์สำคัญ คือ การเปิดตัว Bromley 150 ลำโพงปาร์ตี้รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งจุดเด่นไม่ได้เน้นแค่ความดังหรือฟังก์ชันคาราโอเกะทั่วไป แต่ยังคงเอกลักษณ์เสียงแบบ Marshall ไว้อย่างครบถ้วน พร้อมลูกเล่น แสงไฟเอฟเฟกต์หิ่งห้อย ที่พัฒนาจากเทคนิคไฟคอนเสิร์ตจริง และขยับตามจังหวะเพลงผ่านบลูทูธ
ปัจจุบัน Marshall ในไทยมีช่องทางจัดจำหน่ายครอบคลุมหน้าร้าน Retailer กว่า 1,800 แห่งทั่วประเทศ และออนไลน์ ผ่านทาง Marketplace โดยมีสัดส่วนยอดขายระหว่างออฟไลน์และออนไลน์อยู่ที่ 60:40
ส่วนยอดขายทางผู้บริหาร Marshall ในไทย ยืนยันว่า เติบโตขึ้นทุกปี