Strategic Move

คีรี กาญจนพาสน์ เจ้าพ่อ BTS แถลงเครียดยอมเยียวยา ขึ้นฟรี-คืนเงิน ชี้รถไฟฟ้าขัดข้องรุนแรงในรอบ 19 ปี แต่ไม่มีใครผิด

ปีนี้ ต้องถือว่าเป็นปีที่ท้าทายที่สำหรับ “คีรี กาญจนพาสน์” หลังจากดำเนินธุรกิจรถไฟฟ้า BTS มาได้ 19 ปีเต็ม กลายเป็นแหล่งรายได้ ให้กับคีรี เกินได้คาด ทั้งส่วนต่อขยาย รถไฟฟ้าสายสีชมพู สีเหลือง แถมยังแตกไลน์ไปได้อีกมากมาย ทั้งโฆษณาบนรถไฟฟ้าและโฆษณานอกบ้าน ที่ซื้อกิจการมาต่อยอดอีกม…

open_bts_k

ปีนี้ ต้องถือว่าเป็นปีที่ท้าทายที่สำหรับ “คีรี กาญจนพาสน์” หลังจากดำเนินธุรกิจรถไฟฟ้า BTS มาได้ 19 ปีเต็ม กลายเป็นแหล่งรายได้ให้กับคีรีเกินได้คาด ทั้งส่วนต่อขยาย รถไฟฟ้าสายสีชมพู  สีเหลือง แถมยังแตกไลน์ไปได้อีกมากมาย ทั้งโฆษณาบนรถไฟฟ้าและโฆษณานอกบ้าน ที่ซื้อกิจการมาต่อยอดอีกมากมาย บริการเพย์เมนต์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตามแนวรถไฟฟ้า

นอกจากนี้ บีทีเอส ยังประกาศตัวเข้าประมูลโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือ ไฮสปีดเทรน เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา) มูลค่า 2.2 แสนล้านบาท

แต่แล้วก็ต้องมาเจอปัญหาระบบอาณัติสัญญาณขัดข้องเกือบตลอดทั้งเดือน มิ.ย. หนักที่สุด 27-29 มิ.ย. ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารกันถ้วนหน้า ต้องไปทำงานสาย ไปเรียนไม่ทัน ถึงกับเรียกร้องให้ทวงคืนสัมปทาน และให้ BTS ออกมารับผิดชอบ เยียวยาผู้โดยสาร   

จนกระทั่งในวันนี้ 5 ก.ค. ผู้บริหาร BTS นำโดย คีรี กาญจนพาสน์ ประธานคณะกรรมการบริหาร อาณัติ อาภาภิรม ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา และ สุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ นั่งโต๊ะแถลงข่าวเกี่ยวกับการเยียวยาผู้โดยสารที่ต้องประสบปัญหารถไฟฟ้าขัดข้องในช่วงที่ผ่านมาดังนี้

info_bts1_new

พร้อมกับออกมาตรการ กรณีที่มีเหตุรถไฟฟ้าขัดข้อง จนทำให้เกิดล่าช้าเกิน 30 นาที ซึ่งไม่ได้เกิดจากเหตุสุดวิสัย

info_bts2_new

คีรี ระบุว่า ปัญหาความล่าช้าของ BTS ไม่ควรเป็นความผิดของทุกฝ่าย BTS เอง ผมไม่ยอมรับผิดทั้ง 100% ทั้งทีโอที ดีแทค กสทช. และบีทีเอส ต่างฝ่ายก็ทำหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งเมื่อมีปัญหาเราก็มีมาตรการเยียวยาออกมา

ที่ผ่านมา BTS เปิดให้บริการมา 19 ปีก็ยังไม่เคยเกิดปัญหารุนแรงขนาดนี้ แต่เมื่อปัญหาเกิดขึ้นเราก็ต้องรับผิดชอบ

19 ปี ที่ผ่านมา บีทีเอส ให้ความสำคัญกับบริการและผู้โดยสาร การตัดสินใจลงทุนธุรกิจนี้ อาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดก็ได้ แต่ตอนนี้ก็ภูมิใจที่บีทีเอสได้ช่วยเรื่องจราจรได้

ที่ผ่านมาผมก็โดนต่อว่าอย่างรุนแรงทางโซเชียล ก็เข้าใจ เพราะทุกคนอยากไปถึงจุดหมาย ทำงานตรงเวลา ไปเรียนตรงเวลา

word_icon

บางคนก็บอก ทำไมถึงขี้เหนียว อยากจะทำเงินมากๆ ใช่มั้ย ในฐานะที่บริษัทมหาชน ก็ถือว่าเป็นภารกิจ แต่ไม่เคยคิดว่าจะเอาแต่ผู้ถือหุ้นเพียงอย่างเดียว เพื่อให้มีกำไรมากๆ อย่างเดียว ตรงนี้ ไม่ใช่สันดานผม

word_icon2

คีรี บอกว่า ที่ผ่านมา บีทีเอส ลงทุนเกินกว่าที่จะรู้ อย่าง การซื้อรถไฟฟ้ามาเพิ่ม อาจไม่จำเป็นต้องซื้อถึง 46 ขบวน แต่เราซื้อ ต้องใช้เงินเยอะ มาใช้ทั้งระบบ ทั้งสายเหนือและใต้ และใช้ทั้งระบบ คาดว่าจะเพิ่มความจุผู้โดยสารได้ 10% โดยเฉพาะสายสีลมน่าจะช่วยได้ระดับหนึ่ง

ส่วนปัญหาผู้โดยสารแน่นมาก มาจากปัญหา “คอขวด ที่สถานีตากสิน  ซึ่งต้องสลับรถเข้าออก จึงได้เจรจากับ กทม. และรัฐบาล ได้ข้อยุติแล้ว เหลือแต่ทำรายการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เรื่องนี้ก็ทำมา 10 ปีแล้ว ส่วนรัฐจะช่วยลงทุนหรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้

เรื่องการเปลี่ยนอุปกรณ์ ระบบสื่อสารใช้กับอาณัติสัญญาณ และย้ายมาใช้คลื่นความถี่ 2400 MHz ใกล้ 2500 MHz เสร็จวันที่ 29 มิ.ย. ซึ่งกำหนดการเดิมระบบเสร็จตุลาคม แต่เมื่อเร่งให้เร็วขึ้นก็พบว่าให้บริการได้แต่จะมีกระตุกบ้าง ต้องใช้เวลาปรับแต่ง

ต่อจากนี้จะดูเรื่องติดตั้งอุปกรณ์กรองสัญญาณรบกวนเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้รถไฟฟ้าเดินได้เสถียรขึ้น

สำหรับรถไฟฟ้าสายสีชมพู และเหลือง จะย้ายมาใช้คลื่น 5800 MHz ส่วนสายที่วิ่งอยู่จะย้ายมาใช้คลื่น 5800 MHz หรือเปลี่ยนไปใช้คลื่น 800-900 MHz ซึ่งจัดสรรให้กับรถไฟฟ้าความเร็วสูงแทนนั้น อยู่ระหว่างพิจารณา เพราะทุกการเปลี่ยนต้องมีผลกระทบ และต้องลงทุน

คีรี ย้ำว่า “ปัญหาคลื่นรบกวน 3 วัน ผู้โดยสารได้เงินคืนไป แต่อย่าให้บริษัทรับทุกอย่าง การลงทุนรถไฟฟ้า เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ไม่ใช่การลงทุนที่คุ้มทุนขนาดนั้น โดยเฉพาะบีทีเอส ที่ต้องควักลงทุน 100% กทม. ไม่ได้ช่วยสักบาท ถ้าผมรู้เท่าถึงการณ์ ผมคงไม่ลงทุน ลงทุน 5 หมื่นล้าน ดอกเบี้ย 5%

แต่บีทีเอสสามารถทำรายได้เพราะไม่มีหนี้สิน เนื่องจากนำบริษัทเข้าแผนฟื้นฟูแปลงหนี้สินเป็นทุน เมื่อไม่มีหนี้สินจึงไม่มีภาระดอกเบี้ยบีทีเอสถึงกำไร

แต่พอมีโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินเกิดหลังจากบีทีเอสปรากฏว่ารัฐบาลงทุนโครงสร้างอุโมงค์ก็ลงทุนให้เอกชนผู้ลงทุนแค่ลงทุนระบบรถไฟฟ้าเท่านั้น

“แต่พอมาบีทีเอส บริษัทต้องรับผิดชอบทุกอย่าง เพราะคุณรวยเหลือเกิน ผมไมได้ใช้อารมณ์ แต่จะเล่าความจริง 20 ปีที่แล้ว พร้อมกับมาบอกว่า ผู้โดยสารไม่ได้สูญเสียเงินที่จ่ายไป แม้ว่าการคืนให้ผู้โดยสาร ผมก็เสียรายได้ไปเหมือนกัน แต่ผมต้องคืน คาดว่าจะอยู่หลัก 10 ล้านบาท ขึ้นไป“