Strategic Move

“อาเจ” มาแหวก! แตกไลน์จาก “บิ๊กโคล่า” ลุยตลาด “ปลากระป๋อง”

“อาเจ” เจ้าของแบรนด์น้ำอัดลม “บิ๊กโคล่า” แตกไลน์ธุรกิจเข้าสู่กลุ่มอาหาร ประเดิมสินค้าแรก “ปลากระป๋อง” พร้อมอีกธุรกิจใหม่กลุ่มซูเปอร์ฟรุต เกาะเทรนด์รักษาสุขภาพ ย้ำจุดขายเดิมในทุกกลุ่มสินค้าต้อง “ราคาคุ้มค่า” มุ่งสู่เป้าหมายปี 2030 ทำรายได้เพิ่มเป็นเท่าตัว

อาเจ ปลากระป๋อง
“อาเจ” เจ้าของแบรนด์น้ำอัดลม “บิ๊กโคล่า” แตกไลน์ธุรกิจเข้าสู่กลุ่มอาหาร ประเดิมสินค้าแรก “ปลากระป๋อง” พร้อมอีกธุรกิจใหม่กลุ่มซูเปอร์ฟรุต เกาะเทรนด์รักษาสุขภาพ ย้ำจุดขายเดิมในทุกกลุ่มสินค้าต้อง “ราคาคุ้มค่า” มุ่งสู่เป้าหมายปี 2030 ทำรายได้เพิ่มเป็นเท่าตัว

“ฟาเบียน มอสเกล่า” ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อาเจ อาเซียน เปิดตัวสินค้าใหม่ 2 รายการที่ถือเป็นการเปิดหมวดสินค้าใหม่ในเครือที่ผลิตในประเทศไทย ได้แก่ ปลากระป๋อง แบรนด์ “ดิ’กุสโต้” (D’Gussto) และ น้ำช่อดอกมะพร้าว แบรนด์ “อมายู” (Amayu)

แต่เดิมหมวดสินค้าที่อาเจมีการผลิตและจำหน่ายในไทยมี 5 หมวด คือ น้ำอัดลมแบรนด์ บิ๊ก (BIG), น้ำเปล่าแบรนด์วีด้า, เครื่องดื่มชูกำลัง Volt, เครื่องดื่มเกลือแร่ Sporade และ ฟังก์ชันนอลดริงก์แบรนด์ Bio

ทำให้ทั้งสองแบรนด์ใหม่นี้จะเป็นการแตกไลน์เข้าสู่ธุรกิจอาหาร และธุรกิจซูเปอร์ฟู้ด-สุขภาพ-เวลเนสเป็นครั้งแรกในไทย โดยฟาเบียนย้ำว่า แม้จะเป็นธุรกิจไลน์ใหม่แต่อาเจจะยังย้ำจุดยืนเดิมคือ “ราคาคุ้มค่า” ในทุกๆ หมวดสินค้า

อาเจ ปลากระป๋อง

“ฟาเบียน มอสเกล่า” ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อาเจ อาเซียน

ปลากระป๋องดิ’กุสโต้เป็นปลาซาบะกระป๋องในน้ำมะเขือเทศราคา 20 บาท ซึ่งอาเจมองว่าจะสร้างความแตกต่างจากปลาซาร์ดีนกับปลาแมคเคอเรลกระป๋องในน้ำมะเขือเทศที่มีในท้องตลาดได้ เพราะราคาเท่ากันแต่ปลาซาบะเป็นปลาที่พรีเมียมมากกว่า จะวางจำหน่ายทั้งในไทยและส่งออกไปในกลุ่มประเทศอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา เมียนมา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และติมอร์เลสเต

ส่วนน้ำช่อดอกมะพร้าวธรรมชาติแท้ 100% แบรนด์อมายู เป็นการใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นไทย อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ซึ่งถือเป็นซูเปอร์ฟรุต ไม่ใส่น้ำตาล ดีต่อสุขภาพ จำหน่ายในราคา 50 บาทต่อขวด จะจำหน่ายทั้งในไทยและเป็นฐานส่งออกไปยังอเมริกาเหนือและละตินอเมริกา

อาเจ

น้ำช่อดอกมะพร้าวตราอมายู (Amayu) จำหน่ายขวดละ 50 บาท

ฟาเบียนกล่าวว่า การแตกไลน์ไปยังธุรกิจอื่นนอกจากเครื่องดื่มนั้นไม่ใช่ครั้งแรกเมื่อมองภาพใหญ่ของอาเจระดับโลก เพราะอาเจ กรุ๊ปซึ่งมีจุดกำเนิดจากเปรูนั้น มีฐานใหญ่อยู่ในละตินอเมริกามาก่อน และในทวีปดังกล่าวมีการขยายธุรกิจไปยังหมวดอาหาร เช่น ทูน่ากระป๋อง, บะหมี่สำเร็จรูป, ช็อกโกแลต และหมวดผลิตภัณฑ์ภายในบ้าน (Home Care) อยู่แล้วรวม 15 หมวดสินค้า

อย่างไรก็ตาม การเลือกเข้าตลาดอาหารไทยด้วย “ปลากระป๋อง” ก็ถือว่าเป็นที่น่าแปลกใจพอสมควร เนื่องจากเป็นตลาดที่แข่งขันสูง Positioning รวบรวมข้อมูลพบว่า ในตลาดมีแบรนด์วางจำหน่ายอยู่แล้วราว 20 แบรนด์ ท่ามกลางมูลค่าตลาดเพียง 8-9 พันล้านบาท และตลาดค่อนข้างทรงตัวมาตั้งแต่ปี 2560 แต่ฟาเบียนเชื่อว่าอาเจสามารถชิงตลาดได้ เพราะใช้โปรดักส์ที่แตกต่างคือปลาซาบะ และใช้ความแข็งแกร่งด้านการกระจายสินค้าซึ่งอาเจมีเครือข่ายร้านค้าที่วางจำหน่ายกลุ่มเครื่องดื่มอยู่ 2 แสนร้านทั่วประเทศ

ในแง่ของการลงทุน ฟาเบียนกล่าวว่าระยะแรกบริษัทยังใช้วิธีจ้างโรงงาน OEM ไทยในการผลิตปลากระป๋อง ส่วนการลงทุนเองในอนาคตจะพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

การเริ่มต้นบุกตลาดอาหารและกลุ่มสุขภาพจะมีการออกสินค้าอื่นๆ ในหมวดเดียวกันอย่างต่อเนื่อง ตามเป้าหมาย ‘Vision 2030’ ของอาเจ อาเซียนที่ต้องการเพิ่มรายได้เป็นเท่าตัวในอีก 8 ปีข้างหน้า เมื่อถึงจุดนั้น กลุ่มอาหารจะกลายเป็นสัดส่วน 35% ของพอร์ต ช่วยให้บริษัทกระจายรายได้มาจากหลายช่องทางมากขึ้น จากปัจจุบันพึ่งพิงเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่ม

ตลาดอาเซียนถือว่ามีความสำคัญกับอาเจ กรุ๊ป เพราะทำรายได้สัดส่วน 20% ของกลุ่ม โดยเฉพาะ “ไทย” ที่เป็น 1 ใน 6 ประเทศที่อาเจ กรุ๊ปมีการตั้งแหล่งผลิตอันได้แก่ เปรู เอกวาดอร์ กลุ่มประเทศอเมริกากลาง อินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย