ออกกำลังกาย – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 25 Mar 2026 10:53:34 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ใครว่าแข่ง ‘HYROX’ จ่ายแค่ค่าสมัคร! ส่องธุรกิจที่หลายคนยอม ‘ควักกระเป๋า’ ก่อนลงสนามเพื่อให้พร้อมและดูดีที่สุด https://positioningmag.com/1566021 Wed, 25 Mar 2026 04:06:09 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566021 เปิดโซเชียลฯ ตอนนี้ น่าจะเห็นเพื่อน ๆ หรือดาราคนโปรดโพสต์รูปที่ไปลงสนามแข่ง HYROX Bangkok 2026 กันเต็มฟีดไปหมด แต่เบื้องหลังรูปภาพเท่ ๆ ขณะเข็น Sled หรือจังหวะพุ่งตัวออกจากจุดสตาร์ท แน่นอนว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่าแค่ค่าสมัคร กว่าจะเตรียมตัวเพื่อให้ฟิตพร้อมลงแข่ง ต้องควักกระเป๋าจ่ายอะไรบ้าง ไปดูกัน

พร็อพต้องเป๊ะ เดี๋ยวไม่พร้อมลุย

หัวใจสำคัญของ Hyrox คือการผสมผสานระหว่าง การวิ่ง และ พลังกล้ามเนื้อ ดังนั้น อุปกรณ์ธรรมดาจึงไม่เพียงพอ ยังไม่รวมอุปกรณ์ป้องกันการบาดเจ็บอื่น ๆ ทำให้ค่าอุปกรณ์จะอยู่ที่ราว 1-2 หมื่นบาท ได้แก่ 

  • รองเท้า Hybrid (5,000 – 8,500 บาท): นักแข่งส่วนใหญ่ยอมลงทุนกับรองเท้าสาย Performance อย่าง  PUMA x HYROX ซึ่งเน้นรองเท้าตระกูล Deviate Nitro ซึ่งถือเป็น Partner หลัก หรือ Nike Vaporfly/Metcon เพื่อให้ได้ทั้งความเด้งตอนวิ่งและความหนึบตอนดัน Sled
  • ชุดแข่ง (2,000 – 5,000 บาท): ไม่ใช่แค่เสื้อยืดทั่วไป แต่ต้องเป็นผ้าเทคโนโลยี Compression หรือ Moisture-wicking ที่ช่วยพยุงกล้ามเนื้อและระบายเหงื่อขั้นสุด
  • Accessories (3,000 – 7,000 บาท): สนับเข่า (Knee Sleeves) สำหรับพยุงเข่าตอนทำ Lunges, สายรัดข้อมือ, ถุงเท้ากันลื่น และนาฬิกา Sport Watch เพื่อแทร็ก Heart Rate ตลอด 1.5 ชั่วโมง

จู่ ๆ จะลุยเลยไม่ได้ ต้องซ้อม

สิ่งที่ทำให้ Hyrox ได้รับความนิยมอย่างมากในหลายประเทศ ก็คือ ไม่มีเทคนิคยาก และไม่ต้องใช้ประสบการณ์ขั้นสูง เหมือนกับการ CrossFit หรือไตรกีฬา ทุกคนสามารถเริ่มฝึกและลงสนามได้จริงภายในเวลาไม่กี่เดือน ไม่มีท่ายากระดับโอลิมปิก ขอแค่มีใจและการเตรียมตัวที่ถูกต้อง

แน่นอนว่าการฝึกด้วยตัวเองอาจจะได้ประสิทธิภาพไม่เต็มที่ หลายคนจึงเลือกจะฝึกในยิมหรือจ้างเทรนเนอร์ ซึ่งปัจจุบันมียิมจำนวนมากที่เป็น Partner กับ Hyrox จัดคอร์สสำหรับ Hyrox โดยเฉพาะ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่คอร์สละ 8-12 สัปดาห์ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000 – 15,000 บาท อาทิ Fitness First, Jetts Black, CUBIC, Encore Training Club, AriFit Bangkok, BASE เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายด้านรักษาหุ่นให้ลีนและมีกล้ามเนื้อชัดเจน ต้องใช้สารอาหารที่แม่นยำ ค่าเวย์โปรตีน (Isolate), ครีเอทีน และ Pre-workout

เหนื่อยแทบตาย รูปจะบ้งไม่ได้

แน่นอนว่าไหน ๆ ก็หมดเงินไปเยอะเพื่อเตรียมตัว ไหนจะค่าเข้าแข่งขันอีก ดังนั้น ต้องมีภาพบันทึกความทรงจำและความสำเร็จ แต่โดยปกติค่าใช้จ่ายของ Official Photo Pack จะอยู่ที่ราว 1,500 – 2,000 บาท ซึ่งแม้จะราคาไม่ได้ถูก แต่ก็ไม่ได้มีอะไรการันตีว่าจะได้ภาพที่เป๊ะทุกช็อต

ดังนั้น เทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงคือ การจ้างช่างภาพส่วนตัวประกบ (Private Photographer) เพื่อให้ได้มุม Cinematic หรือ Reel เท่ ๆ ราคาจ้างต่อวันอยู่ที่ 3,000 – 7,000 บาท แล้วแต่เรทของช่างภาพแต่ละคน

ทำประกันก่อนแข่ง และ Recovery หลังแข่งจบ

ขึ้นชื่อว่าการแข่งขัน ดังนั้น มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุทำให้บาดเจ็บได้ ทำให้ ประกันอุบัติเหตุ โดยเฉพาะสำหรับนักกีฬา หรือ PA Extreme ที่คุ้มครองกีฬาที่ต้องใช้ร่างกายหนัก ก็เป็นอีกโอกาสที่จะเข้ามาใช้โอกาสช่วงเกิดการแข่ง Hyrox ขายประกัน

และหลายคนหลังแข่งจบ ตัวระบบไปทั้งตัว จะลุก จะนั่ง จะนอน ก็ทรมานไปหมด ดังนั้น การใช้บริการ คลินิกเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ก็เป็นอีกธุรกิจที่ได้อานิสงส์จาก Hyrox ในครั้งนี้ โดยโปรแกรมฟื้นฟูร่างกายจากอาการบาดเจ็บจะอยู่ที่ 650 -2,500 บาท ขึ้นอยู่กับโปรแกรม แต่หลายคนมักเลือกใช้บริการนวด Sport Massage หรือ Ice Bath เพื่อฟื้นฟูร่างกาย โดยจะตกครั้งละ 1,500 – 2,500 บาท

สรุป หากคุณเป็นมือใหม่ที่อยากลงแข่งแบบจัดเต็ม เพื่อผลลัพธ์และภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ นอกเหนือจากค่าสมัครแข่งขัน Hyrox ที่มีราคาประมาณ 3,000 – 5,000 บาทแล้ว ก็อาจต้องเตรียมงบเพื่อเตรียมตัวอยู่ระดับหนึ่ง แต่ถ้าใครที่ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว และไม่ได้ต้องใช้บริการช่างภาพส่วนตัวประกบ ก็อาจไม่ได้ใช้งบประมาณเยอะ เพราะมีอุปกรณ์และออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว ไหน มีใครไปแข่ง Hyrox บ้าง มาแชร์กันหน่อยว่าใช้จ่ายไปกับอะไรอีกบ้าง

]]>
1566021
ไม่หยุดแค่ยีนส์ ‘Levi’s’ ซื้อแบรนด์ ‘Beyond Yoga’ รุกตลาดชุดออกกำลังกาย https://positioningmag.com/1345544 Fri, 06 Aug 2021 05:55:54 +0000 https://positioningmag.com/?p=1345544 หากพูดถึงเสื้อผ้า ‘ยีนส์’ แบรนด์แรก ๆ ที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้น ‘ลีวายส์’ (Levi’s) ที่ถือกำเนิดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1853 แต่ในยุคนี้ ลีวายส์ก็ได้ขยายเข้าสู่ตลาดใหม่ ๆ โดยล่าสุด Levi Strauss & Co. ได้ตกลงซื้อแบรนด์เครื่องแต่งกายโยคะ Beyond Yoga เพื่อเข้าสู่พื้นที่การแข่งขันในตลาด activewear หรือชุดสำหรับออกกำลังกาย

แม้จะไม่มีการเปิดเผยถึงมูลค่าดีลดังกล่าว แต่คาดว่าจะจบลงในไตรมาส 4 ปีนี้ และการเข้าซื้อแบรนด์ Beyond Yoga จะช่วยเสริมรายได้ให้บริษัททันที โดยคาดว่าในปีงบประมาณหน้า บริษัทจะมีรายได้สุทธิรวมกว่า 100 ล้านดอลลาร์ โดยข้อตกลงดังกล่าวควรช่วยให้ลีวายส์ขยายตลาดกลุ่มผู้หญิง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของยอดขายในปัจจุบัน ขณะที่เป้าหมายคือทำให้สัดส่วนกลุ่มผู้หญิงเติบโตถึง 50%

“เราดูการเข้าซื้อกิจการมาระยะหนึ่งแล้ว และตลาดชุดออกกำลังกายก็น่าสนใจมาก เราเห็นศักยภาพการเติบโตมหาศาล และมันจะทำให้เราเป็นบริษัทในกลุ่มเสื้อผ้าที่มีการเติบโตสูงและมีกำไรสูง” Chip Bergh ซีอีโอของ Levi กล่าว

ฮาร์มิต ซิงห์ ซีเอฟโอของลีวายส์ให้ความเห็นว่า Beyond Yoga มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในขณะที่มีผลกำไรเพิ่มขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และหลังจากการทำธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ Beyond Yoga จะดำเนินงานแบบแยกส่วนภายในธุรกิจของตน ผู้ร่วมก่อตั้ง Michelle Wahler จะยังคงดำรงตำแหน่ง CEO ของ Beyond Yoga ต่อไป ทั้งนี้ ลีวายส์วางแผนที่จะขยายแบรนด์ Beyond Yoga นอกสหรัฐอเมริกาและเปิดหน้าร้านเพิ่มเติม

การเข้าซื้อกิจการของลีวายส์ถือเป็นอีกหนึ่งตัวบ่งชี้ว่า ภาคการค้าปลีกมีการแข่งขันดุเดือดอยู่แล้วกำลังเติบโตอย่างร้อนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ตั้งแต่ Kohl’s ไปจนถึง Target แย่งชิงส่วนแบ่งตลาดเสื้อผ้า activewear ที่ผ่านมา Big-box chains Dick’s Sporting Goods, Kohl’s และ Target ได้เปิดตัวชุดออกกำลังกายของตัวเองโดยแข่งขันกับแบนเนอร์ของ Nike, Under Armour และ Athleta ของ Gap เป็นต้น

เสื้อผ้าจากแบรนด์ Beyond Yoga

จากผลการระบาดของ COVID-19 ได้ส่งผลต่อเทรนด์แฟชั่น โดยเฉพาะเสื้อผ้ากีฬาที่หลายคนยังเลือกใส่แม้การระบาดจะลดลง เนื่องจากความสบายใยการสวมใส่ เช่น กางเกงที่ยืดหยุ่นได้และรองเท้าผ้าใบ โดยสามารถใส่ได้ทั้งเพื่อออกกำลังกายและออกไปซื้อของนอกบ้าน

“ในขณะที่บางคนเริ่มกลับไปที่สำนักงาน แต่คุณไม่เห็นชุดสูทอีกต่อไป คุณเห็นผู้คนเข้าไปในสำนักงานด้วยเสื้อผ้าที่ไม่เป็นทางการมากขึ้น แม้แต่ผลิตภัณฑ์ประเภทกีฬา และเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกอย่างแท้จริง”

หลังจากมีข่าว ส่งผลให้หุ้นลีวายส์เพิ่มขึ้นราว 1% ขณะที่หุ้นลีวายส์เพิ่มขึ้น 37% ทุกปี มูลค่าตามราคาตลาดอยู่ที่ 11.1 พันล้านดอลลาร์

Source

]]>
1345544
เปิดเหตุผลทำไมทีมทำงานดีขึ้น? เมื่อหัวหน้าออกกำลังกายมีวินัยทุกวัน! https://positioningmag.com/1331190 Sun, 09 May 2021 14:47:17 +0000 https://positioningmag.com/?p=1331190 หัวหน้าที่ดีต้องออกกำลังกาย! ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ในองค์กรฟันธง การจัดการความเครียดของหัวหน้า คือหนทางพาลูกทีมทำงานเต็มประสิทธิภาพ แนะผู้นำทุกคนควรสละเวลา 5 นาทีรีเซตอารมณ์ทุกวัน ก่อนที่ความเหนื่อยใจจะทำร้ายการตัดสินใจในระยะยาว

แม้เทคนิคเช่นการนับถึง 10 และการหายใจเข้าลึก จะมีประโยชน์ แต่ผู้บริหารส่วนใหญ่พบว่ายากที่จะทำได้ผลเมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์ที่บีบคั้นและซับซ้อนกว่าปกติ สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำคือการหาทางทำให้มีช่วงเวลาที่จิตใจไม่สร้างความเครียดขึ้นมา ผ่านกิจกรรมที่ชอบในทุกวัน การันตีเทคนิคนี้จะสร้างความแตกต่าง ยกระดับวิธีปฏิสัมพันธ์กับตัวเอง คนรอบข้าง และลูกทีมแบบจับต้องได้

อย่าละเลย

Paul Donovan ผู้ก่อตั้งบริษัท The Change Company ในออสเตรเลียตั้งแต่ปี 1999 นั้นมีความเชี่ยวชาญในการแนะนำให้ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรสามารถเจรจาและตัดสินใจที่เอื้อให้ทีมทำงานอย่างมีคุณภาพ ล่าสุด Paul ออกมาแนะนำให้ผู้นำองค์กรจัดการความเครียดของตัวเอง หากต้องการให้ลูกน้องทุกคนมีประสิทธิผลในการทำงาน โดยอธิบายว่า แม้การจัดการกับความรับผิดชอบจำนวนมากจะเป็นส่วนหนึ่งของงานผู้นำก็จริง แต่การละเลยสุขภาพของตัวเอง ก็อาจจะทำร้ายประสิทธิภาพในการตัดสินใจได้แบบรุนแรง

Donovan บอกว่าในฐานะผู้นำ การจัดการความเครียดอาจเป็นเรื่องท้าทาย เพราะหัวหน้างานมักจะจมอยู่กับงานการทำงานหลายอย่างพร้อมกันตลอดเวลา ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามรักษาสมดุลระหว่างชีวิตการทำงาน และชีวิตส่วนตัว ดังนั้น การเรียนรู้วิธีจัดการความเครียด จึงเป็นสิ่งที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งที่ผู้นำทุกคนสามารถทำได้ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับสุขภาพจิตใจโดยรวม แต่ยังช่วยเพิ่มผลผลิตและสร้างความมั่นใจให้ตัวหัวหน้า ว่าจะสามารถทำงานบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเพื่อนร่วมทีม

Donovan ย้ำว่าผู้นำองค์กรหลายคนประสบกับความเครียดในระดับสูงค่อนข้างบ่อย ซึ่งในความเป็นจริง การศึกษาพบว่าสังคมโลกประสบกับความเครียดมากขึ้นเรื่อย เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งนี้มักเรียกกันว่าการแพร่ระบาดของความเครียดเป็นปัญหาใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทีมต้องทำโปรเจกต์ใหญ่ที่ทีมต้องทุ่มเทพลังงานเต็มที่

เมื่อความรู้สึกเครียดครอบงำ ระดับคอร์ติซอลในร่างกายของคนนั้นจะเพิ่มขึ้น สิ่งนี้ทำให้เกิดมุมมองว่าเรื่องโน้นเรื่องนี้เป็นภัยคุกคาม สมองของคนผู้นั้นจึงเพิ่มความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ภาวะนี้เองที่จะทำให้คนผู้นั้นไม่ได้ใช้พลังของตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร แต่มักจะเริ่มรู้สึกไร้เรี่ยวแรง รู้สึกอ่อนแอ และเริ่มสูญเสียวิจารณญาณ

ในขณะที่ความเครียดตัวร้ายเริ่มออกฤทธิ์ หลายคนจะมีความเสี่ยงเป็นพิเศษต่อสิ่งที่เรียกว่าความขัดแย้งทางอำนาจ (power paradox) ความขัดแย้งทางอำนาจนี้จะเกิดขึ้นเมื่อคนผู้นั้นถูกบีบให้ใช้ตำแหน่งหรือยศของตัวเองเพื่อช่วยให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราว หลายคนอาจเคยประสบกับภาวะนี้ด้วยตัวเองหรือเคยเห็นเหตุการณ์นี้กับบุคคลอื่น เช่น หัวหน้างานที่เครียดและกังวลว่าเรื่องนั้นก็ไม่ดี เรื่องนี้ก็ไม่ใช่และทันใดนั้น หัวหน้ารายนี้ก็กลายร่างเป็นคนที่ฝักใฝ่งานสมบูรณ์แบบและมีแรงผลักดันพลังงานล้นปรี่ แล้วจึงเริ่มออกคำสั่งคนรอบข้างเพื่อลดความเครียด กลายเป็นการใช้อำนาจที่ไม่เข้าท่าไป

Donovan บอกว่าที่สุดแล้ว ทุกคนอาจรู้สึกเครียดได้ที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ถ้าใครมียศมีตำแหน่ง ก็จะถูกกระตุ้นให้ใช้ตำแหน่งของตัวเองเป็นเครื่องมือในการจัดการกับความรู้สึกว่าไร้อำนาจ ความเครียดยังมีแนวโน้มที่จะทำให้พวกเราทุกคนรู้สึกไร้พลัง และเมื่อรู้สึกเช่นนี้ หลายคนอาจจะไม่ใช้พลังของตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ นี่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางอำนาจซึ่งผู้นำหรือหัวหน้าทีมต้องระวังให้ดี

จัดการกับความเครียดสไตล์ผู้นำ

Donovan ยกตัวอย่างว่าเมื่อใดที่ใครก็ตามรู้สึกเครียดมาก เมื่อนั้นมักเป็นสัญญาณว่าคนผู้นั้นผลักดันตัวเองมากเกินไป และไม่ได้เข้าไปแทรกแซงเร็วพอที่จะจัดการกับอารมณ์ได้ แต่ทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าจะสายเกินไปที่จะทำอะไรบางอย่างกับอารมณ์ที่คุกรุ่น เพียงแต่ทุกคนจะต้องไม่รอให้ถึงเวลาที่เครียดจัดก่อนที่จะลงมือแก้ไข

ตรงนี้ Donovan ยอมรับว่าแม้เทคนิคเช่นการนับถึง 10 และการหายใจเข้าลึก จะมีประโยชน์ แต่ผู้บริหารส่วนใหญ่พบว่ายากที่จะทำได้เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่บีบคั้นมากๆ ดังนั้นสิ่งที่แนะนำให้ทำคือออกกำลังกายให้มีวินัยมากขึ้น และควบคุมให้เข้มข้นขึ้นเมื่อไม่ได้รู้สึกเครียด 

Donovan เชื่อว่าทุกคนโดยเฉพาะหัวหน้างาน ควรต้องหาเวลาทุกวันที่จะปลีกตัวออกจากงาน แล้วนั่งลง คิด อ่าน ลดอัตราการเต้นของหัวใจ และผ่อนคลาย หากทำเช่นนี้ทุกวัน ความเครียดจะไม่เกิดขึ้นมาในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งทำให้คลายความรู้สึกหนักใจไม่ให้เกิดขึ้นต่อเนื่องจนสะสม

สิ่งนี้เป็นเหมือนการรีเซต Donovan เปรียบเทียบว่าเหมือนการตั้งค่ากลับเป็นศูนย์ทุกวันในเวลาครู่หนึ่ง เทคนิคนี้ถือว่าสำคัญ ผู้บริหารบางคนใช้วิธีนั่งสมาธิ หรือออกกำลังกายแบบใช้สมาธิง่ายๆ เช่น เก็บของใส่ตู้ อ่านหนังสือ หรือยืดเส้นยืดสาย แม้ว่าจะเป็นเวลาเพียง 5 นาที แต่หลายคนพบว่าสิ่งนี้จะเริ่มสร้างความแตกต่าง ช่วยให้ไม่ได้รู้สึกเครียดเพิ่มขึ้นบ่อยครั้งเหมือนเคย

การจัดการความเครียด จึงถือเป็นสิ่งสำคัญเมื่อเราอยู่ในสถานะที่มีอำนาจ การสละเวลาปล่อยวางออกจากงานอย่างมีสติ และใช้เวลาในแต่ละวันให้ช้าลง จะสามารถสร้างความแตกต่างอย่างมาก ต่อวิธีปฏิสัมพันธ์กับตัวเองและคนรอบข้างแบบเห็นได้ชัด Donovan ทิ้งท้าย ซึ่งสะท้อนได้ชัดถึงเหตุผลว่าทำไม? ทีมจึงทำงานดีขึ้นเมื่อหัวหน้าจัดการความเครียดของตัวเองได้สำเร็จ.

ที่มา

]]>
1331190
ปัญหาขาดตู้คอนเทนเนอร์ทำพิษ ‘Nike’ ฉุดรายได้อเมริกาเหนือร่วง 10% https://positioningmag.com/1324130 Fri, 19 Mar 2021 06:13:02 +0000 https://positioningmag.com/?p=1324130 ‘Nike’ (ไนกี้) ผู้ผลิตรองเท้าและชุดกีฬาได้รายงานผลประกอบการรายได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ว่าได้รับผลกระทบในทางลบจากปัญหาซัพพลายเชน อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือ, ยุโรป, ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

รายได้ในอเมริกาเหนือในไตรมาสที่ 3 ตามปฏิทินบริษัทลดลง 10% จากปีที่แล้วมาอยู่ที่ 3.56 พันล้านดอลลาร์ซึ่ง Nike กล่าวว่า รายได้ที่ลดลงได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์สินค้าทั่วโลก และความแออัดของท่าเรือในสหรัฐฯ ซึ่งทำให้การไหลเวียนของสินค้าคงคลังล่าช้ามากกว่าสามสัปดาห์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระยะเวลาในการจัดส่งสินค้า นั่นหมายความว่าพาร์ตเนอร์ค้าส่งจะได้รับผลกระทบเนื่องจากธุรกิจต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าและร้านจำหน่ายเครื่องกีฬาไม่ได้รับสินค้าตรงเวลา

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผลกระทบดังกล่าวและในยุโรปยังมีการปิดร้านอย่างต่อเนื่อง แต่ Nike ยังคงเห็นโมเมนตัมทางออนไลน์ที่ดี โดยยอดขายอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้น 59% ในไตรมาสเดียวกัน ทำให้มีผลกำไรสูงขึ้นและมียอดขายรวม 10.36 พันล้านดอลลาร์ จากปีก่อนหน้าปิดที่ 10.1 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ว่าจะมีรายได้รวม 11.02 พันล้านดอลลาร์

ในภูมิภาคยุโรป, ตะวันออกกลาง และแอฟริกา Nike ระบุว่ายอดขายหน้าร้านลดลงเนื่องจากการปิดและข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับการระบาด ในขณะที่ยอดขายออนไลน์ในตลาดเหล่านั้นเพิ่มขึ้น 60% ส่วนในประเทศจีนซึ่งเป็นภูมิภาคที่ฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องยอดขายเพิ่มขึ้น 51%

ทั้งนี้ Nike มองว่าแม้ว่าวิกฤต COVID-19 ทั่วโลกจะยังคงทำให้เกิดความไม่แน่นอน แต่ Nike คาดว่าปัญหาในยุโรปจะเริ่มคลี่คลายลงในเดือนเมษายน แต่ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลกและปัญหาการขาดแคลนคนขับรถบรรทุกในสหรัฐฯ ยังคงเป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับธุรกิจต่าง ๆ หลายคนคาดว่าปัญหาเหล่านี้จะลากยาวไปจนถึงครึ่งหลังของปี แต่คาดว่าเวลาการขนส่งสินค้าคงคลังจะดีขึ้นอย่างช้า ๆ

Nike Store at La Roca Village
Photo : Shutterstock Nike Store at La Roca Village

โดยบริษัทคาดว่ายอดขายในไตรมาสสี่จะเพิ่มขึ้น 75% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากปีที่แล้ว Nike ต้องปิดหน้าร้านลงถึง 90% เนื่องจากการแพร่ระบาด ขณะที่นักวิเคราะห์มองหาการเติบโตที่ 64.3% ทั้งนี้ บริษัท กล่าวว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของ Nike จะมีสัดส่วนยอดขายอย่างน้อย 50% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดย Nike ได้ลงทุนในดิจิทัลมากขึ้นรวมถึงแอป SNKRS ที่จะช่วยให้ Nike เข้าผู้บริโภคที่โดยลดการพึ่งพาพันธมิตรคนกลางในการขายสินค้า

นอกจากนี้ยังระบุว่า Nike เพิ่งประสบความสำเร็จในการทดสอบ ‘ไลฟ์สด’ ขายของ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเอเชีย โดยในอเมริกาก็เริ่มมีการทดลองทำตามเทรนด์นี้บ้างแล้ว อาทิ Nordstrom และ Walmart ขณะที่ Nike ได้ระบุว่าได้เริ่มไลฟ์สดในญี่ปุ่น, เยอรมนี และอิตาลี

“เราได้เห็นการมีส่วนร่วมที่น่าอัศจรรย์สำหรับการโต้ตอบแบบสด โดยเรามีคนดูโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า” John Donahoe ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าว

Source

]]>
1324130
Adidas รุกเเผนปั้นยอดขายออนไลน์ ‘เพิ่ม 2 เท่า’ ในปี 2025 ออกสินค้ารักษ์โลก ลุยตลาดจีน https://positioningmag.com/1323016 Thu, 11 Mar 2021 09:47:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1323016 จับเทรนด์อีคอมเมิร์ซเฟื่องฟู ‘Adidas’ แบรนด์เสื้อผ้าและรองเท้ากีฬาชื่อดังจากเยอรมนี ทุ่มพันล้านยูโรปั้นยอดขายออนไลน์เพิ่ม 2 เท่าภายในปี 2025 จับตลาดวัยรุ่น-เเฟชั่น-ผู้หญิง เร่งเจาะตลาดจีน พร้อมออกสินค้ารักษ์โลกคำนึงถึงความยั่งยืนมากขึ้น โดยเป็นหนึ่งในเเผนธุรกิจ 5 ปี ที่จะเพิ่มผลกำไรให้ทันคู่เเข่งอย่าง Nike

Adidas วางเป้าทำยอดขายทางออนไลน์ให้ได้ถึง 9 พันล้านยูโรต่อปี (ราว 3.2 เเสนล้านบาท) ให้ได้ภายในปี 2025 หลังมีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 12-14% จากที่เคยทำได้ในปี 2019 ที่ 11.3% โดยสามารถทำรายได้ 5.55 พันล้านยูโร (ราว 2 เเสนล้านบาท) ในไตรมาสที่ 4/2020 ที่ผ่านมา 

บริษัท ประเมินว่า ในปีนี้จะมีการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง หลังสาขาทั่วโลกมากกว่า 95% ได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง โดยเฉพาะลูกค้าในกลุ่มวัยรุ่นที่มีรายได้ปานกลางถึงระดับสูง

คาดว่ายอดขายปีนี้จะเพิ่มขึ้นมากถึง 30% โดยเฉพาะในประเทศจีน เอเชีย และลาตินอเมริกา

เเม้ธุรกิจเสื้อผ้าเเละอุปกรณ์กีฬา จะได้รับผลกระทบหนักจากการปิดสาขาชั่วคราว ตามมาตรการล็อกดาวน์สกัด COVID-19 ในหลายประเทศ เเต่ก็สามารถทำยอดขายทางออนไลน์ได้ถล่มทลาย เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากหันมาใส่ใจสุขภาพ มีการออกกำลังกายหรือเล่นโยคะที่บ้านกันมากขึ้น

ด้านรายใหญ่อีกเจ้าอย่าง Nike แบรนด์ชุดกีฬาที่ครองตลาดมากที่สุดในโลก ก็มีเเผนจะปรับตัวสู่ “ขายออนไลน์” เเบบเต็มสูบ ให้กลายเป็นทิศทางของเเบรนด์ หลังยอดขายไปได้สวย

John Donahoe ซีอีโอของ Nike บอกว่า “เราต่างรู้ดีว่าดิจิทัลเป็น New Normal ในยุคนี้ และพฤติกรรมผู้บริโภคจะไม่กลับไปเป็นแบบเดิมอีกเเล้ว” 

โดย Adidas มีเเผนจะทุ่มเงินทุนมากกว่า 1 พันล้านยูโร (ราว 3.6 หมื่นล้านบาท) เพื่อเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล ในปี 2525 พร้อมสร้างเเพลตฟอร์มเเละระบบต่างๆ ที่เอื้อให้มีคำสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ดีเเละรวดเร็วขึ้น

(Photo by Sean Gallup/Getty Images)

Kasper Rorsted ซีอีโอของ Adidas ระบุว่า ภายในปี 2025 อีคอมเมิร์ซจะมีสัดส่วนมากกว่า 40% ของยอดขายทั้งหมดในอุตสาหกรรม โดยออนไลน์จะเติบโตเร็วกว่าออฟไลน์ถึงสามเท่าซึ่งตอนนี้ Adidas มีสมาชิกมากกว่า 150 ล้านคนเข้าสู่ระบบออนไลน์ของบริษัทแล้ว

เช่นเดียวกับคู่เเข่งอย่าง Puma และ Nike เเบรนด์ Adidas จะให้ความสำคัญกับตลาดผู้หญิง มากขึ้น โดยเฉพาะในสินค้าหมวดเเฟชั่น

นอกจากนี้ ยังวางเป้าหมายที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์กว่า 9 ใน 10 เป็นผลิตภัณฑ์มีความยั่งยืนมากขึ้น ด้วยการใช้วัสดุรีไซเคิลและย่อยสลายได้ นำร่องด้วยการใช้หนังสัตว์เทียมจากเห็ดในรองเท้ารุ่นฮิตอย่าง Stan Smith ที่จะเปิดตัวในปีนี้

ซีอีโอ Adidas บอกว่าผู้บริโภคมากกว่า 70% เห็นว่าความยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ

ด้วยการที่จีนเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด ณ ตอนนี้ Adidas จึงเตรียมเข้าถึงตลาดจีนมากขึ้น โดยจะแยกธุรกิจออกมาจากทวีปเอเชีย รวมถึงการรวมธุรกิจของรัสเซียเข้ากับธุรกิจของทวีปยุโรป โดยเตรียมเปิดตลาดใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และทวีปแอฟริกาในปีนี้ด้วย

นอกจากนี้ Adidas มีแผนที่จะขายกิจการ ‘Reebok’ ภายในปีนี้ เนื่องจากไม่สามารถทำรายได้ถึงเป้าหมายตลอดช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ทำให้สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดไป โดย Adidas เข้าเข้าซื้อ Reebok แบรนด์เสื้อผ้าฟิตเนสของสหรัฐฯ ด้วยมูลค่า 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อ 15 ปีก่อน เพื่อหวังจะเข้ามาช่วยเเข่งขันกับคู่เเข่ง Nike ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ของสหรัฐฯเช่นกัน

 

ที่มา : Reuters (1) (2) , Yahoo

 

]]>
1323016
Jetts Fitness ปรับทิศขยายสาขาใกล้ ‘ออฟฟิศ’ ควบ ‘ชานเมือง’ เร่งดึงยอดสมาชิกกลับ ‘เข้ายิม’ https://positioningmag.com/1320999 Fri, 26 Feb 2021 09:14:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1320999 ต้องยอมรับว่าฟิตเนสได้รับผลกระทบจากวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ไปไม่น้อย เมื่อต้องปิดสาขาชั่วคราวในช่วงล็อกดาวน์ เเต่ในอีกมุมก็เป็นโอกาสสำคัญที่ผู้คนทั่วโลกต่างหันมาดูเเลตัวเองเเละใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น

ปัจจุบัน มูลค่าตลาดของธุรกิจฟิตเนสในไทยอยู่ที่ราว 10,000 ล้านบาท เติบโตอย่างต่อเนื่อง ก่อนสะดุดลงด้วยพิษ COVID-19 เเต่ในปีนี้ เต็มไปด้วยความหวังที่จะกลับมารุ่งอีกครั้ง หลังสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงเเละมีการกระจายวัคซีน

นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของผู้ประกอบการฟิตเนส ว่าพวกเขาจะปรับกลยุทธ์รองรับวิถีชีวิตใหม่นี้อย่างไรกันบ้าง

ปีนี้ Jetts Fitness (เจ็ทส์ ฟิตเนส) เเบรนด์ดังจากออสเตรเลีย เร่งเครื่องขยับขึ้นมาเป็นเบอร์ 1’ ของตลาดไทยในเเง่สาขา ซึ่งเป็นถือกลยุทธ์หลักของธุรกิจฟิตเนส ที่พึ่งพารายได้จากค่าสมาชิกดังนั้นการหาลูกค้ากลุ่มใหม่ในทำเลที่ยังไม่เคยเข้าถึงคือหัวใจสำคัญ

ท่ามกลาง COVID-19 ที่ระบาดทั้งปี 2020 Jetts เปิดคลับใหม่เพิ่มถึง 13 สาขา ทำให้ตอนนี้มีอยู่ 35 สาขาทั่วประเทศไทย พร้อมเดินหน้าเปิดอีก 8 สาขาในปีนี้

เเม้จะขยายสาขาไม่หยุด เเต่ Jetts Fitness ก็เจอผลกระทบหนักเช่นกัน เพราะในช่วง COVID-19 มีสมาชิกยกเลิกไปถึง 20% จากจำนวนสมาชิกที่มีราว 29,000 ราย ขณะเดียวกันสมาชิกเหลืออยู่อีก 80% ในจำนวนนี้กว่า 30% ขอหยุดจ่ายค่าสมาชิกราว 30%

นี่เป็นโจทย์ยากของธุรกิจฟิตเนส ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าเก่ากลับมาเเละหาลูกค้าใหม่ไปด้วยในยามที่ใครๆ ก็รัดเข็มขัดประหยัดค่าใช้จ่าย

ไมค์ แลมบ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง ภูมิภาคเอเชีย บอกว่า ความท้าทายหลักๆ เเบ่งเป็น 2 ส่วนคือ การทำอย่างไรให้สมาชิกที่หายไปกลับมาใช้บริการเเละการทำให้ธุรกิจเติบโตต่อไปเมื่อพฤติกรรมของลูกค้าจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ที่ผ่านมา Jetts Fitness มีการออกโปรเเกรมคลาสออนไลน์เเละเทรนเนอร์ออนไลน์เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับสมาชิกอยู่ตลอด

โดยมองว่าพฤติกรรมการใช้บริการฟิตเนส จะเปลี่ยนไปเป็นการ ‘ผสมผสานระหว่างคลาสออกกำลังกายออนไลน์และการเข้ายิมตามปกติ’ เพราะคนจำนวนมากเริ่มชอบการยืดหยุ่นด้านการเดินทางและตารางเวลา รวมถึงลดความเลี่ยงการติดโรค

สำหรับคลาสออนไลน์ที่บริษัทจัดมีสถิติผู้เข้าชมเกือบสี่หมื่นวิว มีผู้เข้าชมสูงสุดในเวลา 17.00 . ในวันธรรมดา และเวลา 15.00 .ในช่วงสุดสัปดาห์ โดยคลาสบอดี้คอมแบท เล็ทส์มูฟ และเจ ซีรี่ส์ เป็นคลาสยอดฮิต

อย่างไรก็ตาม เเม้คลาสเเละเทรนเนอร์ออนไลน์ จะได้รับการตอบรับที่ดีมาก เเต่ไมค์มองว่า สิ่งสำคัญที่ฟิตเนสมีคือการสร้างcommunity’ เเละบรรยากาศการออกกำลังกายที่ไม่เหมือนอยู่ที่บ้าน มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เชื่อว่าผู้คนจะยังต้องการมาออกกำลังการที่สาขาต่อไปหลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย

ปีนี้ Jetts Fitness ประเทศไทย จะทุ่มงบการตลาด 4% เพื่อทำโปรโมชัน ออกแคมเปญต่างๆ อย่างแคมเปญกระตุ้น “We want you comeback” ด้วยการให้ส่วนลด 50% เเละเปิดตัวทีมเทรนเนอร์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อตอบความต้องการเฉพาะบุคคล ดูเเลนักกีฬามืออาชีพ และมีอุปกรณ์ที่ครบครัน

โดยแนวโน้มการกลับมาใช้บริการของสมาชิกเก่าที่หยุดไป รวมทั้งการสมัครสมาชิกของลูกค้าใหม่ เริ่มทยอยกลับมาเเล้วในระดับ 30%

นอกจากนี้ วิธีดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการ ก็คือการเข้าไปหาลูกค้าผ่านวิธีการเร่งขยายสาขาในทำเลที่หลากหลายขึ้น

ปัจจุบัน Jetts Fitness ครองส่วนแบ่งตลาดฟิตเนสรวมที่ 30% เเละครองส่วนแบ่งตลาดฟิตเนสที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงที่ 60%

จากเดิม Jetts Fitness มีกลยุทธ์ขยายสาขาในพื้นที่กลางใจเมือง เน้นใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า ใกล้อาคารสำนักงาน เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าหลักอย่างพนักงานออฟฟิศ ที่มีอายุราว 21-40 ปี 

เเต่จากการเเพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้หลายบริษัทเลือกให้พนักงานทำงานทางไกลที่บ้าน หรือ Work from Home ดังนั้นทิศทางการเปิดสาขา จึงจะเริ่มขยายทำเลมาแถบชานเมือง ใกล้ชุมชนที่อยู่อาศัย ควบคู่ไปย่านการค้าในเมือง

สำหรับเเผนปีนี้ของ Jetts Fitness ตั้งเป้าเพิ่มอีก 8 สาขา มีงบลงทุนสาขาละ 40 ล้านบาท คาดว่าจบปี 2021 จะมีสาขาอยู่ทั้งสิ้น 41 สาขา พร้อมๆ กับการตั้งเป้าเพิ่มยอดสมาชิกให้เป็น 32,000 รายด้วย

โดยในกรุงเทพฯ จะมีคลับใหม่ที่สยามสแควร์วัน (อยู่กลางใจเมือง) เเละรามอินทรา (อยู่เเถบชานเมือง) ส่วนอีก 6 คลับ จะกระจายไปในต่างจังหวัดเน้นเมืองท่องเที่ยวที่ฮิตในหมู่คนไทย อย่าง หัวหินเเละเพชรบุรี

ต้องจับตาดูว่า ปีนี้ธุรกิจฟิตเนสจะกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหรือไม่

 

]]>
1320999
Nike มองรายได้ปีนี้ “ดีเกินคาด” ปรับเป้ายอดขายเพิ่ม คนเเห่ซื้อออนไลน์พุ่ง เทรนด์สุขภาพอยู่ยาว https://positioningmag.com/1311261 Sat, 19 Dec 2020 14:17:04 +0000 https://positioningmag.com/?p=1311261 เเบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Nike พลิกฟื้นขาดทุนกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง มองว่ารายได้รวมของปีนี้ จะดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ หลังยอดขายออนไลน์เติบโตอย่างมากจากวิกฤตโรคระบาด

การเเพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ผู้คนใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น เเละหันมาทำกิจกรรมต่างๆ เช่น วิ่งหรือขี่จักรยาน ทำให้ชุดกีฬาของเเบรนด์ต่างๆ ได้รับความนิยมขึ้นอย่างมาก โดยในช่วงล็อกดาวน์ มีผู้เข้าใช้งาน
เเอปพลิเคชันของ Nike จำนวนมากเเละมีการสั่งซื้อสินค้าต่อเนื่อง ทำให้มีรายได้ส่วนนี้มาช่วยพยุงยอดขายสาขาที่หดหายไป

Jessica Ramirez นักวิเคราะห์ฝ่ายค้าปลีกของ Jane Hali & Associates ให้ความเห็นว่า การทุ่มลงทุนในอีคอมเมิร์ซของ Nike ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา สร้างความได้เปรียบครั้งใหญ่ เหนือคู่แข่งสำคัญอย่าง Adidas เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเเปลงเข้าสู่ดิจิทัลมากขึ้น

ความพร้อมเเละการใช้งานง่ายของเว็บไซต์ Nike รวมถึงการรวบรวมข้อมูลสินค้าและบริการที่สอดรับความต้องการของลูกค้า ช่วยให้สามารถกำหนดเป้าหมายไปยังผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม เเม้ในช่วงที่ผู้คนต้องประหยัดเเละระะมัดระวังการใช้จ่าย

ยอดขายออนไลน์ของ Nike เติบโตถึง 84% โดยเฉพาะในตลาดอเมริกาเหนือที่เติบโตมากกว่า 100% และพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลกก็เติบโตเป็นอัตราเลขสองหลัก สอดคล้องกับกระเเสการออกกำลังกายกลางเเจ้งในหลายพื้นที่ ได้เริ่มกลับมาอีกครั้ง ก็มีส่วนทำให้ยอดขายของ Nike ฟื้นตัวขึ้นจากช่วงวิกฤตได้ดี

Nike รายงานผลประะกอบการงวดไตรมาส 2/63 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2020 มีรายได้เพิ่มขึ้น 9% มาอยู่ที่ 1.12 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ที่ 1.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้านกำไรสุทธิไตรมาส 2 อยู่ที่ 1.25 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12% คิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 78 เซ็นต์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดกำไรต่อหุ้นไว้ที่ 62 เซ็นต์

ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารก็ลดลง 2% สู่ระดับ 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้นทำให้ Nike ไม่ต้องใช้ทุ่มงบโฆษณา หรือจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดมากเท่ากับปีก่อน ๆ

จากปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตเหล่านี้ ทำให้ Nike ได้ปรับคาดการณ์รายได้ในปีปฏิทิน 2021 (มิ.. 2020-.. 2021) จากเดิมที่คาดกว่าจะโตเเค่หลักเดียวเเต่ตอนนี้คาดว่าจะโตได้ถึงสองหลักอย่างเเน่นอน โดยกลุ่มลูกค้าที่บริษัทจะมุ่งตีตลาดต่อไปนั่นก็คือกลุ่มวัยรุ่นนั่นเอง

 

ที่มา : Reuters, Nike 

]]>
1311261
ทิศทางใหม่ ‘Nike’ ดันยอดขายอีคอมเมิร์ซพุ่ง 82% เมื่อออนไลน์คือ New Normal ของผู้บริโภค https://positioningmag.com/1298964 Sun, 27 Sep 2020 10:54:39 +0000 https://positioningmag.com/?p=1298964 การปรับสู่ขายออนไลน์เต็มสูบของเเบรนด์ดังอย่าง ‘Nike’ เป็นทิศทางใหม่ที่ไปได้สวยเลยทีเดียว หลังยอดขายผ่านอีคอมเมิร์ซพุ่งสูงกว่า 82% ในไตรมาสที่ผ่านมา

John Donahoe ซีอีโอของ Nike บอกว่าเราต่างรู้ดีว่าดิจิทัลเป็น New Normal ในยุคนี้ และพฤติกรรมผู้บริโภคจะไม่กลับไปเป็นแบบเดิมอีกเเล้ว” 

บรรดาผู้ผลิตเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬารายใหญ่ของโลก ต่างปรับตัวมาขายตรงกับผู้บริโภคมากขึ้น ตามผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของตัวเอง ซึ่ง Nike เริ่มดำเนินกลยุทธ์นี้มาตั้งเเต่ก่อนวิกฤต COVID-19

ช่วงที่ผ่านมาเเม้ยอดขายทางออนไลน์ของ Nike จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เเต่ตอนขายหน้าร้านลดลงอย่างมากเมื่อต้องปิดให้บริการชั่วคราวตามมาตรการล็อกดาวน์ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่งผลให้ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ (ไตรมาส 4 ของปีงบประมาณ) บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 6.31 พันล้านดอลลาร์ จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมีรายได้ที่ 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือลดลงมากถึง -38% โดยมียอดขาดทุนสุทธิ 790 ล้านดอลลาร์ 

ขณะเดียวกัน การที่ผู้คนหลีกเลี่ยงไปออกกำลังกายที่ยิม ก็มีส่วนหนุนให้ยอดขายออนไลน์ของ Nike เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะคนต้องการออกกำลังกายที่บ้านมากขึ้น ทำให้ยอดขายดิจิทัลเติบโต 82% มากกว่าไตรมาสก่อนหน้านี้ที่ Nike ทำยอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้น 75% คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของยอดขายทั้งหมด ที่  Nike เคยวางเป้าหมายว่าจะทำให้ได้ในปี 2023

Nike มีกำไรสุทธิในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้น 11% เป็น 1.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.8 หมื่นล้านบาท) จากการลดค่าใช้จ่ายในสาขาเเละลดต้นทุนการบริหารโดยถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมายของเหล่านักวิเคราะห์

(Photo by Spencer Platt/Getty Images)

เมื่อดูเป็นรายภูมิภาคพบว่า ในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา มียอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า เเต่ธุรกิจค้าส่งเเละสาขาก็ยังมีลูกค้าไปเยือนลงลดมาก เเม้ในตลาดใหญ่อย่างจีนจะฟื้นตัวเร็วมาก เเต่การฟื้นตัวโดยรวมของเอเชียแปซิฟิกและลาตินอเมริกา กลับลดลง 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เเม้ตอนนี้ร้านค้ากว่า 90% จะกลับมาเปิดให้บริการปกติเเล้วก็ตาม

ขณะที่ หากเเบ่งเป็นหมวดหมู่ พบว่า ยอดขายกลุ่มเสื้อผ้าของ Nike ลดลง 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ยอดขายอุปกรณ์ลดลง 17%

ส่วนสินค้าที่ขายดีขึ้นคือรองเท้า โดยมีการเติบโตขึ้น 4% ถือว่าดีขึ้นกว่าไตรมาสก่อนหน้าซึ่งสิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 2020 ที่รองเท้ามียอดขายลดลง 35% เสื้อผ้าลดลง 42% เเละอุปกรณ์กีฬาลดลง 53% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2019

Christopher Svezia นักวิเคราะห์ของ Wedbush ให้ความเห็นกับ Reuters ว่า ยอดขายรองเท้าและเครื่องแต่งกายกีฬาทั่วโลกของ Nike จะฟื้นตัว โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือ และจะเติบโตยิ่งขึ้น เมื่อกลุ่มนักเรียนนักศึกษากลับไปเรียนที่สถานศึกษาได้เหมือนเดิมอีกครั้ง

ทั้งนี้ Nike ประกาศจะปรับลดพนักงานเพื่อลดค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 1 .. เป็นต้นไป โดยจะหันไปเน้นการลงทุนแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น รวมถึงจะยกเลิกสัญญากับผู้ค้าปลีกหลัก 9 ราย และดีลกับห้างสรรพสินค้า Dillard’s และ Zappos ของ amazon.com พร้อมกับการระงับเเผนที่จะเปิดโรงงานใหม่ในรัฐแอริโซนาของสหรัฐฯ ด้วย

 

ที่มา : Reuters (1)(2) , Business Insider

 

]]>
1298964
อย่างล้ำ! ‘สิงคโปร์’ ติดตามการออกกำลังกายประชาชนผ่าน ‘Apple Watch’ พร้อมแจก ‘เงิน’ หากทำได้ตามเป้า https://positioningmag.com/1297558 Thu, 17 Sep 2020 10:16:50 +0000 https://positioningmag.com/?p=1297558 ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ‘Apple’ ได้สร้างความโดดเด่นในสิงคโปร์ด้วยการเปิดตัว ‘Apple Store’ แห่งที่ 3 ซึ่งมีจุดพีคคือ ร้าน ‘ลอยน้ำ’ และล่าสุด รัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศความร่วมมือกับ Apple เกี่ยวกับโครงการด้านสุขภาพ โดยใช้ ‘Apple Watch’ เป็นตัวเก็บข้อมูล

รัฐบาลสิงคโปร์ ประกาศความร่วมมือกับ Apple ในการริเริ่มดำเนินโครงการด้านสุขภาพ ‘LumiHealth’ แอปพลิเคชันที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมกิจกรรมและพฤติกรรมการมีสุขภาพโดยใช้ ‘Apple Watch’ เป็นตัวเก็บข้อมูลของประชาชนที่ทำกิจกรรมเกี่ยวกับการออกกำลังกายในแต่ละสัปดาห์ เช่น เดิน, ว่ายน้ำ หรือฝึกโยคะ นอกจากนี้ยังเตือนให้ผู้ใช้สมัครตรวจสุขภาพและนัดฉีดวัคซีนอีกด้วย และสำหรับใครที่สามารถทำได้ตามเป้าที่วางไว้ รัฐบาลจะให้รางวัลแก่ประชาชนเป็นเงินสูงสุด 380 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 8,700 บาท)

“สิงคโปร์มีระบบการดูแลสุขภาพชั้นนำแห่งหนึ่งของโลกและเรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมมือกับพวกเขา” Jeff Williams. ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กล่าว

ทั้งนี้ สิงคโปร์ถือเป็นที่พูดถึงในเรื่องแนวทางที่เข้าใจเทคโนโลยีที่นำมาปรับใช้ในด้านสาธารณะ โดยเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่เปิดตัวแอปติดตามประชาชนเพื่อหยุดการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19  นอกจากนี้ยังใช้ ‘หุ่นยนต์สุนัข’ เพื่อลาดตระเวนในสวนสาธารณะและกระตุ้นให้เกิด Social Distancing

“แม้ว่าพวกเราทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายของโรค COVID -19 แต่เราก็ต้องลงทุนต่อไปเพื่ออนาคตของเราและไม่มีการลงทุนใดที่ดีไปกว่าสุขภาพของเราเอง” Heng Swee Keat รองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ กล่าว

Source

]]>
1297558
New Normal การออกกำลังกาย Reebok เผย 3 รูปแบบพัฒนา “หน้ากาก” เเห่งโลกอนาคต https://positioningmag.com/1280196 Fri, 22 May 2020 12:54:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1280196 หากคุณเป็นคนชอบวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือชอบทำกิจกรรมกลางเเจ้ง คงกำลังมองหา “หน้ากาก” ที่จะช่วยให้สามารถออกกำลังกายได้อย่างสะดวกสบายเเละปลอดภัย ท่ามกลางโรคระบาด

เเต่ก็เป็นเรื่องที่ “ยากมาก” เพราะหน้ากากที่ใช้ออกกำลังกายส่วนใหญ่ที่มีขายในท้องตลาด ไม่ได้ถูกออกเเบบ
มาเพื่อกรองอนุภาคต่างๆ เเต่เป็นการจำลองระดับออกซิเจนให้ต่ำ เพื่อช่วยฝึกซ้อมวิ่งในพื้นที่ที่ตั้งอยู่บนความสูง
เหนือระดับน้ำทะเล อย่างพวกวิ่งขึ้นเขาหรือปีนเขา เพิ่มความแข็งแรงของระบบหายใจ

ตอนนี้ Reebok เเบรนด์สินค้ากีฬาชื่อดัง กำลังทำวิจัยเพื่อผลิตหน้ากากให้ตอบสนองความต้องการของคนในปัจจุบันที่ต้องปกปิดใบหน้า ป้องกันเชื้อโรคเเละไม่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน นวัตกรรมใหม่นี้จะทำให้เราได้เห็นว่า “หน้ากาก” จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงทศวรรษต่อจากนี้

ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าจากปัจจัยมลพิษที่สูงขึ้น ประกอบกับการระบาดใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นบ่อย จะทำให้หน้ากาก
กลายเป็นส่วนหนึ่งในการออกกำลังกายของเรา เเม้จะผ่านพ้นวิกฤต COVID-19 ไปแล้วก็ตาม

Don Albert หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมของ Reebok ยุโรป บอกว่า ตอนนี้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย
ผู้คนหันมาสวมหน้ากากในการออกกำลังกายมากขึ้น ถือว่าเป็น New Normal (วิถีชีวิตใหม่) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Albert เเละทีมของเขากำลังพัฒนา “หน้ากากต้นเเบบ” ที่จะปกป้องผู้ที่ออกกำลังกายจากอนุภาคอันตรายต่างๆ
ขณะเดียวกันก็ต้องมีระดับออกซิเจนเหมาะสมกับผู้สวมใส่ เเม้ตอนนี้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้น เเต่ก็ทำให้เรามองเห็นรูปแบบของ “หน้ากากแห่งอนาคตเเบบดิสโทเปีย” ของเรา

“คงจะดีไม่น้อย ถ้าเราสามารถสร้างหน้ากากที่ผู้คนอยากสวมใส่มันจริงๆ ไม่ใช่เพราะจำเป็นต้องใส่” Albert กล่าว

เเละนี่คือรูปแบบของหน้ากากแห่งอนาคตของ Reebok เพื่อการออกกำลังกาย โดยเปิดตัวมา 3 เเบบดังนี้

THE SENSORIAL MASK

หน้ากากนี้มีรูปแบบคล้ายกับเเบบที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เเต่จะมีการเปิดเผยให้เห็นช่วงปากอย่างชัดเจน เนื่องจากผลวิจัยผู้ใช้ของ Reebok ส่วนใหญ่มองว่ากีฬาเเละการออกกำลังกาย เป็นกิจกรรมทางสังคมที่พวกเขาต้องการเเสดงอารมณ์เเละเห็นใบหน้าของผู้อื่น ดังนั้นหน้ากากนี้จะช่วยกรองอนุภาคต่างๆ เเละยังคงช่วยให้ผู้สวมใส่ได้สื่อสารกับสิ่งรอบตัว อีกทั้งหน้ากากนี้จะมีการติดเซ็นเซอร์ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจเเละอัตราการหายใจ ที่ดูได้ผ่าน
เเอปพลิเคชันด้วย

Photo : Reebok

THE IMMERSION MASK

หน้ากากนี้ดูแปลกมากที่สุด เหมือนเป็นหมวกที่ครอบทั้งใบหน้า โดยจะมีเครื่องช่วยหายใจเพื่อรักษาสมดุล ซึ่งถูกออกเเบบมาสำหรับผู้สวมใส่ที่อยากได้รับการปกป้องขั้นสุด ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้สวมใส่หายใจได้อย่างสะดวกด้วย

เเม้จะดูใส่ลำบากกว่าเเบบอื่น เเต่หน้ากากนี้มีศักยภาพที่จะให้ข้อมูลมากที่สุด เนื่องจากมันจะมีเซ็นเซอร์ทั่วทั้งใบหน้าและส่วนหัว นอกจากนี้ยังสามารถปรับสภาพภายในหน้ากากได้ตั้งแต่อุณหภูมิไปจนถึงระดับออกซิเจน

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยบอกว่าหน้ากากนี้เมื่อสวมใส่เเล้วอาจจะรู้สึกร้อน โดยเฉพาะในพื้นที่เขตร้อนหรืออบอุ่น เเต่ดีสำหรับพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เเละหน้ากากเหล่านี้คงไม่ได้ใช้กันทั่วโลก เพราะในหลายประเทศก็มี “มีบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับการสวมหน้ากาก” ที่ไม่เหมือนกัน

Photo : Reebok

THE SYMBIOSIS MASK

สำหรับหน้ากากรูปแบบที่ 3 ผู้วิจัยบอกว่าเป็นความพยายามขั้นสุดของการผลิตหน้ากากแห่งอนาคต เพราะจะมีการ
ทำเครื่องช่วยหายใจที่ฝังตัวอยู่กับสารอินทรีย์อย่างสาหร่ายเเละมอส เพื่อทำให้ได้อากาศบริสุทธ์ ในกรณีนี้หน้ากากจะกรองอนุภาคอันตรายอย่างไวรัสได้ด้วย

“เห็นเเล้วว่าสาหร่ายช่วยฟอกอากาศที่มีมลภาวะได้อย่างไร ดังนั้นเราจึงคิดว่าระบบนี้ก็อาจทำให้มีอากาศบริสุทธิ์
ตามธรรมชาติในหน้ากากได้”

Photo: Reebok

เเม้ว่าตอนนี้ Reebok จะยังไม่ได้ทุ่มเงินเพื่อผลิตหน้ากากมากนัก เเต่งานวิจัยนี้ก็ทำให้เห็นว่าบริษัทมองทิศทาง
ของหน้ากากอนามัยอย่างไร เเละในที่สุด วิกฤตโรคระบาดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็จะทำให้เเบรนด์กีฬาต่างๆ ต้องหันมาลงทุนใน “หน้ากากออกกำลังกาย” อีกไม่กี่ปีข้างหน้าอย่างเเน่นอน เพราะจะสิ่งนี้จะกลายมาเป็น “สิ่งจำเป็น”
สำหรับออกกำลังกายในโลกอนาคต

 

ที่มา : fastcompany / Reebok’s fitness masks point to an even more dystopian future

 

]]>
1280196