สินค้าหรู – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 08 Jan 2026 12:49:17 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 วิกฤตศรัทธาสินค้าหรู?! เมื่อราคาพุ่งสวนทางกับความคุ้มค่า จนสินค้า 40% ต้องลดกระหน่ำ ฉุดกำไรต่ำสุดในรอบ 15 ปี https://positioningmag.com/1554396 Thu, 08 Jan 2026 05:59:43 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554396 ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานจาก Bain & Co ว่า ยอดขายสินค้าฟุ่มเฟือยทั่วโลก อาจหดตัวลงเป็นปีที่สองติดต่อกัน เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มต่อต้านการขึ้นราคาที่สูงเกินจริง แต่ที่น่าสนใจคือ ปี 2025 ที่ผ่านมา สินค้าลักชูรี่ถึง 40% ต้อง ลดราคา เพื่อดึงดูดลูกค้า และมันส่งผลต่อผลกำไรในอุตสาหกรรม

ไม่ได้สักแต่ใช้เงิน! ผลสำรวจชี้ ‘คนรวย’ เริ่มหันไปหาแบรนด์ราคา ‘สมเหตุสมผล’ เหตุแบรนด์เนมขึ้นราคาจน ‘แพงเวอร์’ สวนทางคุณภาพ

40% ของสินค้าหรูถูกขายแบบลดราคา

ที่ผ่านมา การลดราคากลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะแบรนด์ระดับบนพยายามลดช่องทางการขายส่งและช่องทางลดราคามาโดยตลอด เพื่อควบคุมการตั้งราคาและภาพลักษณ์ของสินค้า

แต่ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Bain & Altagamma (สมาคมอุตสาหกรรมสินค้าหรูของอิตาลี) ระบุว่า ในปี 2025 สินค้าหรูประมาณ 35 – 40% ถูกขายในราคา ลดกระหน่ำ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5% เมื่อเทียบกับในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

โดยรายงานระบุว่า ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกที่จะเข้า Outlet stores แทนที่จะยอมจ่ายราคาเต็มในช็อป (Boutique) แม้ว่าแบรนด์ระดับบนบางแบรนด์จะมีการลดราคาในช็อปของตัวเองบ้าง แต่ก็ยังถือว่าเป็นเพียง ส่วนน้อย และไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก

ภาพจาก Shutterstock

ลูกค้าตั้งคำถามถึงความคุ้ม

ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้สินค้าลักชูรี่ต้องยอมลดราคาก็เพราะเหล่านักช้อปเริ่มตั้งคำถามถึง ความคุ้มค่า ของสินค้าดีไซเนอร์ หลังจากที่แบรนด์ต่าง ๆ พากันขึ้นราคาอย่างต่อเนื่องมาหลายปี และการลดราคาที่เพิ่มขึ้นนี้บีบให้ กำไร ของอุตสาหกรรมดิ่งลงสู่ระดับ ต่ำสุดในรอบ 15 ปี หากไม่นับรวมช่วงวิกฤต COVID-19 

โดยปัจจุบัน กำไรของสินค้าหรูส่วนบุคคลร่วงลงมาอยู่ในระดับเดียวกับปี 2009 โดยคาดการณ์ว่า อัตรากำไรจากการดำเนินงานเฉลี่ยของอุตสาหกรรมจะอยู่ที่ 15-16% ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 23% ในปี 2012 และ 21% ในปี 2021)

Claudia D’Arpizio หัวหน้าฝ่ายสินค้าหรูระดับโลกของ Bain ให้ความเห็นว่า เมื่อผู้บริโภคเริ่ม ไม่อยากจ่ายราคาเต็ม มันไม่ใช่แค่เรื่องของความประหยัด แต่มันคือข้อความที่ชัดเจนว่า สมการระหว่างราคากับความคุ้มค่าในตลาดลักชูรีนั้นสูญเสียสมดุลไปแล้ว

เนื่องจากในช่วงหลังวิกฤต COVID-19 ที่ตลาดมียอดขายพุ่งสูง แบรนด์เนมต่าง ๆ ได้ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาอย่างรุนแรง โดย D’Arpizio ตั้งข้อสังเกตว่า ราคาสินค้าหลายรายการในปัจจุบัน สูงกว่าปี 2019 ถึง 1.5 – 1.7 เท่า ในขณะที่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่จะสร้างปรากฏการณ์ กลับมีจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ

หันไปหาแบรนด์ร่วมสมัยที่ไม่แพงเวอร์

ข้อมูลจากผู้จัดซื้อจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำในยุโรปรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตอนนี้ลูกค้ากำลังหันไปหา แบรนด์ร่วมสมัย (Contemporary brands) หรือดีไซเนอร์หน้าใหม่ ซึ่งมีดีไซน์ที่ทันสมัยและโดดเด่น แต่มีระดับราคาที่ต่ำกว่าแบรนด์เนมชื่อดัง 

อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่า การผลัดเปลี่ยนดีไซเนอร์ใหม่ในแบรนด์ชั้นนำอย่าง Gucci, Chanel และ Dior ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา อาจจะช่วยเติมพลังใหม่ ๆ ให้กับแบรนด์ได้ แต่ยังต้องใช้เวลาพิสูจน์ว่ามันจะคุ้มค่ากับราคาหรือไม่ และต้องรอให้ดีไซเนอร์ใหม่เหล่านี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าตัวชูโรงของพวกเขาเสียก่อน

(Photo by Edward Berthelot/Getty Images)

แบรนด์ใหญ่เริ่มปรับตัวลดต้นทุน

จากวิกฤตความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ส่งผลให้เครือแบรนด์หรุเริ่มปรับตัว อาทิ

  • Kering (เจ้าของ Gucci, Saint Laurent): อยู่ระหว่างการทบทวนพอร์ตโฟลิโอเพื่อตัดลดค่าใช้จ่ายและปรับลดขนาดเครือข่ายร้านค้าปลีก
  • LVMH: เริ่มควบคุมงบการตลาด ลดงบเดินทาง และปิดสาขาที่ยอดขายไม่ดี โดยเฉพาะในจีน แต่ยังคงเดินหน้าโปรเจกต์ใหญ่ เช่น ร้าน Louis Vuitton ในเซี่ยงไฮ้ที่มีรูปร่างเหมือนเรือสำราญยักษ์
  • Chanel: มีรายงานว่าได้ลดงบการตลาดและชะลอการจ้างงานในจีนในปี 2025

Source

]]>
1554396
Bain คาด ตลาดสินค้าหรูเติบโตเพียงแค่ 4% ในปีนี้ ผลจากชาวจีนและสหรัฐฯ ลดการจับจ่ายใช้สอย https://positioningmag.com/1478719 Wed, 19 Jun 2024 03:02:43 +0000 https://positioningmag.com/?p=1478719 Bain & Company บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำ ได้ออกคาดการณ์ตลาดสินค้าหรูในปี 2024 นี้อาจเติบโตได้แค่ 4% เท่านั้น สาเหตุสำคัญมาจากชาวจีนและสหรัฐฯ ลดการจับจ่ายใช้สอย และคาดว่าตลาดสินค้าหรูอาจต้องใช้เวลาสักพักในการฟื้นตัวกลับมา

สำนักข่าว Reuters รายงานข่าวโดยอ้างอิงข้อมูลจาก Bain & Company บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำได้คาดการณ์ถึงตลาดสินค้าหรูในปี 2024 นี้จะเติบโตเพียงแค่ 4% เท่านั้น ซึ่งการเติบโตดังกล่าวนี้เป็นการเติบโตที่อ่อนแอมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัวเลขตลาดสินค้าหรูเติบโตได้ถือว่าน้อยมากนั้นมาจากเรื่องของเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจีนและสหรัฐอเมริกา ที่ลดการจับจ่ายใช้สอย โดยในสหรัฐฯ นั้นมาจากอัตราดอกเบี้ยที่สูง ส่งผลทำให้ลูกค้าที่เป็นชนชั้นกลางหรือกลุ่มวัยรุ่นชะลอการซื้อสินค้าหรู

แต่ในรายงานดังกล่าวของ Bain ยังชี้ว่า สำหรับกลุ่มลูกค้าร่ำรวยในสหรัฐอเมริกานั้นเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากกลุ่มลูกค้าดังกล่าวแล้ว

รายงานของ Bain ยังชี้ว่าในประเทศจีนการชะลอตัวสามารถเห็นได้ชัดเจนสุดเนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อผู้ซื้อสินค้าหรู นั่นก็คือชนชั้นกลางจีน ผลกระทบดังกล่าวยังส่งผลต่อชาวจีนผู้มั่งคั่งที่ยังสามารถซื้อของหรูเหล่านี้ได้ก็ต้องระมัดระวังในการแสดงตน

Federica Levato ซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์ของ Bain ได้กล่าวในเรื่องดังกล่าวว่า เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีนที่คนซื้อสินค้าหรูเหล่านี้จะต้องระมัดระวังในการแสดงตน หรือ Luxury Shame

ไม่เพียงเท่านี้ ในสภาพแวดล้อมที่มีอัตราการว่างงาน วิกฤตทางสังคมและเศรษฐกิจ ส่งผลทำให้ชาวจีนที่ร่ำรวยกว่าที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ย้ายการจับจ่ายใช้สอยไปยังต่างแดน ซึ่งความกังวลดังกล่าวมาจากยอดขายสินค้าของบางแบรนด์ในแดนมังกร เช่น Gucci ที่มีฐานลูกค้าชาวจีนจำนวนมากนั้นมียอดขายลดลง

สอดคล้องกับกลยุทธ์ของหลายแบรนด์ดังเองที่เริ่มหาตลาดใหม่ๆ นอกจากจีนและสหรัฐอเมริกา เนื่องจากหลายประเทศมีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย ตะวันออกกลาง หรือแม้แต่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

การเติบโตของตลาดสินค้าหรูนั้นในปี 2022 นั้นเติบโตที่ 13% ขณะที่ปี 2023 เติบโตที่ 8% และรายงานดังกล่าวของ Bain ยังมองว่าตลาดสินค้าหรูต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวสักพัก

]]>
1478719
ยอดขายกลุ่ม ‘LVMH’ หดตัว 2% เนื่องจากตลาด ‘เอเชีย’ ซบเซาหนัก แม้ยอดขายของ ‘จีน’ จะโต 10% https://positioningmag.com/1470367 Thu, 18 Apr 2024 15:10:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1470367 สินค้าลักชัวรีที่หลายคนมองว่าปัญหา กำลังซื้อ นั้นไม่ส่งผลกระทบ เพราะเป็นสินค้าที่จับลูกค้ากระเป๋าหนัก อย่างไรก็ตาม ด้วยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ยอดขายของกลุ่ม LVMH หดตัว 2%

เครือกลุ่ม LVMH ที่ถือครองแบรนด์หรูรวมกว่า 75 แบรนด์ อาทิ Louis Vuitton, Tiffany & Co. และ Bulgari ได้เปิดเผยผลประกอบการช่วง Q1/2024 โดยหดตัว -2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา คิดเป็นรายได้ 2 หมื่นล้านยูโร 

โดยกลุ่มสินค้าที่หดตัวมากที่สุดคือ ไวน์และสุรา ลดลง -12% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขณะที่ สินค้าสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนัง เช่น แบรนด์ Louis Vuitton เติบโต +2%  ขณะที่ไตรมาสที่แล้วเติบโต 9% 

ส่วนสินค้าประเภท นาฬิกาและจิวเวลรี มียอดขาย ลดลง -2% ในขณะที่หมวดหมู่ น้ำหอมกับเครื่องสำอาง มียอดขายสูงขึ้น +7% ส่วนหมวดหมู่ Selective Retailing มียอดขายสูงขึ้น +11%

โดยยอดขายใน ตลาดเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ลดลง -6% โดยตลาดสำคัญอย่าง จีน ที่ถือเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชีย เติบโต 10% และในส่วนของตลาด ญี่ปุ่น สามารถเติบโตได้ถึง +32% โดยได้ปัจจัยสนับสนุนจากการอ่อนค่าของเงินเยน ส่วนยอดขายในตลาด ยุโรป และ สหรัฐฯ เติบโต +2%

ทั้งนี้ Bain & Company บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินคาดการณ์ว่า ตลาดสินค้าหรูมีแนวโน้มเติบโตเพียง 1-4% ในปีนี้ จากที่เคยคาดการณ์ในปีที่แล้วว่าจะเติบโตประมาณ 8-10%

LVMH / Reuters

]]>
1470367
ไม่แผ่ว! รายได้เครือ ‘LVMH’ ครึ่งปีแรกทะลุ 1.5 ล้านล้านบาท โต 17% ฟันกำไร 3.2 แสนล้านบาท https://positioningmag.com/1439007 Wed, 26 Jul 2023 06:12:24 +0000 https://positioningmag.com/?p=1439007 ต่อให้เศรษฐกิจทั่วโลกจะไม่ดีแค่ไหน แต่กลุ่มเศรษฐีก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไร ซึ่งสิ่งที่สะท้อนได้เป็นอย่างดีก็คือ การเติบโตของแบรนด์เนมหรู โดยเฉพาะเครือของ LVMH ที่ผลประกอบการครึ่งปีแรกสามารถเติบโตได้ถึง 17%

LVMH เครือลักชัวรีอันดับหนึ่งของโลก ที่มีแบรนด์ในมือ อาทิ Louis Vuitton, Christian Dior Couture, Fendi ได้เปิดเผยผลประกอบการช่วงครึ่งปีแรก โดยมีรายได้อยู่ที่ 4.2 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.5 ล้านบ้านบาท) เติบโต +17% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 8.48 พันล้านยูโร (ราว 3.2 แสนล้านบาท) เติบโต +30% 

สำหรับหมวดหมู่ที่มีการเติบโตมากที่สุด ได้แก่ ร้านค้ารีเทลเฉพาะกลุ่ม (Selective Retailing) อย่าง Sephora ที่รายได้เติบโต +26% ส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจแฟชั่นและเครื่องหนังมีรายได้เพิ่มขึ้น +17% เป็น 2.12 หมื่นล้านยูโร โดยมีเพียงธุรกิจ ไวน์และสุรา เท่านั้นที่มีผลประกอบการที่ลดลงประมาณ -4%

หนึ่งในภูมิภาคสำคัญที่สร้างการเติบโตให้กับเครือ LVMH ก็คือ เอเชีย และ ยุโรป โดยยอดขายในเอเชียเพิ่มขึ้น +23% ในช่วงครึ่งปีแรก ส่วนตลาดยุโรปก็มีการเติบโต 2 หลัก ขณะที่ตลาด สหรัฐอเมริกา มีการเติบโตเพียง +3% โดยในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน ยอดขายในตลาดอเมริกาลดลง -1%

เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ ผู้บริหารระดับสูงของ LVMH ยังเชื่อมั่นว่า ภาพรวมในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะยังไปได้สวย โดยมองว่าตลาด จีน จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของบริษัทเติบโต และจีนจะมาช่วยอุดรายได้จากสหรัฐอเมริกาที่ลดลง

“ปีที่แล้วเราชะลอตัวในตลาดจีน แต่เราได้ตลาดสหรัฐอเมริกามาช่วย แต่ปีนี้ค่อนข้างตรงกันข้าม” Jean-Jacques Guiony ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ LVMH กล่าว

ปัจจุบัน ภูมิภาคเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) คิดเป็น 1 ใน 3 ของยอดขายของ LVMH ส่วน สหรัฐอเมริกาคิดเป็น 24% และยุโรป 23%

Source

]]>
1439007
ตลาดสินค้าหรูในจีน-สหรัฐฯ ไม่โตอย่างที่คาด หลายแบรนด์เลิกพึ่งพา 2 ประเทศนี้เป็นหลัก https://positioningmag.com/1438194 Wed, 19 Jul 2023 08:09:22 +0000 https://positioningmag.com/?p=1438194 บริษัทผู้ผลิตสินค้าหรูหลายบริษัทอาจเลิกพึ่งพาตลาดหลักของโลกอย่างสหรัฐอเมริกาและประเทศจีนหลังจากนี้ และจะเน้นเจาะลูกค้าตามประเทศต่างๆ มากขึ้น หลังจากที่ยอดขายสินค้าหรูของ 2 ประเทศนี้ชะลอตัวลงจากปัญหาเศรษฐกิจ

สำนักข่าว Reuters รายงานสถานการณ์ของตลาดสินค้าหรูในประเทศจีนรวมถึงสหรัฐอเมริกาว่าไม่ได้เติบโตอย่างที่คาดไว้ หลังจากการรายงานผลประกอบการของ Richemont บริษัทแม่ของแบรนด์หรูอย่าง Cartier ที่ผลประกอบการไม่ดีอย่างที่คาดไว้ในทั้ง 2 ประเทศ อาจทำให้หลายแบรนด์หรูต้องคิดหาวิธีเพิ่มรายได้หลังจากนี้

สาเหตุสำคัญคือเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจของประเทศจีน แม้ว่า GDP ในไตรมาส 2 จะเติบโตมากถึง 6.3% แต่ก็เติบโตต่ำว่านักวิเคราะห์คาดไว้ ขณะเดียวกันยอดค้าปลีกในแดนมังกรกลับไม่ได้เติบโตมากนักเหลือเพียงแค่ 3.1% เท่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นแตกต่างกับหลายฝ่ายได้คาดไว้ในช่วงปลายปี 2022 ว่าหลังจากการเปิดเมืองจะทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตด้วยแรงเหวี่ยงเต็มที่ และนั่นจะส่งผลกลับมายังตลาดผู้บริโภคของจีน ซึ่งรวมถึงตลาดสินค้าหรูที่หลายแบรนด์มองไว้ในตอนแรกว่าจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง รวมถึงตลาดสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดหลักของผู้ผลิตสินค้าหรูนั้นคาดหวังว่ายอดขายในปีนี้จะเติบโตกว่าเดิมด้วยซ้ำ

แบรนด์หรูหลายแบรนด์ได้ลุยตลาดจีนโดยการเปิดสาขาตามเมืองรองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อู่ฮั่นและเจิ้งโจว หรือในสหรัฐอเมริกาอย่างเมืองชาร์ลอตต์และแนชวิลล์

Amrita Banta กรรมการผู้จัดการของบริษัทวิจัยที่มีชื่อว่า Agility ชี้ว่า ตลาดสินค้าหรูหรานั้นค่อนข้างที่จะมีภาพรวมสวยหรูกว่าตลาดผู้บริโภคโดยรวมในจีน แต่เธอได้ชี้ว่าเกือบทุกคนที่เธอได้พูดคุยด้วย มีความไม่แน่นอนในระดับหนึ่ง โดยสาเหตุสำคัญคือเรื่องของปัจจัยทางเศรษฐกิจ

ภาพจาก Shutterstock

โดยนักวิเคราะห์ของ Citi คาดว่าการฟื้นตัวของจีนจะไม่ใช่ในรูปตัว V แบบที่หลายฝ่ายคาดไว้ และจะต้องใช้เวลาหลายปีที่จะฟื้นตัว

ขณะที่ตลาดสหรัฐอเมริกานั้นพบกับปัญหาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น จากผลของเงินเฟ้อ ทำให้ลูกค้าในอดีตที่เคยสินค้าหรู ก็เลิกซื้อสินค้าหรูชั่วคราว รายได้ในไตรมาสแรกสำหรับบริษัทผลิตสินค้าหรูอย่าง LVMH และ Chanel นั้นการเติบโตในอเมริกาเหนือชะลอตัวลงเหลือเพียงตัวเลขหลักเดียว จากเดิมที่เติบโต 2 หลักในช่วงที่ผ่านมา

Erwan Rambourg นักวิเคราะห์จาก HSBC ระบุว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลทำให้แบรนด์หรูในยุโรปเริ่มให้ความสนใจกับลูกค้าคนรวยตามประเทศต่างๆ มากขึ้น ทำให้บริษัทผลิตสินค้าแบรนด์หรูมีความเสี่ยงในการพึ่งพาตลาดจีนนั้นต่ำกว่าสมัยปี 2019 ด้วยซ้ำ

นักวิเคราะห์จาก HSBC รายนี้ยังกล่าวเสริมว่า ในอดีตบริษัทผู้ผลิตสินค้าหรูได้เจาะตลาดญี่ปุ่นในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ต่อมาคือประเทศจีนก่อนการแพร่ระบาดของโควิด และในปัจจุบันนั้นหลายบริษัทได้เจาะหลายตลาดโดยไม่ได้พึ่งพาตลาดประเทศใดประเทศหนึ่งแล้ว ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดี แต่เขาก็ชี้ว่าตลาดจีนและสหรัฐอเมริกาจะยังเติบโตต่อได้

สิ่งที่เราจะเห็นหลังจากนี้คือบริษัทผลิตสินค้าหรูจะเริ่มเจาะตลาดเศรษฐีเพิ่มมากขึ้นตามประเทศต่างๆ โดยไม่เน้นเจาะตลาดเฉพาะเจาะจง เพื่อจะลดความเสี่ยงในการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ซึ่งนั่นจะสร้างความเสี่ยงให้กับบริษัทเหมือนกับในช่วงที่ผ่านมา

]]>
1438194
เปิดพฤติกรรมช้อป “สินค้าหรู” ของคนไทย ยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อซื้อคุณภาพ แม้ขึ้นราคารัวๆ https://positioningmag.com/1432588 Mon, 05 Jun 2023 06:13:46 +0000 https://positioningmag.com/?p=1432588 เปิดผลสำรวจของ Milieu Insight ผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแนวโน้มที่จะยังคงใช้จ่ายในสินค้าหรู ถึงแม้ว่าจะมีการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอยู่ตลอดเวลา ด้วยคุณภาพที่เหนือกว่า  ความแตกต่าง และอายุการใช้งานของสินค้า เป็นเหตุผลอันดับแรกๆ ที่ทำให้ธุรกิจสินค้าหรู อาจยังคงอยู่ได้ปราศจากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย

การวิจัยพบว่า 42% ของผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มที่จะยังคงใช้จ่ายในสินค้าหรู แม้จะมีการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า และเกือบ 2 ใน 10 ของผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายมากขึ้น สาเหตุที่สำคัญที่ผู้ร่วมตอบแบบสำรวจพิจารณาในการซื้อสินค้าหรู ได้แก่ 57% คุณภาพสินค้าที่เหนือกว่า 57% อายุการใช้งานขอสินค้า และ 56% ความแตกต่างของสินค้า เช่น ดีไซน์ งานฝีมือ

พบว่า 5 ใน 10 ของผู้บริโภคได้กล่าวว่า ความมั่นใจ ความสง่างาม นวัตกรรม และคุณภาพงานยอดเยี่ยม/มีฝีมือ เป็นคุณค่าตราสินค้าที่สำคัญ 60% ของผู้บริโภค ยังคงชื่นชอบในการซื้อสินค้าหรูที่ร้านค้า

ภาพจาก Shutterstock

วิธีวิจัย ได้ใช้ข้อมูลจากการสำรวจของ มิลยู อินไซต์ โดยมีจำนวนตัวอย่าง (N) จำนวน 500 คนในแต่ละประเทศ จากประเทศสิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ จัดทำในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566

จากผลวิจัยนี้ หมวดหมู่การบริโภคสินค้าหรูที่ได้รับความนิยมสูงสุดในภูมิภาคนี้ คือ อุปกรณ์เทคโนโลยี (67%) สินค้าแฟชั่น (56%) สินค้าความงามและสุขภาพ (51%) เครื่องประดับ (45%) และกระเป๋า/กระเป๋าสตางค์ (43%)

ผลวิจัยยังเปิดเผยอีกว่า 8 ใน 10 ของผู้ร่วมตอบแบบสำรวจซื้อสินค้าหรูสำหรับการใช้ส่วนตัว ในขณะที่ 2 ใน 10 คนซื้อสินค้าหรูเป็นของขวัญให้กับผู้อื่น ในประเทศฟิลิปปินส์ มีบุคคลที่มีความเป็นผู้ประกอบการจำนวน 2 ใน 10 คนที่จะซื้อสินค้าหรูเพื่อวัตถุประสงค์ในการขายต่อ

ในทุกประเทศที่ทำการวิจัยนี้ อุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ เป็นหมวดหมู่สินค้าหรูที่มีการซื้อมากที่สุดในปีที่ผ่านมา โดยประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่มีการซื้อมากที่สุดที่ 54% และนักช้อปในประเทศสิงคโปร์ 45% ใช้จ่ายมากที่สุดในหมวดกระเป๋า และกระเป๋าสตางค์หรู

เมื่อถามเกี่ยวกับประเภทของสินค้าหรูที่ผู้ร่วมตอบแบบสำรวจมักจะซื้อสำหรับตัวเอง 61% ของผู้ร่วมตอบแบบสำรวจในสิงคโปร์เลือกกระเป๋า และกระเป๋าสตางค์ ทั้งในประเทศสิงคโปร์และประเทศไทย “คุณภาพงานยอดเยี่ยม/มีฝีมือ” เป็นตัวเลือกแรกสำหรับผู้ร่วมตอบแบบสำรวจมากที่สุดเมื่อพูดถึงเรื่องการเลือกคุณค่าตราสินค้า และการซื้อเครื่องประดับในทั้งสองตลาดนี้เป็นสินค้าหรู 4 ใน 10 ของผู้ร่วมตอบแบบสำรวจมักจะซื้อให้ตัวเอง

ภาพจาก Shutterstock

โดยรวมของทุกประเทศ หมวดหมู่ที่ผู้บริโภคมักจะใช้เงินสำหรับตัวเองมากที่สุดยังคงเป็นอุปกรณ์เทคโนโลยี โดยมีผู้ร่วมตอบแบบสำรวจ 5 ใน 10 คนที่มักจะเลือกที่จะใช้เงินสำหรับการซื้อคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ และถือว่าสินค้าเหล่านี้ว่าเป็นสินค้าหรู

การวิจัยนี้ให้ข้อมูลที่มีคุณค่าเกี่ยวกับนิสัยการบริโภคสินค้าหรูของผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความชอบในนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นยอดขายของอุปกรณ์เทคโนโลยีในตลาดหรู สินค้าหรูแบบดั้งเดิม เช่น สินค้าแฟชั่นและเครื่องประดับ ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากผู้บริโภคที่แสดงความชอบในคุณภาพสินค้าที่เหนือกว่า และคุณภาพงานยอดเยี่ยม/มีฝีมือ เมื่อผู้บริโภคมีการคิดถึงจริยธรรมอย่างมากขึ้น พวกเขาให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าหรู เช่น ความทนทานและอายุการใช้งานขอสินค้าที่ซื้อไว้ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะช่วยให้การส่งเสริมการใช้จ่ายสินค้าหรูยังอาจคงอยู่ได้ปราศจากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย

การวิจัยของ มิลยู อินไซต์ ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในมุมมองต่อสินค้าหรูในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การวิจัยนี้ให้ข้อมูลที่มีคุณค่าสำหรับผู้ประกอบการสินค้าหรูที่ต้องการขยายธุรกิจของพวกเขาในภูมิภาคนี้ 1 ใน 4 ผู้บริโภคในประเทศเวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มเพิ่มการใช้จ่ายในสินค้าหรู ดังนั้นแบรนด์ต่างๆ มีโอกาสแตะเข้าสู่ตลาดที่มีกำไรอย่างงามเหล่านี้

]]>
1432588