เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ผนึกกำลังร่วมกับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย), บริษัท เฮ้าส์ โอสถสภา ฟู้ดส์ จำกัด, บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด และไอคอนสยาม จัดงาน Cinema In The City By The River เอาใจคอภาพยนตร์โดยเฉพาะ เปิดมิติใหม่ด้วยการดูหนังสุดชิลริมแม่น้ำเจ้าพระยา แถมยังดูฟรี 4 วัน 4 เรื่องแบบฟินๆ ตั้งแต่วันที่ 25-28 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา
ในช่วงปีที่ผ่านมา เป็นการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เรียกได้ว่าได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้วงการธุรกิจมากมาย ทุกคนต้องดำรงชีวิตแบบวิถีใหม่ ภาคธุรกิจเองก็ต้องปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลง มีการเปิดโมเดลใหม่ หรือบริการรูปแบบใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด
ในอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์เองก็ถือว่าได้รับผลกระทบหนักหน่วงไม่แพ้อุตสาหกรรมอื่นโดยทีเดียว แต่ “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” ผู้นำในตลาดโรงภาพยนตร์ในไทย ก็ยังยืนหยัด พร้อมกับเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ๆ บริการใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่อย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้อาจจะเคยเห็นดูหนังแบบ Drive-in กันมาบ้างแล้ว งานนี้เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ ด้วยการดูหนังริมแม่น้ำเจ้าพระยา รับประสบการณ์ใหม่ๆ แบบสุดฟิน แถมยังอินกับบรรยากาศดีๆ ในช่วงปลายปีอีกด้วย
งานนี้ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ได้ผนึกกำลังกับพันธมิตร เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย), และ บริษัท เฮ้าส์ โอสถสภา ฟู้ดส์ จำกัด, บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด และ ไอคอนสยาม จัดงาน “Cinema In The City By The River” ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม
เป็นการชมภาพยนตร์ในรูปแบบ Outdoor Cinema อย่างยิ่งใหญ่ครั้งแรกในเมืองไทย พิเศษด้วยการชมภาพยนตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมกันนี้ยังได้สัมผัสกับคุณภาพแสง สี เสียงอย่างจัดเต็ม เพราะใช้เครื่องฉาย Laser คมชัดระดับ 4K มาตรฐานเดียวกับในโรงภาพยนตร์
เมเจอร์ฯ ไม่ได้จัดเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น แต่โรงภาพยนตร์กลางแจ้งนี้ได้ให้คอหนังเลือกชม 4 ภาพยนตร์ระดับ Blockbuster ‘Godzilla vs. Kong, Mortal Kombat, Suicide Squadและ The Conjuring : The Devil Made Me Do It ดูฟรีถึง 4 เรื่อง 4 วันกันแบบฟินๆ ตั้งแต่วันที่ 25-28 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา
ภายในวันเปิดตัว ยังได้รับเกียรติจากทีมผู้บริหารจากทั้งของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ และพันธมิตร นรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เป็นประธานเปิดงานร่วมกับ ไกรสร ไชยชนะ Experience Center Deputy Manager เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย), มิซึรุ โดเคะ ผู้จัดการอาวุโส การวิจัยและพัฒนาคุณภาพสินค้า บริษัท เฮ้าส์ โอสถสภา ฟู้ดส์ จำกัด, ร.อ.ภักดี ผ่องใส ผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด
รวมไปถึง เซเลบริตี้ ,ศิลปิน และนักแสดง ยกทัพมาร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมกับชมภาพยนตร์เรื่อง Godzilla vs. Kong ในรูปแบบ Outdoor Cinema ด้วยภาพคมชัดระดับ 4K และเสียงรอบทิศทาง มาตรฐานเดียวกับโรงภาพยนตร์
การผนึกความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ของประสบการณ์ความบันเทิงในการชมภาพยนตร์ แถมยังสร้างสีสัน สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค เรียกว่าเป็นการส่งความสุขในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ได้อย่างดี
อีกทั้งยังป็นการมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้า Haval ,C-Vitt ,AIS ,Meiji และแทนคำขอบคุณในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 27 ของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ทั้งนี้ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความบันเทิงใหม่ๆ ให้กับลูกค้าอยู่เสมอ และสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าผ่านกิจกรรมดีๆ มากมายตลอดทั้งปี
โดยงาน Cinema In The City ในปี 2022 กำลังจะเปิดตัวอีกครั้งในสถานที่ใหม่ๆ และเตรียมมอบประสบการณ์เซอร์ไพรส์สุดพิเศษ สำหรับพารท์เนอร์ที่สนใจร่วมกิจกรรมกับทางเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สามารถติดต่อได้ที่ คุณสิริการย์ 096-9895535 หรือติดตามกิจกรรมดีๆ แบบนี้ได้ที่ Facebook : MajorGroup
]]>GWM ประกาศในงานคาร์โชว์ IAA ที่มิวนิคว่า บริษัทกำลังจะเปิดรับคำสั่งซื้อรถเอสยูวีแบรนด์ WEY รุ่น Coffee 01 ในเยอรมนีภายในสิ้นปี 2021 และจะเริ่มส่งมอบรถยนต์ได้ในครึ่งปีแรกของปี 2022 โดยรถรุ่นนี้เป็นรถเอสยูวีระดับลักชัวรี สามารถวิ่งได้ถึง 150 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
บริษัทยังระบุด้วยว่า จะมีการประกาศการเปิดขายในตลาดอื่นๆ ของยุโรปตามมาเร็วๆ นี้ และจะมีการเปิด Brand Experience Center แห่งแรกของยุโรปที่มิวนิคภายในต้นปี 2022
นอกจาก WEY แล้ว บริษัทยังจะนำแบรนด์ ORA เข้ามาทำตลาดยุโรปในปีหน้าด้วย เริ่มจากรุ่น ORA CAT ที่จะเปิดจองภายในสิ้นปีนี้เช่นกัน แต่บริษัทยังไม่เปิดเผยว่าจะมีจำหน่ายที่ประเทศไหนบ้าง แบรนด์ ORA นี้จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก
GWM ไม่ใช่รายแรกจากจีนที่เข้ามาบุกตลาดยุโรปซึ่งกำลังเป็นขาขึ้นจากการวางแผนมุ่งไปสู่การปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ก่อนหน้านี้มีทั้งแบรนด์ Nio และ Rivals Xpeng ที่เริ่มจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้ว
]]>ล่าสุด Reuters รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าว 3 รายว่า Xiaomi มีเเผนจะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายในปี 2023 โดยใช้โรงงานของ Great Wall Motor ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน
Xiaomi ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อข่าวนี้ ส่วน Great Wall Motor กล่าวเพียงว่าในที่ประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทางบริษัทไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องการจับมือเป็นพาร์ตเนอร์กับ Xiaomi
เเหล่งข่าวให้ข้อมูลกับ Reuters ว่า Xiaomi จะเน้นไปที่การเจาะตลาดเเมสเพื่อทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น สอดคล้องกับเเนวทางของบริษัทที่มักจะทำสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่มีราคาถูกกว่าตลาด โดยชูจุดเด่นในด้านการดีไซน์เเละฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย
ด้าน Great Wall Motor ที่ไม่เคยให้รับการผลิตให้กับบริษัทอื่นมาก่อน ก็จะให้คำปรึกษาด้านวิศวกรรมเพื่อเร่งโครงการนี้ให้เร็วขึ้น โดยคาดว่าทั้งสองจะแถลงความร่วมมือดังกล่าวได้อย่างเร็วที่สุดในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้
แผนดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่ Xiaomi พยายามกระจายความเสี่ยงด้านรายได้ในธุรกิจ ‘สมาร์ทโฟน’ ที่เเม้จะทำเงินได้มหาศาล เเต่กลับทำกำไรได้น้อย เมื่อต้องเเบกต้นทุนที่สูงขึ้นหลังเกิดปัญหาขาดแคลนชิปทั่วโลก
ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตรถยนต์กับบริษัทเทคโนโลยีที่จะได้ทำงานใกล้ชิดกันนั้น ก็จะนำไปสู่การพัฒนายานยนต์อัจฉริยะที่ล้ำสมัยมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ ค่ายผู้พัฒนาสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของโลกทั้ง Apple และ Huawei ก็เพิ่งประกาศลงสนามเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจัง โดยคาดว่า Huawei จะเปิดตัว EV บางรุ่นหรือบางโมเดลออกสู่ตลาดภายในปีนี้
ส่วนความคืบหน้า Apple Car ยังถูกจับตามองอยู่เรื่อยๆ หลังเคยมีกระเเสข่าวว่า Apple ใกล้จะบรรลุข้อตกลงกับ Hyundai-KIA เเละอาจเริ่มผลิตได้ในอีก 3 ปีนี้ เเต่ในที่สุดทาง Hyundai ก็ออกมาปฏิเสธ
แหล่งข่าวบอกกับ Reuters อีกว่า Lei Jun ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารระดับสูงของ Xiaomi เชื่อว่าความเชี่ยวชาญของบริษัทในการผลิตฮาร์ดแวร์ จะช่วยเร่งให้การออกแบบและผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาได้โดยเร็ว ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวได้ภายในปี 2023 โดยรถยนต์ไฟฟ้าของ Xiaomi จะสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นๆ ของเเบรนด์ได้
ทั้งนี้ Great Wall Motor มียอดขายทั่วโลกในปี 2564 อยู่ที่ 1.11 ล้านคัน โดยเพิ่งเปิดตัวแบรนด์ใหม่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เเละกำลังก่อสร้างโรงงานรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีนร่วมกับ BMW ของเยอรมนี รวมถึงกำลังจะมีโรงงานแห่งแรกในไทยด้วย โดยได้เตรียมงบลงทุนในไทยถึง 22,600 ล้านบาท เเละมีแผนจ้างงานกว่า 5,000 คนภายใน 3 ปี
ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มี.ค. Xiaomi ประกาศว่าจะจัดตั้งบริษัทลูก เพื่อดำเนินธุรกิจรถไฟฟ้าอัจฉริยะ (smart electric vehicle) โดยเฉพาะ ซึ่งมีการวางงบประมาณลงทุนในระยะ 10 ปีไว้ที่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3 แสนล้านบาท)
อ่านรายละเอียด : กางแผน ‘เกรท วอลล์ มอเตอร์’ กับภารกิจเป็น ‘Top of Mind’ ในตลาด ‘รถอีวี’
ที่มา : Reuters
]]>ซึ่งทางผู้บริหารของบริษัทที่นำโดย “เอลเลียต จาง” ประธาน และ “สตีเฟ่น หวัง” รองประธาน ฝ่ายขายและการตลาด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย พร้อมด้วย “ณรงค์ สีตลายน” กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย จะมาเปิดเผยถึงกลยุทธ์ที่จะใช้ลุยตลาดไทย รวมถึงเป้าหมายในฐานะน้องใหม่
เกรท วอลล์ มอเตอร์ได้เริ่มก่อตั้งในปี 1984 โดย แจ็ค เว่ย ซึ่งตอนนั้นเขาอายุเพียง 26 ปีเท่านั้น โดยในปี 1996 บริษัทได้เปิดตัว Great Wall Pickup รุ่น Deer ถือเป็นรถยนต์คันแรกที่เริ่มผลิตและจัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์เกรท วอลล์ มอเตอร์ ซึ่งรถยนต์รุ่นดังกล่าวสามารถครองแชมป์ตลาดรถกระบะในจีนยาวนานกว่า 23 ปี
จากนั้นก็ได้เปิดตัวแบรนด์รถยนต์เอสยูวีอย่าง ‘HAVAL’ ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีอีกครั้งจนกลายเป็นแบรนด์แรกในจีนที่มียอดขายเกิน 5 ล้านคัน และขึ้นเป็นแบรนด์รถเอสยูวีที่มียอดขายอันดับหนึ่ง 9 ปีซ้อน อีกทั้งยังกลายเป็น TOP 3 ผู้ผลิตรถเอสยูวีระดับโลกอีกด้วย ปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์มีรถยนต์ 4 แบรนด์ย่อยที่สามารถสร้างยอดขายรวมกันกว่า 1 ล้านคันต่อปีเป็นเวลา 4 ปีติดต่อกัน ได้แก่
ทางเกรท วอลล์ มอเตอร์ได้ระบุว่าบริษัทได้เตรียมงบลงทุนในไทยถึง 22,600 ล้านบาท โดยมีแผนจ้างงานกว่า 5,000 คนภายใน 3 ปี ซึ่งสาเหตุที่ทำให้บริษัทเลือกเข้ามาลงทุนในไทยนั้นเป็นเพราะความพร้อมทั้งจุดยุทธศาสตร์ บุคลากร และทรัพยากร นอกจากนี้ยังมีนโยบายของภาครัฐที่สนับสนุนพลังงานทดแทน และการขับเคลื่อนประเทศด้วยไทยแลนด์ 4.0 รวมถึงความพร้อมด้านเทคโนโลยีทั้ง 4G และ 5G ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของแบรนด์
นอกจากนี้ ตลาดประเทศไทยยังถือเป็นตลาดที่มีความยากและท้าทาย ดังนั้น บริษัทจึงมองว่าการทำตลาดในไทยจะช่วยให้เกิดความสนุกในการสร้างสรรค์กลยุทธ์ต่าง ๆ
เบื้องต้น บริษัทตั้งเป้าที่จะวางให้ประเทศไทยเป็นแหล่งส่งออกรถพวงมาลัยขวา โดยคาดว่าในเฟสแรกโรงงานที่ระยองจะสามารถผลิตรถยนต์ได้ 80,000 คัน โดย 60% ผลิตเพื่อป้อนตลาดประเทศไทย อีก 40% เป็นตลาดส่งออก ปัจจุบัน โรงงานที่ระยองได้เริ่มทดลองไลน์ผลิตแล้ว และจะเริ่มผลิตจริงได้ในไตรมาสสองของปีนี้
“แน่นอนว่าเราจะมีการลงทุนเพิ่มเติมอีกในอนาคต และเราวางแผนให้ต้องใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในไทยให้ถึง 45% ซึ่งนี่จะเป็นผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทย”
กลยุทธ์หลักของเกรท วอลล์ มอเตอร์จะมี 3 ส่วน 1.เป็นผู้น้ำรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งแบบไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด และ BEV โดยตั้งเป้าเปิดตัวรถยนต์ 9 รุ่นใน 3 ปี 2.สร้างแบรนด์ผ่านการฟังเสียงผู้บริโภคอย่างแท้จริง โดยตลอด 1 ปีที่ผ่านมาก็มีการลงพื้นที่เก็บข้อมูล 3.สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า โดยนำข้อมูลที่เก็บมาดีไซน์ เพื่อให้เกิดบริการที่ดีที่สุด โปร่งใสที่สุด เพื่อเกิดการบอกต่อ
โดยในปีนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวรถ 2 รุ่น ได้แก่ ‘Haval H6’ รถยนต์เอสยูวีขุมพลังไฮบริดเปิดตัวในช่วงไตรมาสสอง โดยจะเป็นรุ่นแรกที่ประกอบในไทย ส่วนอีกหนึ่งรุ่น ‘ORA Good Cat’ รถพลังงานไฟฟ้า 100% ที่จะนำเข้ามาในไตรมาส 4 จากประเทศจีน อย่างไรก็ตาม ราคาอย่างเป็นทางการยังไม่ถูกเปิดเผยออกมา แต่สามารถยลโฉมจริงได้ครั้งแรกที่งาน Bangkok International Motor Showในวันที่ 24 มี.ค.- 4 เม.ย. ได้เลย
ในส่วนของแผนการเปิดโชว์รูมนั้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ระบุว่าจะไม่ ‘เยอะ’ เหมือนกับคู่แข่ง โดยในปีนี้จะเปิดก่อน 30 แห่ง โดยแต่ละแห่งจะมีความแปลกใหม่ไม่เหมือนใครด้วยการใส่นวัตกรรมมายกระดับ และเตรียมสร้าง ‘flagship Service Center’ ของภูมิภาคนี้ในประเทศไทยอีกด้วย
“เราจะเน้นการเชื่อมต่อของ Online to Offline โดยลูกค้าไม่จำเป็นต้องส่งรถมาซ่อมเอง แต่เราจะไปรับ โดยลูกค้าสามารถชมการซ่อมผ่านแอปพลิเคชันได้แบบเรียลไทม์ ดังนั้น เราจะเน้นไปที่ประสบการณ์ไม่ใช่จำนวน”
นอกจากนี้ บริษัทเตรียมสร้าง ‘ต้นแบบสถานีชาร์จ’ เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค โดยจะเป็นการลงทุนทั้งจากส่วนของบริษัทและร่วมทุนกับภาคเอกชนรายอื่น
ในช่วง 1-3 ปีแรกที่ทำตลาด บริษัทมองว่ายังเป็นระยะสั้น ดังนั้นจึงยังไม่โฟกัสที่เรื่องของยอดขายเป็นเป้าหลัก แต่จะเน้นไปที่การสร้างแบรนด์ สร้างการรับรู้เป็นหลักเพื่อให้แบรนด์เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคชาวไทย โดยตั้งเป้าที่จะเป็น ‘Top of Mind’ ของลูกค้าเมื่อนึกถึงรถเอสยูวีและรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ตลาดประเทศไทยเองก็มีการแข่งขันสูง จึงต้องค่อยเป็นค่อยไป
“เราเป็นน้องใหม่ในไทย แต่ก็เป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในจีน ดังนั้นเราไม่รีบร้อน เราจะเน้นที่จะทำความรู้จัก เพื่อให้เกิดการยอมรับของแบรนด์ อดีตแบรนด์จีนอาจไม่ได้เป็นที่ยอมรับเท่าที่ควร แต่ 4-5 ปีหลังแบรนด์จีนได้รับความนิยมและการยอมรับเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า ดังนั้น เรามั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากลูกค้าชาวไทย”
ในเรื่องของราคาที่ผู้บริโภคไทยจะติดภาพว่าแบรนด์จีนต้อง ‘ถูก’ ซึ่งบริษัทยืนยันว่าไม่ได้คิดจะแข่งเรื่อง ‘ราคา’ แต่มั่นใจว่าเป็นราคาคุ้มค่า เพราะคิดจากความต้องการของลูกค้าเป็นที่ตั้ง ว่าต้องการสเปกแบบไหน ใช้งานอะไร เพื่อดีไซน์ผลิตภัณฑ์ ดังนั้น บริษัทไม่ได้มีแผนว่าจะต้องตั้งราคาแข่งกับใคร แต่เป็นที่พึงพอใจของลูกค้าไทยแน่นอน
ดูเหมือนว่าตลาดรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทยจะเริ่มดุเดือดไม่แพ้ตลาดโลกซะแล้ว งานนี้บริษัทรุ่นพี่จากจีนอย่าง ‘MG’ ที่ปัจจุบันเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยคงมีหนาว ๆ ร้อน ๆ บ้างแล้ว
]]>