แอสตราเซเนกา – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Mon, 17 May 2021 03:00:45 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 “อิตาลี” ยอดติดเชื้อลดฮวบ 80% หลังฉีดวัคซีนแอสตราฯ/ไฟเซอร์/โมเดอร์นา https://positioningmag.com/1332384 Sun, 16 May 2021 15:53:18 +0000 https://positioningmag.com/?p=1332384 สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า สถาบันสุขภาพแห่งชาติและกระทรวงสาธารณสุขของอิตาลี รายงานว่าหลังดำเนินโครงการฉีดวัคซีนในระยะแรก 5 สัปดาห์ พบว่าจำนวนผู้ป่วยโรคติดเชื้อ COVID-19 ในประชากรทุกกลุ่มอายุของอิตาลีลดลงถึง 80%

รายงานระดับชาติว่าด้วยประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ที่ถูกนำมาใช้งานจริง บันทึกข้อมูลตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่อิตาลีเริ่มโครงการฉีดวัคซีนในประเทศจนถึงวันที่ 3 พ.ค.

รายงานระบุว่าความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับโรค COVID-19 เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 2 สัปดาห์หลังการฉีดวัคซีนครั้งแรก ทั้งยังรายงานสถิติ “การติดเชื้อลดลง 80% การรักษาตัวในโรงพยาบาลลดลง 90% และการเสียชีวิตลดลง 95%” หลังการฉีดวัคซีนโดสแรก 35 วัน โดยแนวโน้มรูปแบบดังกล่าวพบได้ในกลุ่มคนทุกเพศ และช่วงอายุ

“ข้อมูลข้างต้นยืนยันถึงประสิทธิภาพของโครงการฉีดวัคซีน และความจำเป็นในการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมกลุ่มประชากรจำนวนมากโดยเร็วเพื่อยุติภาวะฉุกเฉิน” ซิลวิโอ บรูซาเฟอร์โร ประธานสถาบันฯ กล่าว

Photo : Shutterstock

ผลลัพธ์ที่ชัดเจนหลังการฉีดวัคซีนของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ไฟเซอร์-ไบออนเทค (Pfizer-BioNTech) หรือโมเดอร์นา (Moderna) โดสแรกนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากกลุ่มผู้ผลิตวัคซีนระบุว่าจำเป็นต้องมีการฉีดวัคซีนโดสที่สองตามหลัง 3-12 สัปดาห์ (ระยะห่างขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีน) เพื่อให้วัคซีนสามารถป้องกันการเกิดโรคได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่วนวัคซีนของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (Johnson & Johnson) ถูกกำหนดให้ฉีดเพียง 1 โดสก็มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ อิตาลีดำเนินการฉีดวัคซีน COVID-19ให้ประชาชนทั่วประเทศกว่า 26.6 ล้านโดสแล้ว โดยมีประชาชน 8.4 ล้านคน หรือคิดเป็น 14.1% ที่ได้รับวัคซีนครบโดส เมื่อนับถึงวันเสาร์ที่ 15 พ.ค.

]]>
1332384
อังกฤษพบ “ผู้เสียชีวิต” 7 คน จากผู้ป่วยลิ่มเลือดอุดตัน หลังรับวัคซีนแอสตราเซเนกา https://positioningmag.com/1326500 Sat, 03 Apr 2021 16:47:01 +0000 https://positioningmag.com/?p=1326500 หน่วยงานกำกับดูแลยาของอังกฤษ ระบุว่า จากจำนวนผู้มีลิ่มเลือดอุดตันจำนวน 30 คนหลังได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกา มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 คน

การออกมายอมรับของอังกฤษ เกิดขึ้นในขณะที่หลายชาติยุโรประงับการใช้วัคซีนแอสตราเซเนกา เนื่องจากความเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตัน

หน่วยงานกำกับดูแลยา และบริการสุขภาพของอังกฤษ ระบุในถ้อยแถลงว่า “จากจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 30 คนจนถึง 24 มีนาคม มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 คน”

เมื่อวันศุกร์ที่ 2 เม.ย. เนเธอร์แลนด์ระงับการฉีดวัคซีนของแอสตราเซเนกาสำหรับผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี หลังจากหนึ่งในผู้ป่วยรายใหม่ 5 คนเสียชีวิต เยอรมนีก็ตัดสินใจแบบเดียวกันเมื่อต้นสัปดาห์

องค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (European Medicines Agency หรือ EMA) เช่นเดียวกับองค์การอนามัยโลกที่ประกาศแล้วว่าวัคซีนแอสตราเซเนกามีความปลอดภัย คาดว่าจะประกาศคำแนะนำล่าสุดในวันที่ 7 เมษายน

Photo : Shutterstock

EMA ระบุอีกครั้งเมื่อวันพุธที่ 31 มี.ค. พวกเขาเชื่อว่าวัคซีนตัวนี้มีความปลอดภัย และผู้เชี่ยวชาญไม่พบปัจจัยความเสี่ยงเจาะจง เช่น อายุ เพศ หรือประวัติทางการแพทย์

หน่วยงานกำกับดูแลยาของอังกฤษ ระบุว่า รายงานผู้ป่วยลิ่มเลือดอุดตัน 30 ราย ที่ยื่นโดยแพทย์หรือเจ้าหน้าที่รัฐผ่านเว็บไซต์รัฐบาล ออกมาหลังจากวัคซีน 18.1 ล้านโดสได้รับการรับรองในประเทศนี้

ผู้ป่วยเกือบทั้งหมด (22 คน) มีภาวะหลอดเลือดดำในสมองอุดตัน ภาวะหายากเมื่อลิ่มเลือดก่อตัวในสมอง ผู้ป่วยอีก 8 คนมีภาวพลิ่มเลือดอุดตัน และภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ซึ่งมีส่วนช่วยให้เกิดลิ่มเลือด

หน่วยงานนี้ ระบุว่า ยังไม่มีรายงานภาวะลิ่มเลือดจากวัคซีนของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค และเสริมว่า “กำลังมีการทบทวนรายงานเหล่านี้อยู่”

เว็บไซต์ของหน่วยงานนี้ ระบุว่า จากฐานข้อมูลปัจจุบัน ประโยชน์ของวัคซีนต้านเชื้อไวรัส COVID-19 “ยังคงมีความสำคัญเหนือกว่าความเสี่ยงใดๆ”

Source

]]>
1326500
สหรัฐฯ ยืนยันวัคซีน ‘AstraZeneca’ มีประสิทธิภาพ 79% และไม่ก่อให้เกิด ‘ลิ่มเลือด’ https://positioningmag.com/1324572 Tue, 23 Mar 2021 03:19:35 +0000 https://positioningmag.com/?p=1324572 ด้วยความที่ ‘ยุโรป’ กำลังเผชิญกับการระบาดระลอก 3 ซึ่งสาเหตุหนึ่งเกิดจากความ ‘ไม่เชื่อมั่น’ ในวัคซีน โดยเฉพาะของ ‘แอสตราเซเนกา’ (AstraZeneca) ที่อาจทำให้เกิดอาการลิ่มเลือดอุดตัน แต่หน่วยงาน อย. ของยุโรปก็ประกาศไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีนและเริ่มทยอยกลับมาใช้วัคซีนแบรนด์นี้อีกครั้ง

ล่าสุด ผลการทดลองขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นว่าวัคซีนไวรัส COVID-19 ที่พัฒนาโดย ‘AstraZeneca’ และ ‘University of Oxford’ มีประสิทธิภาพ 79% ในการป้องกันอาการเจ็บป่วยและได้ผล 100% ในการป้องกันโรครุนแรงและการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และสำหรับกลุ่มผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ประสิทธิภาพของวัคซีนจะอยู่ที่ 80%

การวิเคราะห์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน AstraZeneca นั้นอ้างอิงจากผู้เข้าร่วม 32,449 คน ในผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จากศูนย์ทดลอง 88 แห่งในสหรัฐอเมริกา, เปรู และชิลี โดยข้อมูลจากการศึกษาทดลองในมนุษย์ระยะสุดท้ายยืนยันว่าวัคซีน Oxford-AstraZeneca มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง

เมื่อเปรียบเทียบกับวัคซีน ‘Moderna’ s’ พบว่ากว่า 94% มีประสิทธิภาพในการป้องกันการไวรัส COVID-19 และมีประสิทธิภาพ 95% เมื่อเทียบกับ ‘Pfizer – BioNTech’

astrazeneca vaccine
Photo : Shutterstock

ผลการทดลองดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากหลายประเทศระงับการใช้ยานี้ชั่วคราวหลังจากมีรายงานการเกิดลิ่มเลือดในผู้ที่ได้รับวัคซีนบางราย ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพวิพากษ์วิจารณ์การเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างรุนแรงโดยอ้างว่า ‘ขาดข้อมูล’ ในขณะที่นักวิเคราะห์แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อการระงับการใช้วัคซีนเนื่องจากไวรัสยังคงแพร่กระจาย

โดยเยอรมนี, ฝรั่งเศส, อิตาลีและสเปน เป็นหนึ่งในกลุ่มที่กลับมาใช้วัคซีน Oxford-AstraZeneca อีกครั้งหลังจากผู้ควบคุมยาของยุโรปกล่าวว่า การตรวจสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่เป็นไปได้สรุปว่าการฉีดมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยองค์การอนามัยโลกและสมาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเกิดลิ่มเลือดและการห้ามเลือดได้แนะนำให้ประเทศต่าง ๆ ยังคงใช้วัคซีน Oxford-AstraZeneca

ยุโรปป่วน! รัฐกลับมาใช้ “แอสตราเซเนกา” แต่ประชาชนเสียความเชื่อมั่น ชะลอการรับวัคซีน

AstraZeneca กล่าวในการเปิดตัวเมื่อวันจันทร์ว่าคณะกรรมการอิสระระบุว่า ไม่มีปัญหาด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ยังได้ทำการตรวจสอบเฉพาะเกี่ยวกับลิ่มเลือดและการอุดตันในหลอดเลือดดำ ซึ่งเป็นก้อนเลือดที่หายากมากในสมองด้วยความช่วยเหลือของนักประสาทวิทยาอิสระ

คณะกรรมการตรวจสอบความปลอดภัยของข้อมูล พบว่า “ไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของการเกิดลิ่มเลือดหรือเหตุการณ์ที่เกิดจากการเกิดลิ่มเลือดในผู้เข้าร่วม 21,583 คนที่ได้รับวัคซีน และการค้นหา CVST โดยเฉพาะไม่พบเหตุการณ์ใด ๆ ในการทดลองนี้”

(Photo by Pascal Le Segretain/Getty Images )

AstraZeneca กล่าวว่า จะวิเคราะห์ข้อมูลต่อไปและเตรียมการวิเคราะห์เบื้องต้นเพื่อส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาเพื่อขออนุญาตใช้ในกรณีฉุกเฉินในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยแผนดังกล่าวจะยื่นในช่วงครึ่งแรกของเดือนเมษายนเพื่อขออนุมัติการใช้งานในกรณีฉุกเฉิน เมื่ออนุมัติแล้วบริษัทมั่นใจว่าจะส่งมอบ 30 ล้านโดสได้ทันที

Source

]]>
1324572
ยุโรปป่วน! รัฐกลับมาใช้ “แอสตราเซเนกา” แต่ประชาชนเสียความเชื่อมั่น ชะลอการรับวัคซีน https://positioningmag.com/1324336 Mon, 22 Mar 2021 04:26:24 +0000 https://positioningmag.com/?p=1324336 หลังหน่วยงาน อย. ของยุโรปประกาศไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีน “แอสตราเซเนกา” กับอาการลิ่มเลือดอุดตัน หลายประเทศในยุโรปทยอยกลับมาใช้วัคซีนแบรนด์นี้อีกครั้ง แต่ปัญหาใหม่ก็คือ…ประชาชนบางส่วนขาดความเชื่อมั่นและปฏิเสธเข้ารับการฉีดวัคซีน จนภาครัฐกลุ้มใจเพราะอาจพลาดเป้าหมายการฉีดวัคซีนครบ 70% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ภายในเดือนกันยายนนี้

สถานการณ์ COVID-19 ในยุโรปปัจจุบันมีปัญหารุมเร้าไม่น้อย จากการฉีดวัคซีนล่าช้ากว่ากำหนด เกิดการระบาดระลอกที่สาม และไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ แถมยังมีประเด็นผลข้างเคียงลิ่มเลือดอุดตันจากวัคซีนแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) จนต้องหยุดการฉีดวัคซีนไปหลายวัน กระทั่งกลับมาฉีดใหม่อีกครั้ง ประชาชนก็ยังแสดงความกังวลใจและปฏิเสธการเข้ารับวัคซีนยี่ห้อนี้

องค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) ประกาศเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2021 ว่า หน่วยงานไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างวัคซีนแอสตราเซเนกากับอาการลิ่มเลือดอุดตัน ดังนั้น วัคซีนชนิดนี้ถือว่ามีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย โดยมองว่าประโยชน์จากวัคซีนยังคงมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

astrazeneca vaccine
Photo : Shutterstock

หลัง EMA ประกาศผลการตรวจสอบ หลายประเทศยุโรป เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน ไซปรัส และเนเธอร์แลนด์ ประกาศกลับมาใช้แอสตราเซเนกาฉีดให้กับประชาชนทันที เพียงแต่อาจจะมีเงื่อนไขบ้าง เช่น ฝรั่งเศส แนะนำให้ฉีดในคนวัย 55 ปีขึ้นไป เพราะผลการพบอาการลิ่มเลือดอุดตันเกือบทุกเคสเกิดขึ้นในคนวัยต่ำกว่า 55 ปี กลับกันในเยอรมนี แนะนำให้ฉีดในคนวัยไม่เกิน 65 ปี

ขณะที่กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย 3 ประเทศ ได้แก่ นอร์เวย์ เดนมาร์ก และสวีเดน ระบุว่าจะยังชะลอการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาออกไปก่อน

อย่างไรก็ตาม แม้หน่วยงานรัฐจะยืนยันความปลอดภัย แต่ประชาชนบางส่วนยังคงหวาดกลัวและเลือกที่จะไม่เข้ารับการฉีดวัคซีนจนกว่าจะมียี่ห้ออื่นเข้ามา ซึ่งอาจเป็นปัญหาทำให้การฉีดวัคซีนล่าช้า ไม่เป็นไปตามเป้าของ EU ที่ต้องการจะฉีดวัคซีนให้ได้ 70% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ทั้งหมดภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่และกลับมาใช้ชีวิตปกติกันได้เร็วที่สุด

 

ประชาชนบางส่วนส่อแววถอยหนีแอสตราเซเนกา

โพลที่สำรวจใน ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 15-16 มีนาคมที่ผ่านมา (ก่อนการประกาศของ EMA) พบว่ามีประชาชนเพียง 20% ที่ยังเชื่อมั่นในวัคซีนแอสตราเซเนกา

(Photo by Pascal Le Segretain/Getty Images )

ขณะที่ใน เยอรมนี วันแรกหลังรัฐกลับมาใช้วัคซีนแอสตราเซเนกา สำนักข่าว CNN สำรวจศูนย์เข้ารับการฉีดวัคซีนแห่งหนึ่งในเบอร์ลิน พบว่ามีคนเข้ารับบริการค่อนข้างน้อย จากตารางการฉีด 500 คนต่อวัน ผ่านไปแล้วครึ่งวันเพิ่งมีคนเข้ารับการฉีดไปเพียง 137 คน ทีม CNN ยังสัมภาษณ์ความเห็นของคนที่เข้ารับการฉีดว่าตัวเธอเองลังเลใจ แต่แพทย์ประจำตัวแนะนำว่าควรฉีดวัคซีน จึงมาฉีดวัคซีนในวันนี้

ส่วนใน โปรตุเกส ก็เกิดกระแสความกังวลและจะหลีกเลี่ยงการรับวัคซีนแอสตราเซเนกา จนหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง คือ สมาคมหน่วยสุขภาพครอบครัวแห่งชาติ ออกโรงเตือนว่าหากใครปฏิเสรับวัคซีนแอสตราเซเนกา จะต้องไปต่อคิวรับวัคซีนที่ท้ายแถว และไม่ว่าคนไข้หรือแพทย์ก็ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะฉีดวัคซีนยี่ห้อไหน

 

ปัญหาหนัก…ประชาชนเลือก “รอ” วัคซีนยี่ห้ออื่น

ไมเคิล เฮด นักวิจัยอาวุโสด้านสุขภาวะสังคมโลก มหาวิทยาลัยเซาธ์แธมตัน สหราชอาณาจักร ให้ความเห็นว่า เมื่อเกิดการระงับใช้วัคซีนเป็นวงกว้างใหลายประเทศ โดยในบางประเทศมีประชากรที่ลังเลต่อการฉีดวัคซีนอยู่แล้วนั้น การจะกลับมาสร้างความมั่นใจให้ประชาชนอีกครั้งจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงว่าประชาชนจะเริ่มพึงพอใจวัคซีนยี่ห้อหนึ่งมากกว่าอีกยี่ห้อหนึ่ง และยอมที่จะชะลอการรับวัคซีนออกไปเพื่อรอวัคซีนยี่ห้อที่ต้องการ โดยเฮดย้ำว่า ที่จริงแล้ววัคซีนที่ได้รับการรับรองแล้วแต่ละยี่ห้อมีความปลอดภัยและประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน เท่าที่เก็บข้อมูลได้ในตอนนี้

Photo : Shutterstock

“เราไม่อยากเห็นเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ผมกลัวว่ามันจะเกิดขึ้น และถ้าประชาชนรอที่จะฉีดวัคซีนยี่ห้ออื่น หรือหนักที่สุดคือไม่รับวัคซีนเลย โรคระบาดก็จะยิ่งยาวนานกว่าที่ควรจะเป็น” เฮดกล่าว “แน่นอนว่าคุณจะได้เห็นเคสผู้ป่วย COVID-19 เพิ่มขึ้น และผลสุดท้ายคือมีคนเสียชีวิตมากขึ้น”

ปัจจุบัน ยุโรปมีการสั่งซื้อวัคซีนแล้ว 4 ยี่ห้อ คือ แอสตราเซเนกา (AstraZeneca), ไบโอเอนเทค-ไฟเซอร์ (BioNTech-Pfizer), โมเดอร์นา (Moderna) และ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson)

3 ยี่ห้อแรกนั้นเริ่มฉีดแล้วในยุโรป เหลือเพียงจอนห์สัน แอนด์ จอนห์สัน ที่คาดว่าจะเริ่มรับสินค้าและใช้ช่วงกลางเดือนเมษายนนี้

ความเชื่อมั่นต่อวัคซีนแอสตราเซเนกาถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะไม่เพียงแต่ยุโรปที่ใช้ CNN รายงานว่าขณะนี้มี 143 ประเทศในโลกที่สั่งซื้อวัคซีนป้องกัน COVID-19 แล้ว และมีถึง 81 ประเทศหรือเกินกว่าครึ่งหนึ่งที่สั่งยี่ห้อแอสตราเซเนกา กระจายไปในทุกทวีปของโลก นอกจากยุโรปแล้ว มีประเทศขนาดใหญ่ที่ใช้ เช่น แคนาดา เม็กซิโก อินเดีย ออสเตรเลีย เป็นต้น รวมถึงประเทศไทยก็สั่งซื้อวัคซีนแอสตราเซเนกาเช่นกัน

Source

]]>
1324336
“สวีเดน” ระงับใช้วัคซีน “แอสตราเซเนกา” หลังพบผลข้างเคียงใหม่ร้ายแรงขึ้น https://positioningmag.com/1323924 Wed, 17 Mar 2021 14:53:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1323924 สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สำนักสาธารณสุขสวีเดนประกาศระงับการใช้งานวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) เนื่องจากเสี่ยงพบผลข้างเคียงร้ายแรงเพิ่มขึ้น

ก่อนหน้านี้หลายประเทศตัดสินใจระงับการใช้งานวัคซีนของแอสตราเซเนกา หลังมีรายงานว่าอาจเกี่ยวข้องกับอาการลิ่มเลือดอุดตัน และเลือดออกในสมอง ทว่าแอนเดอร์ส เท็กเนล นักระบาดวิทยาของสวีเดนระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้ของสวีเดน อ้างอิงรายงานในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่ไม่เคยพบมาก่อน

ผลข้างเคียงที่พบข้างต้นส่วนหนึ่งเป็นอาการลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ ซึ่งพบในคนหนุ่มสาวหลังรับวัคซีน โดยเท็กเนลกล่าวกับสถานีโทรทัศน์สวีดิช เทเลวิชัน ว่าประเทศอื่นๆ ในแถบยุโรป รายงานการตรวจพบผู้มีอาการดังกล่าว 10-15 ราย

“อาการลิ่มเลือดอุดตันที่ถูกพบครั้งนี้มีความร้ายแรงกว่า และไม่เหมือนกับที่เคยถูกรายงานก่อนหน้านี้ ซึ่งพบในคนที่อายุอ่อนกว่า และตอนนี้ยังไม่พบผู้มีอาการลิ่มเลือดอุดตันข้างต้นมีโรคร่วมหรือไม่” เท็กเนลกล่าวถึงรายงานชิ้นใหม่ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ 13 มี.ค. พร้อมเสริมว่าตรวจพบผลข้างเคียงดังกล่าวหลังรับวัคซีนสองสัปดาห์

“การตัดสินใจระงับใช้งานวัคซีนของแอสตราเซเนกาเป็นมาตรการเฝ้าระวังล่วงหน้า เรามีความรู้ความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับวัคซีนตัวนี้ แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะระงับการใช้งานจนกว่าองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) สืบสวนว่าผลข้างเคียงนี้เกี่ยวข้องกับวัคซีนของแอสตราเซเนกาหรือไม่”

ริชาร์ด เบิร์กสตรอม ผู้ประสานงานวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ฯ ว่าการระงับใช้งานวัคซีนของแอสตราเซเนกาอาจนานไม่กี่วัน เพราะเขาเชื่อว่าองค์การฯ จะทำการตัดสินใจในวันพฤหัสบดีที่ 18 มี.ค. และหวังว่าการระงับใช้งานจะไม่กินเวลานาน

]]>
1323924
ฝรั่งเศส ประกาศฉีดวัคซีนโควิด AstraZeneca ให้กับกลุ่ม ‘ผู้สูงอายุ’ ตั้งเเต่ 65-74 ปีได้แล้ว https://positioningmag.com/1321467 Tue, 02 Mar 2021 06:40:11 +0000 https://positioningmag.com/?p=1321467 ทางการฝรั่งเศส อนุญาตให้ใช้วัคซีนต้าน COVID-19 ของ AstraZeneca กับกลุ่มผู้สูงอายุตั้งเเต่ 65-74 ปี ได้เเล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ให้ใช้วัคซีนดังกล่าวกับประชาชนที่อายุน้อยกว่า 65 ปีเท่านั้น เนื่องจากมีข้อกังวลด้านประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม สำหรับประชาชนอายุ 75 ปีขึ้นไป รัฐบาลฝรั่งเศสยังคงแนะนำให้ฉีดวัคซีนของบริษัท Pfizer – Biontech ได้ตามปกติที่ศูนย์รับวัคซีนทั่วประเทศ  

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมามานูเอล มาครงประธานาธิบดีฝรั่งเศส เผยถึงของข้อกังวลต่อประสิทธิภาพของวัคซีน AstraZeneca ในการใช้กับกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากข้อมูลที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น ยังไม่เพียงพอ ทำให้รัฐบาลต้องกำหนดให้ใช้ได้กับประชาชนที่อายุน้อยกว่า 65 ปีก่อน

ด้านสหราชอาณาจักร เริ่มใช้วัคซีน AstraZeneca ที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กับประชาชนทั่วประเทศ รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุ โดยรัฐบาลยืนยันว่าวัคซีนมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเท่ากับวัคซีนชนิดอื่น

โดยหลังจากที่ได้รับข้อมูลและมีผลการวิจัยเพียงพอ ทางการฝรั่งเศสจึงประกาศว่าวัคซีน AstraZeneca จากอังกฤษ ใช้ได้ผลกับกลุ่มผู้สูงอายุตั้งเเต่ 65-74 ปี เเละมีโรคประจำตัวมาก่อนได้ ซึ่งประชาชนสามารถฉีดวัคซีนนี้ได้ตามโรงพยาบาล หรือร้านขายยา

Photo : Shutterstock

ท่ามกลางความพยายามสร้างความเชื่อมั่น ฝรั่งเศสฉีดวัคซีนของ AstraZeneca ให้กับประชาชนเพียง 273,000 โดส จากจำนวน 1.7 ล้านโดสที่ได้รับภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์

ล่าสุดสำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ (PHE) เผยแพร่รายงานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (1 มี..) เกี่ยวกับการศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาของ Pfizer – Biontech ว่า หากฉีดเพียงเข็มเดียวจะมีประสิทธิผล 57-61% สำหรับป้องกันการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการในบุคคลอายุตั้งแต่ 70 ปี

ส่วนการฉีดวัคซีน AstraZeneca เเบบเข็มเดียว จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการของกลุ่มคนอายุ 70 ปีขึ้นไป ในอัตราระหว่าง 60-73% หลังรับวัคซีนโดสแรก 4 สัปดาห์

ผลวิจัยระบุว่า การฉีดวัคซีนยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งตั้งแต่เข็มแรก จะสามารถลดอัตราการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ด้วยอาการหนักจาก COVID-19 ในกลุ่มผู้มีอายุ 80 ปีขึ้นไป ได้มากถึง 80% อย่างไรก็ตาม วัคซีนของทั้ง Pfizer – Biontech เเละ AstraZeneca จะต้องฉีด 2 เข็ม โดยทิ้งระยะห่างกันประมาณ 4 สัปดาห์ เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสที่มากกว่า

 

ด้านทางการสหรัฐฯ เพิ่งอนุมัติใช้วัคซีนป้องกัน COVID-19 เเบบฉีด ‘เข็มเดียว’ ของบริษัท Johnson & Johnson (J&J) อย่างเป็นทางการเเล้ว นับเป็นวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนา ชนิดที่ 3 ที่ผ่านการรับรองให้ใช้ได้ในอเมริกา เป็นกรณีฉุกเฉินสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ต่อจาก Pfizer-Biontech เเละ Moderna 

 

ที่มา : BBC (1)(2) , Reuters 

]]>
1321467
นักวิทย์ “ออสเตรเลีย” ร้องระงับใช้วัคซีน “แอสตราเซเนกา” กังวลมีประสิทธิภาพแค่ 62% https://positioningmag.com/1314225 Thu, 14 Jan 2021 06:16:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1314225 บรรดานักวิทยาศาสตร์ในออสเตรเลีย เรียกร้องให้ระงับโครงการฉีดวัคซีน COVID-19 ของแอสตราเซเนกา อ้างข้อมูลเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก่อข้อสงสัยต่อประสิทธิภาพของวัคซีนในการสร้างภูมิคุ้มกัน

เหล่านักวิทยาศาสตร์ชี้ถึงข้อมูลจากผลการศึกษาหนึ่ง ซึ่งเผยแพร่ใน “แลนเซ็ต” วารสารด้านการแพทย์ เมื่อเดือนที่แล้ว ที่พบว่า วัคซีนที่ร่วมมือพัฒนาระหว่างสหราชอาณาจักรกับสวีเดน ซึ่งต้องฉีดเต็มจำนวน 2 โดส มีประสิทธิภาพเพียง 62% ในการทดลองกลุ่มใหญ่ในสหราชอาณาจักร และบราซิล ซึ่งน้อยพอสมควรหากเปรียบเทียบกับวัคซีนของไฟเซอร์ และไบโอเอ็นเทค ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า 90%

อย่างไรก็ตาม ทางออสเตรเลียได้จัดซื้อวัคซีนของแอสตราเซเนกา เรียบร้อยแล้ว จำนวน 53 ล้านโดส

ในวันพุธที่ 13 ม.ค. มีเสียงเรียกร้องให้เลื่อนจ่ายวัคซีน โดยศาสตราจารย์ สเตฟาน เทอร์เนอร์ ประธานประชาคมออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เพื่อภูมิคุ้มกันวิทยา (ASI) ตั้งคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของมันต่อ “การมอบภูมิคุ้มกันหมู่”

“เรากำลังเล่นเกมยาว เราไม่รู้มันต้องใช้เวลายาวนานแค่ไหน” เทอร์เนอร์ให้สัมภาษณ์กับซิดนีย์ มอร์นิง เฮรัลด์ พร้อมกับแนะนำให้รัฐบาลออสเตรเลียหันไปจัดซื้อวัคซีนของโมเดอร์นา และไฟเซอร์แทน ในฐานะตัวเลือกที่มีความปลอดภัยกว่า

นักวิทยาศาสตร์รายนี้บอกว่า วัคซีนของแอสตราเซเนกา ไม่ใช่วัคซีนตัวที่เขาจะใช้ในวงกว้าง สืบเนื่องจากมันมีประสิทธิภาพในระดับต่ำ

ต่อมาทาง ASI ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำแถลงของศาสตราจารย์เทอร์เนอร์ โดยบอกว่า มันเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวในฐานะผู้เชี่ยวชาญ และไม่ได้เป็นตัวแทนขององค์กร พร้อมเน้นจุดยืนอย่างเป็นทางการของ ASI ที่ไม่สนับสนุนให้ระงับแจกจ่ายวัคซีนของแอสตราเซเนกา

Photo : Shutterstock

เบื้องต้นทางสมาคมไวรัสวิทยาของออสตราเลเซียน ได้ให้สัมภาษณ์กับซิดนีย์ มอร์นิง เฮรัลด์ เรียกร้องระงับใช้วัคซีนของแอสตราเซเนกราเช่นกัน แต่ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ได้เปลี่ยนจุดยืนและสนับสนุนแจกจ่ายวัคซีน

พอล เคลลี หัวหน้าเจ้าหน้าที่แพทย์ของออสตรเลีย ก็เร่งเร้าให้เดินหน้าโครงการแจกจ่ายวัคซีน โดยบอกว่า วัคซีนของแอสตราเซเนกา “มีประสิทธิภาพ ความปลอดภัยและคุณภาพในระดับสูง” พร้อมระบุ “มันถือเป็นประโยชน์มาก” สำหรับใช้วัคซีนตัวนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะว่า “มันกำลังผลิตที่นี่ ในออสเตรเลีย”

เคลลี บอกว่า ออสเตรเลียจะมีข้อมูลเพิ่มเติมในเดือนกุมภาพันธ์ เช่นเดียวกับ “ข้อมูลในโลกแห่งความเป็นจริง” ที่มาจากลอนดอน ซึ่งได้เริ่มฉีดวัคซีนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ตัวแทนของแอสตราเซเนกา กล่าวกับรอยเตอร์ว่า ทางบริษัท “ยืนยันมาตลอดว่าโลกจำเป็นต้องมีวัคซีนที่มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพหลาย ๆ ตัว รวมถึงยาอื่น ๆ สำหรับต่อสู้กับโรคระบาดใหญ่มรณะตัวนี้”

พวกเขายังอ้างถึงผลการทบทวนผลการทดลองโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขา ที่พบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพเกินเกณฑ์ขั้นต่ำ 50% ตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้

นอกจากวัคซีนของแอสตราเซเนกาแล้ว รัฐบาลออสเตรเลียยังได้สั่งซื้อวัคซีนของไฟเซอร์จำนวน 10 ล้านโดส แต่จนถึงคอนนี้คณะผู้ควบคุมกฎระเบียบของประเทศ ยังไม่ได้อนุมัติใช้วัคซีนทั้ง 2 ตัว

มาตรการคุมเข้มชายแดนและล็อกดาวน์ของออสเตรีย พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพอย่างมากในการต่อสู้กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยประเทศแห่งนี้ซึ่งมีประชากร 25 ล้านคน จนถึงตอนนี้พบผู้ติดเชื้อเพียง 28,600 ราย ในนั้นเสียชีวิต 909 คน

Source

]]>
1314225