Banking – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Tue, 19 Mar 2024 05:05:50 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ‘ทิสโก้’ เปิดตัว ‘TISCO My Goal’ โปรแกรมออกแบบแผนการเงิน เตรียมขยาย Advisory Branch เน้นลูกค้ามั่งคั่งสูง https://positioningmag.com/1466709 Tue, 19 Mar 2024 01:37:36 +0000 https://positioningmag.com/?p=1466709 ทิสโก้ (TISCO) เปิดตัวแอปพลิเคชัน ‘TISCO My Goal’ โปรแกรมออกแบบแผนการเงิน ทำให้ลูกค้าสามารถไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้ ไม่ได้จำกัดแค่มนุษย์เงินเดือน ขณะเดียวกันก็เตรียมขยาย Advisory Branch เน้นกลุ่มลูกค้าความมั่งคั่งสูง

พิชา รัตนธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ธุรกิจธนบดี และบริการธนาคาร ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงนวัตกรรมการแพทย์ก้าวหน้าทำให้อายุเฉลี่ยของคนทั่วโลกมีแนวโน้มยืนยาวขึ้น ซึ่งผลที่เกิดขึ้นทำให้คนไทยมีอายุที่ยืนยาวมากกว่าเดิม อย่างไรก็ดีคนไทยจำนวนไม่น้อยกลับมีปัญหาเรื่องการวางแผนการเงินที่ถูกต้อง เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลกลับสูงมากขึ้น

ด้วยสาเหตุดังกล่าวทำให้ ธนาคารทิสโก้ ต้องการเข้ามาที่จะเป็นผู้ช่วยการวางแผนทางการเงิน โดยชู 3 ประเด็นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เพิ่มความพร้อมด้านการเงิน ผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงิน อย่างเช่น ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ไปจนถึงประกันบำนาญ สนับสนุนเรื่องการดูแลสุขภาพ รวมถึง เพิ่มความพร้อมด้านที่อยู่อาศัยวัยเกษียณ

นอกจากนี้ธนาคารฯ​ ยังได้พัฒนา TISCO My Goal โปรแกรมวางแผนการเงินที่ครอบคลุมทั้งกองทุน ประกัน เงินฝาก รวมถึงวางแผนมรดกให้แก่ทายาท ซึ่งจะเป็นเครื่องมือช่วยให้เจ้าหน้าที่ธนกิจส่วนบุคคล (RM) นำไปใช้ออกแบบแผนการเงินเพื่อการเกษียณให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย หรือแม้แต่ลูกค้าจะสามารถนำไปวางแผนการเงินเบื้องต้นผ่านเว็บไซต์ หรือผ่านแอปพลิเคชัน TISCO My Wealth หรือแม้แต่ช่องทาง LINE OA TISCO Advisory

ประธานเจ้าหน้าที่ธุรกิจธนบดี และบริการธนาคาร ของธนาคารทิสโก้ ยังได้กล่าวว่าทาง TISCO เตรียมที่จะเปิดสาขาให้บริการที่ปรึกษาทางการเงิน หรือ Advisory Branch เพื่อให้บริการลูกค้าความมั่งคั่งสูง โดยเจ้าหน้าที่ RM ของธนาคารทิสโก้ทุกรายได้รับใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน (IC License) และธนาคารทิสโก้ยังส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ RM ทุกสาขาได้รับคุณวุฒิที่ปรึกษาการเงิน (AFPT®) และนักวางแผนการเงิน (CFP®) อีกด้วย

สำหรับสาขาแรกของ Advisory Branch จะอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของธนาคารทิสโก้ ซึ่งจะมีกำหนดเปิดภายในเดือนมีนาคมนี้ ก่อนที่จะมีการขยายสาขาไปยังที่ต่างๆ ในภายหลัง นอกจากนี้ใน Advisory Branch ยังจะมีการจัดกิจกรรมให้ความรู้ในเรื่องการเงิน ด้านสุขภาพ หรือแม้แต่ด้านไลฟ์สไตล์อย่างสม่ำเสมอ

ในด้านที่ปรึกษาทางการเงิน ธนาคารยังได้ชูจุดแข็งถึงการจัดทำบทวิเคราะห์จากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) และยังรวมถึงบทวิเคราะห์ที่แนะนำการลงทุนสินทรัพย์ทั่วโลกที่เป็นภาษาไทยให้กับลูกค้า และยังรวมถึงโมเดลธุรกิจ Open Architecture ที่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์การเงินแบบไม่จำกัดค่าย จะทำให้ลูกค้าได้ผลประโยชน์สูงสุด

โดย TISCO ได้ตั้งเป้าขององค์กรที่จะเป็น Top Advisory และมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) เพิ่มขึ้น ในปี 2024 ราวๆ 10-15% 

]]>
1466709
Standard Chartered พิจารณาแผนยกเครื่องปรับโครงสร้างธุรกิจวาณิชธนกิจ เพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น https://positioningmag.com/1462606 Wed, 14 Feb 2024 02:04:20 +0000 https://positioningmag.com/?p=1462606 สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (Standard Chartered) สถาบันการเงินรายใหญ่จากอังกฤษ มีแผนที่จะปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อที่จะสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น ล่าสุดกำลังพิจารณาที่จะแผนแยกธุรกิจวาณิชธนกิจออกมาเป็นบริษัทใหม่

สำนักข่าว Bloomberg รายงานข่าวโดยอ้างอิงแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า Standard Chartered กำลังพิจารณาแผนแยกธุรกิจวาณิชธนกิจออกมาเป็นบริษัทใหม่ เพื่อที่จะเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น หลังจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาราคาหุ้นของสถาบันการเงินรายดังกล่าวได้ตกลงมาโดยตลอด

Bill Winter ซึ่งเป็น CEO ของ Standard Chartered กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาที่จะแยกธุรกิจวาณิชธนกิจออกมาจากกลุ่มธุรกิจการธนาคารสำหรับสถาบันการเงิน อย่างไรก็ดีในการแยกธุรกิจดังกล่าวออกมานั้นอาจมีการปรับลดพนักงานด้วย

ในช่วงที่ผ่านมา Standard Chartered ประสบปัญหาในการตั้งสำรองหนี้เนื่องจากมีการปล่อยสินเชื่อให้กับอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (CRE) ในประเทศจีนจำนวนมาก ซึ่งรายได้จากจีนและฮ่องกงคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของรายได้ทั้งหมดที่สถาบันการเงินรายนี้ทำได้

ปัญหาดังกล่าวยังทำให้ราคาหุ้นของ Standard Chartered เมื่อนับจากต้นปี 2024 นั้นตกลงไปแล้วถึง 13.35% และถ้าหากนับตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมาราคาหุ้นตกไปแล้วไม่น้อยกว่า 30%

แผนการของ Standard Chartered คือต้องการที่จะเพิ่มสัดส่วนอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ให้ได้มากกว่า 10% ภายในสิ้นปี 2024 อย่างไรก็ดีแผนการดังกล่าวยังช้ากว่าคู่แข่งอย่าง HSBC ที่มีอัตราส่วนดังกล่าวมากกว่าตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ของปี 2023 แล้ว

ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา Standard Chartered ได้จ้าง CFO รายใหม่ซึ่งเคยทำงานเป็นวาณิชธนกรให้กับ Bank of America และเคยนั่งเป็นคณะกรรมการที่ไม่ได้เป็นผู้บริหาร (Non-Executive Director) ของสถาบันการเงินในอิตาลีอย่าง Unicredit โดยการจ้าง CFO รายใหม่นี้เพื่อที่จะปรับโครงสร้างทางการเงินเพื่อที่จะเพิ่มอัตราผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น

อย่างไรก็ดีโฆษกของ Standard Chartered ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวดังกล่าวกับ Bloomberg นอกจากนี้แหล่งข่าวของสื่อรายดังกล่าวยังชี้ว่าแผนการดังกล่าวมีความเป็นไปได้หลายแนวทาง รวมถึงยังไม่มีการตัดสินใจในขั้นสุดท้าย

]]>
1462606
Fed สั่งให้ Citi ปรับปรุงระบบการจัดการด้านความเสี่ยงภายในอีกครั้ง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงบ้างแล้วก็ตาม https://positioningmag.com/1462385 Tue, 13 Feb 2024 02:04:18 +0000 https://positioningmag.com/?p=1462385 ‘ธนาคารกลางสหรัฐฯ’ ได้สั่งให้ ‘ซิตี้’ สถาบันการเงินรายใหญ่ ปรับปรุงระบบการทำงานภายในองค์กรอีกครั้ง โดยเฉพาะวิธีวัดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของคู่ค้า โดยในช่วงที่ผ่านมาปัญหาการจัดการด้านความเสี่ยงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา

สำนักข่าว Reuters รายงานข่าว โดยอ้างอิงแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้สั่งให้ Citi สถาบันการเงินรายใหญ่ ปรับปรุงระบบการทำงานภายในองค์กรอีกครั้ง โดยเฉพาะวิธีวัดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของคู่ค้า

Fed ได้ส่งหนังสือแจ้ง Citi ถึง 3 ครั้งเพื่อสั่งให้ธนาคารจัดการว่าจะวัดความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้โดยคู่สัญญาในธุรกรรมอนุพันธ์อย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยก่อนหน้านี้ฝ่ายตรวจสอบภายในพบว่างานบางส่วนที่ทำเพื่อปรับปรุงการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งธนาคารยังไม่เพียงพอ

แหล่งข่าวของ Reuters ยังกล่าววอีกว่า ฝ่ายตรวจสอบภายในยังพบว่าสถาบันการเงินรายนี้ล้มเหลวในการปฏิบัติตามขั้นตอนข้อกำหนด เพื่อให้แน่ใจว่าคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงได้รับรายงานที่ครอบคลุมเกี่ยวกับความเสี่ยงทั่วทั้งบริษัท

Citi อยู่ในช่วงเวลาที่ต้องแก้ไขปัญหาด้านกฎระเบียบที่หน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐอเมริกาได้สั่งลงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการด้านความเสี่ยง การจัดการด้านข้อมูล ไปจนถึงการควบคุมภายในสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินรายนี้ได้รับปากที่จะแก้ปัญหา รวมถึงจ่ายค่าปรับถึง 400 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 ที่ผ่านมา

ในช่วงที่ผ่านมา Jane Fraser ซึ่งเป็น CEO ของ Citi ได้ปรับโครงสร้างของธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นการปลดพนักงาน หรือแม้แต่การปรับโครงสร้างการบริหารภายใน รวมถึงการยกระดับการจัดการด้านความเสี่ยง

สถาบันการเงินรายใหญ่ของสหรัฐฯ รายนี้ต้องการที่จะเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ราคาหุ้นของ Citi ตามหลังคู่แข่งรายใหญ่ เนื่องจากแรงกดดันจากการปรับโครงสร้างองค์กร รวมถึงปัญหาการจัดการด้านความเสี่ยงที่ยังแก้ไขไม่แล้วเสร็จ

และคำเตือนจาก Fed ที่ส่งให้ Citi นั้นอาจทำให้แผนการปรับปรุงโครงสร้างนั้นต้องใช้เวลายาวนานกว่าที่คาด

]]>
1462385
Citi ประกาศปลดพนักงานกว่า 20,000 ราย หลังผลประกอบการออกมาแย่สุดในรอบ 15 ปี https://positioningmag.com/1458707 Sun, 14 Jan 2024 09:06:42 +0000 https://positioningmag.com/?p=1458707 ซิตี้ (Citi) สถาบันการเงินรายใหญ่อันดับ 3 ของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศปลดพนักงานจำนวน 20,000 ราย หรือคิดเป็น 10% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด ซึ่งแผนการดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในปี 2026 หลังจากที่ผลประกอบการในไตรมาสล่าสุดออกมาย่ำแย่สุดในรอบ 15 ปี 

Citi สถาบันการเงินรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ประกาศปลดพนักงานจำนวน 20,000 ราย หรือคิดเป็น 10% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด และการปลดพนักงานครั้งนี้จะช่วยทำให้บริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องได้มากถึง 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐในระยะยาว

แผนการปลดพนักงานของ Citi จำนวน 20,000 ราย ตามหลังมาจากกระบวนการปรับโครงสร้างในรอบ 20 ปี โดยมีการทยอยปลดผู้บริหาร เพื่อลดความซับซ้อนขององค์กร และยังรวมถึงแผนล่าสุดในการนำธุรกิจในประเทศเม็กซิโกเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ จะทำให้พนักงานนั้นลดลงอีก 40,000 คน ซึ่งจะทำให้สถาบันการเงินรายนี้จะมีพนักงานเหลือ 180,000 ราย โดยแผนการดังกล่าวนี้จะแล้วเสร็จภายในปี 2026

ตัวแทนของ Citi ได้กล่าวกับ CNN ว่า แผนการปลดพนักงานนั้นเกิดขึ้นกับธุรกิจของ Citi ที่มีอยู่ทั่วโลก แต่ปฏิเสธที่จะแจกแจงตัวเลขตามทวีปต่างๆ ซึ่งสถาบันการเงินรายดังกล่าวจะมีค่าใช้จ่าย 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเกิดจากกระบวนการปลดพนักงานในช่วง 2 ปีหลังจากนี้

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ Citi ต้องออกมาปลดพนักงานชุดใหญ่ เนื่องจากผลประกอบการของสถาบันการเงินรายนี้ในไตรมาส 4 ของปี 2023 ขาดทุนถึง 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการตั้งสำรองในส่วนต่างๆ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังเป็นผลประกอบการที่แย่สุดในรอบ 15 ปีของสถาบันการเงินรายนี้

Jane Fraser ซึ่งเป็น CEO ของ Citi ได้ออกมากล่าวว่า ผลประกอบการในไตรมาส 4 ถือว่า “ผิดหวังมากที่สุด”

ในช่วงที่ผ่านมา CEO หญิงของ Citi พยายามแก้ไขปัญหาด้านกฎระเบียบที่หน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐอเมริกาได้สั่งให้สถาบันการเงินรายนี้ต้องแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการด้านความเสี่ยง การจัดการด้านข้อมูล ไปจนถึงการควบคุมภายในสถาบันการเงิน

ไม่เพียงแค่การแก้ปัญหาภายในองค์กรเท่านั้น แต่ราคาหุ้นของ Citi เมื่อเทียบกับสถาบันการเงินรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ราคาหุ้นของ Citi ได้ปรับตัวลดลงสวนทางกับคู่แข่งรายอื่นที่มีราคาหุ้นเพิ่มขึ้น ทำให้ CEO รายดังกล่าวต้องสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ CEO ของ Citi ต้องปรับโครงสร้างไม่ใช่แค่การปลดพนักงานเท่านั้น แต่ยังมีการขายธุรกิจในต่างประเทศออกไปเพื่อลดความเสี่ยง หรือแม้แต่การฟื้นฟูงบการเงินซึ่งจะทำให้สถาบันการเงินรายใหญ่อันดับ 3 ของสหรัฐฯ กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

ที่มา – CBS News, CNN, Yahoo Finance

]]>
1458707
UBS คาดกำไรกลุ่มธนาคารไทยปี 2024 เติบโตแค่ 3% รั้งรองบ๊วยอาเซียน ห่วงเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ ความเสี่ยงเศรษฐกิจ https://positioningmag.com/1457646 Thu, 04 Jan 2024 02:14:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1457646 Positioning สรุปประเด็นสำคัญจากบทวิเคราะห์จากยูบีเอส (UBS) ที่ได้ออกบทวิเคราะห์กลุ่มธนาคารในอาเซียนในปี 2024 โดยมองว่ากลุ่มธนาคารไทยยังคงเผชิญความท้าทาย นอกจากนี้ยังกังวลงคุณภาพสินทรัพย์ และความเสี่ยงเศรษฐกิจ

UBS ได้ออกบทวิเคราะห์กลุ่มธนาคารในอาเซียนเมื่อเย็นวานนี้ (3 มกราคม) โดยได้วิเคราะห์ว่ากลุ่มธนาคารไทยนั้นจะมีกำไรในปี 2024 เติบโต 3% เท่านั้น เป็นรองบ๊วยในอาเซียน นอกจากนี้ยังกังวลในเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ ต้นทุนของส่วนของผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ดีคาดว่าปันผลที่สูง จะช่วยไม่ให้ราคาหุ้นลดลงได้

ในบทวิเคราะห์ได้กล่าวถึงภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปี 2024 นี้ UBS คาดว่าจะเติบโต 3.4% ได้ปัจจัยหลักจากการลงทุน รวมถึงการเบิกจ่ายของรัฐบาลที่เพิ่มมากขึ้น ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยเช่น นักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้า หรือแม้แต่ปัจจัยหนี้ครัวเรือนของไทย

ปัจจัยที่ต้องจับตามองของกลุ่มแบงก์ไทยในปี 2024

  1. อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยถึงจุดสูงสุดหรือยัง ในรายงานของ UBS คาดการณ์ว่า Cycle อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังตามหลัง Cycle อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และมองว่าหุ้นกลุ่มธนาคารไทยจะไม่สามารถเอาชนะผลตอบแทนของดัชนีหุ้นไทยอย่าง SET Index ไปได้
  2. มาตรการของแบงก์ชาติที่หมดลง กับ มาตรการของรัฐบาล UBS กล่าวถึงมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ช่วยเหลือลูกหนี้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิดนั้นได้สิ้นสุดลงในปี 2023 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังมีมาตรการที่ให้ลูกหนี้บัตรเครดิตจ่ายเงินขั้นต่ำเพิ่ม อาจทำให้ NPL นั้นเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่คาดว่าจะออกมาได้ แต่กลุ่มธนาคารไทยยังสามารถจัดการกับปัญหาดังกล่าวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2024
  3. อัตราการปันผลของกลุ่มแบงก์ไทย นอกจากนี้ UBS ยังมองว่าธนาคารไทยบางแห่งเองอาจเพิ่มการปันผลมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ดึงดูดนักลงทุน เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรที่เริ่มลดลงมา

ตัวเลขคาดการณ์ที่น่าสนใจของกลุ่มธนาคารไทย

  • การเติบโตของเงินให้สินเชื่อ (Loan Growth) คาดว่าจะอยู่ที่ 3.6%
  • รายได้รวมของกลุ่มธนาคารไทยคาดว่าจะเติบโต 3.2%
  • ต้นทุนความเสี่ยงของสินเชื่อที่ไม่ได้รับการชำระคืนเงินต้น (Credit Cost) คาดว่าจะอยู่ที่ 1.6% (160 bps)
  • NPL อยู่ราวๆ 3.6%

อย่างไรก็ดี UBS แสดงความกังวลด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังคงอยู่ของกลุ่มธนาคารไทย โดยเฉพาะเมื่อโครงการปรับโครงสร้างหนี้สิ้นสุดลงหลังจากนี้ ความเสี่ยงในเรื่องเศรษฐกิจมหภาค หรือแม้แต่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงทำให้ต้นทุนทางการเงินของกลุ่มธนาคารไทยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น

ไม่เพียงเท่านี้ ในปี 2024 บทวิเคราะห์ของ UBS มองว่ากลุ่มธนาคารไทยถือว่าไม่น่าสนใจถ้าหากเทียบตัวเลขกับกลุ่มธนาคารอื่นๆ ในภูมิภาคอย่างฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่ในสิงคโปร์

]]>
1457646
สรุปภาพรวมกลุ่มธนาคารไทยปี 2023 ‘ปีแห่งการดิ้นรน’ บนสภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจ ทางเลือกมีไม่มาก https://positioningmag.com/1457510 Sat, 30 Dec 2023 11:30:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1457510 Positioning สรุปภาพรวมกลุ่มธนาคารไทยปี 2023 ซึ่งปีนี้สภาวะเศรษฐกิจไทยได้สร้างผลกระทบต่อกลุ่มธนาคารเป็นอย่างมาก ถือว่าเป็นปีแห่งการดิ้นรนของธนาคารไทย ขณะเดียวกันทางเลือกในการเติบโตนั้นก็เหลือไม่มากนัก เช่น ในธุรกิจ Wealth หรือแม้แต่การหารายได้จากนอกประเทศ

สภาวะเศรษฐกิจไทยที่ไม่เป็นใจ

สาเหตุใหญ่ในปีนี้ที่ทำให้กลุ่มธนาคารไทยต้องดิ้นรนคือ ‘เศรษฐกิจไทย’ ที่ฟื้นตัวจากปี 2022 ได้แย่กว่าคาด แม้ว่าหลายสถาบันการเงินเองจะคาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะมีการเติบโตอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวจีน ที่หลายฝ่ายเองมองว่าจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง

แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่ใช่เช่นนั้น นักท่องเที่ยวจีนที่น้อยกว่าคาด ขณะเดียวกันภาคการส่งออกของประเทศไทยเองกลับได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก แม้ว่าจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังก็ตาม ส่งผลทำให้ตัวเลข GDP ไทยที่ออกมาล่าสุดถือว่าแย่กว่าคาด และนักวิเคราะห์ทั้งในไทยและต่างประเทศคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2023 นี้จะเติบโตไม่เกิน 2.5% เท่านั้น

ขณะที่มุมของผู้บริโภคไทยจากรายงานของ UOB นั้นก็ยังมีความกังวลกับเศรษฐกิจไทยไม่น้อย ในช่วง 6-12 เดือนหลังจากนี้ และยังรวมถึงกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น

สัญญาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ต่ำยังส่งต่อมาถึงในปี 2024 ถ้าหากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวยังไม่ดีอีกรอบ ก็อาจสร้างปัญหาต่อเนื่องต่อกลุ่มธนาคารได้อีก รวมถึงผลเสียในระยะยาวคือศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นผลเสียต่อกลุ่มธนาคารไทย

เมื่อนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาไทยน้อยกว่าคาด – ภาพจาก Shutterstock

ปีแห่งการดิ้นรนของกลุ่มธนาคารไทย

ขณะเดียวกันสภาพคล่องในระบบของไทยเองถือว่าลดลงอย่างมาก ปริมาณเงินในระบบของไทย (M2) ถือว่าเติบโตต่ำสุดในรอบ 15 ปี จากนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น ยังซ้ำเติมให้ภาคธุรกิจไทยที่ต้องการสินเชื่อ หรือเงินกู้นั้นมีความยากลำบากมากขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลทำให้กลุ่มธนาคารไทยเองได้ระมัดระวังการปล่อยกู้ให้กับธุรกิจในประเทศไทยลดลงตามไปด้วย ขณะเดียวกันในส่วนของความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทยที่ลดลง เป็นเรื่องยากที่จะให้กลุ่มธนาคารไทยกลับมาปล่อยสินเชื่อเท่ากับปี 2022

แม้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยจะช่วยทำให้กลุ่มธนาคารไทยมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากปี 2022 แต่มาตรการต่างๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดนั้นจบลงในปีนี้ ยิ่งทำให้กลุ่มธนาคารไทยเองต้องเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ

ผลที่เกิดขึ้นคือในปี 2023 นี้ ‘การเติบโตของเงินให้สินเชื่อ’ (Loan Growth) ของกลุ่มธนาคารไทยติดลบเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นมาก่อน ยกเว้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเท่านั้น

การเติบโตของเงินให้สินเชื่อ หรือ Loan Growth ของไทยในปี 2023 นั้นถดถอยครั้งแรกในรอบหลายปี – ข้อมูลจาก Jefferies

กลุ่ม Wealth ยังเป็นหัวหอกสำคัญในช่วงเวลาเช่นนี้

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มธนาคารไทยยังมองมีความหวังคือในส่วนของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อกลุ่ม Wealth ซึ่งมีตั้งแต่การแนะนำให้ลูกค้าในด้านการลงทุนต่างๆ ซึ่งในปี 2023 นี้ตลาดหุ้นในหลายประเทศเอง (ยกเว้นจีนกับไทย) ต่างให้ผลตอบแทนที่ดี ซึ่งผลดีที่กลับมาคือรายได้จากค่าธรรมเนียมนั้นเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้กลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ของไทยเองก็ส่งสัญญาณว่าธุรกิจ Wealth เองจะเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่จะสร้างรายได้หลังจากนี้ ไม่ใช่แค่การพึ่งพาปล่อยสินเชื่อต่อไปเท่านั้น

ขณะเดียวกันทางกลุ่มธนาคารไทยเองก็เริ่มมองเห็นลู่ทางเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงิน โดยเฉพาะการลงทุนต่างประเทศ เพื่อให้บริการกับกลุ่มลูกค้า Wealth มากขึ้น หรือแม้แต่การจับกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์ยังไม่มากนัก จนถึงการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้ากลุ่มนี้ให้ทัดเทียมกับบริการในต่างประเทศ

กลุ่ม Wealth ในปี 2023 ยังถือเป็นกลุ่มธุรกิจสำคัญของธนาคารไทยในช่วงเวลายากลำบากนี้ – ภาพจาก Shutterstock

อาเซียน น่านน้ำที่เหลือของธุรกิจแบงก์ไทย

ในช่วงเวลาที่รายได้สำคัญของเศรษฐกิจไทยอย่างเช่นประเทศจีนนั้นยังฟื้นตัวไม่ดีนัก อาเซียนถือเป็นหน้าด่านสุดท้ายของกลุ่มธนาคารไทยในการหารายได้ใหม่ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่มีการเติบโตมากกว่าไทยในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ฟิลิปปินส์

ปี 2023 เราเห็นการซื้อ Home Credit ธุรกิจบริการให้สินเชื่อทั้งในอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยดีลดังกล่าวมีมูลค่ามากถึง 17,700 ล้านบาท นอกจากนี้ผู้บริหารของ Mitsubishi UFJ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารกรุงศรีอยุธยานั้นไม่ได้หยุดแค่การซื้อธุรกิจเกี่ยวข้องกับการเงินแค่ Home Credit แต่จะหาโอกาสใหม่ๆ ในการซื้อกิจการต่อไปหลังจากนี้ด้วย

ขณะที่ KBank ได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในธนาคารแมสเปี้ยนเพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่ถือหุ้นในสัดส่วน 30% แต่ล่าสุดในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาธนาคารได้ถือหุ้นในสัดส่วน 84.55% แล้ว

อย่างไรก็ดีในน่านน้ำดังกล่าว เริ่มจะมีคู่แข่งจากต่างประเทศก็สนใจที่จะลงทุนในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น2 ประเทศเจ้าเดิมอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แม้แต่กลุ่มประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป เองที่นำเม็ดเงินมาลงทุนในอาเซียน รวมถึงจีนเองที่ต้องการลงทุนในภูมิภาคนี้เพิ่มเติมเช่นกัน

อินโดนีเซียถือเป็นอีกประเทศ (รวมถึงเวียดนาม) ที่เหล่าธนาคารไทยต้องการบุกเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด – ภาพจาก Shutterstock

สิ่งที่น่าจับตามองในปี 2024 ของกลุ่มธนาคารไทย

  1. สภาวะเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตอย่างที่เป็น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือแม้แต่การปรับขึ้นค่าแรง ของรัฐบาลจะส่งผลดีและเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้หรือไม่
  2. นโยบายการเงินตึงตัวในหลายประเทศ จะเริ่มผ่อนคลายลงหรือยัง อาจเป็นโอกาสให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมา
  3. อัตราหนี้ครัวเรือนของไทยจะลดลงมาหรือไม่ในปี 2024
  4. ธุรกิจ Wealth และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น บลจ. ฯลฯ ซึ่งผู้เล่นจากต่างประเทศหลายรายก็สนใจเข้ามาทำธุรกิจในไทย หรืออาจเข้ามาเป็นพันธมิตรกับกลุ่มธนาคารไทย
  5. ความท้าทายในการซื้อกิจการหรือการควบรวมกิจการภายในอาเซียน เนื่องจากคู่แข่งจากต่างประเทศ อาจทำให้ราคาของธุรกิจที่กลุ่มธนาคารไทยหมายปอง มีราคาพรีเมียมเพิ่มมากขึ้น
  6. การเร่งทำ Digital Transformation เพิ่มเติม หรือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อลดต้นทุนของธนาคาร

นี่คือภาพรวมปี 2023 ของกลุ่มธนาคารไทย ซึ่งถือว่าปีนี้เป็นปีแห่งการดิ้นรน และ Positioning ยังมองว่าในปี 2024 ยังมีโอกาสใหม่ๆ รวมถึงความสดชื่น สมหวัง แม้จะมีความท้าทายก็ตาม เพราะฟ้าหลังฝนนั้นย่อมสวยงามเสมอ

]]>
1457510
มาทำความรู้จักเครดิตสวิส สถาบันการเงินใหญ่ ที่อาจสร้างความสั่นสะเทือนต่อระบบการเงินโลก https://positioningmag.com/1423468 Thu, 16 Mar 2023 04:22:36 +0000 https://positioningmag.com/?p=1423468 มาทำความรู้จักกับ เครดิตสวิส (Credit Suisse) สถาบันการเงินรายใหญ่อันดับ 2 ของสวิตเซอร์แลนด์ได้เตรียมที่จะขอใช้สภาพคล่องจากธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์มากถึง 50,000 ล้านฟรังก์สวิส หรือคิดเป็นเงินไทยมากถึง 1.85 ล้านล้านบาท เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน รวมถึงลูกค้าที่ใช้บริการ

โดยแผนการการกู้ยืมเงินของ Credit Suisse อยู่ภายใต้โครงการจัดหาเงินกู้แบบครอบคลุมและการจัดหาสภาพคล่องในระยะสั้นของธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากหุ้นของสถาบันการเงินรายนี้ตกลงอย่างหนักในช่วงการซื้อขายเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยราคาหุ้นหลังปิดตลาดลดลงไปมากถึง 24%

ราคาหุ้นที่ตกลงอย่างหนักของ Credit Suisse เป็นผลมาจากความเชื่อมั่นในหุ้นกลุ่มธนาคารทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกานั้นได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากการล้มของ Silicon Valley Bank (SVB) ทำให้ท้ายที่สุดหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของสหรัฐอเมริกาต้องออกมาตรการอุ้มผู้ฝากเงินทั้งหมดในธนาคารรายดังกล่าว

เหตุการณ์ของ SVB ยังทำให้หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินกังวลว่าผลจากการล้มของ SVB อาจกระจายไปทั่วโลกได้ แม้ว่าจะมีมาตรการที่รวดเร็วออกมาจากฝั่งสหรัฐฯ แล้วก็ตาม

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ต้นทุนการเงินของธนาคารหลายแห่งสูงขึ้น จนทำให้ความอ่อนแอของสถาบันการเงินเหล่านี้โผล่ออกมา

ซึ่งความสำคัญของ Credit Suisse ถือเป็นสถาบันการเงินที่มีความสำคัญต่อระบบการเงินโลก (GSIB) ซึ่งรายชื่อดังกล่าวมี 30 ธนาคาร ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ธนาคารในประเทศจีน

ความอ่อนแอของ Credit Suisse นั้นต้องไล่มาตั้งแต่เหตุการณ์ที่ได้รับผลกระทบจากช่วงวิกฤตการเงินปี 2007-2009 วิกฤตการเงินในทวีปยุโรปในช่วงปี 2010-2011 ทำให้สถาบันการเงินรายใหญ่อันดับ 2 ของสวิตเซอร์แลนด์นั้นมีความอ่อนแอลงอย่างมาก

ปี 2021 Credit Suisse ยังต้องรับสภาพจากผลขาดทุนของการล่มสลายของ Greensill Capital ที่เป็นกองทุนที่เน้นด้านการปล่อยสินเชื่อหมุนเวียนธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ถึง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสถาบันการเงินจากสวิตเซอร์แลนด์รายนี้ได้รับผลกระทบไปถึง 1,720 ล้านเหรียญสหรัฐ

และในช่วงปีดังกล่าวเองนั้น สถาบันการเงินรายนี้ยังมาเจ็บหนักกับการปล่อยกู้ให้กับกองทุนบริหารความเสี่ยงชื่อดังอย่าง Archegos Capital Management ที่สถาบันการเงินรายนี้ต้องรับรู้ถึงผลขาดทุนมากถึง 5,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

ซึ่งการรับรู้ของผลที่ขาดทุนอย่างหนักในปี 2021 ทำให้ Credit Suisse ต้องใช้ยาแรงในการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการขายธุรกิจที่ไม่ทำกำไร หรือสร้างความเสี่ยงให้กับสถาบันการเงินรายนี้ออกไปล็อตใหญ่

ขณะที่ในปี 2022 สถาบันการเงินรายนี้จะมีการเพิ่มทุนครั้งใหญ่ จนทำให้มีอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 ที่มากถึง 14% และที่ผ่านมา Credit Suisse ยังได้รื้อโครงสร้างภายในอีกรอบ โดยเตรียมที่จะ IPO ธุรกิจวาณิชธนกิจ (Credit Suisse First Boston) ในตลาดหลักทรัพย์หลังจากนี้ รวมถึงการปรับการบริหารภายในชุดใหญ่ก็ตาม

อย่างไรก็ดีการปรับโครงสร้างของ Credit Suisse ก็ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในเวลานี้เท่าไหร่นัก ซึ่งผลประกอบการในปี 2022 ที่ผ่านมาขาดทุนมากถึง 7,300 ล้านฟรังก์สวิส แม้ว่านักวิเคราะห์จะมีการคาดการณ์ว่าในปี 2025 สถาบันการเงินรายดังกล่าวจะกลับมามีกำไรก็ตาม

ทำให้ท้ายที่สุดสถาบันการเงินรายนี้ต้องใช้กลไกของแบงก์ชาติสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นดังกล่าวกลับมาอีกครั้ง

ที่มา – Reuters [1], [2]

]]>
1423468
ธนาคารกรุงไทยชวนคนไทยร่วมแบ่งปันสิ่งดีดี ไปกับแคมเปญ “สุดยอดเรื่องราวกับธนาคารกรุงไทย ( KTB The Best Story)” https://positioningmag.com/59838 Mon, 23 Mar 2015 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=59838

ธนาคารกรุงไทย ธนาคารที่มุ่งมั่นดูแล พัฒนาศักยภาพของบุคลากร เพื่อสนับสนุนการเติบโต สู่ความมั่นคงอย่างยังยืนแก่ลูกค้า สร้างคุณภาพที่ดีขึ้นแก่สังคม และสิ่งแวดล้อม คือ แนวคิด ” Growing Together  กรุงไทย ก้าวไกล ไปกับคุณ” และในปีนี้ทางธนาคารได้ร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมที่ส่งเสริมประสบการณ์เรื่องราว สร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มเป้าหมายได้ร่วมแชร์ และถ่ายทอดความประทับใจกับบริการATM ไปกับธนาคารกรุงไทย เตรียมส่งแคมเปญ “สุดยอดเรื่องราวกับธนาคารกรุงไทย ( KTB The Best Story)” ภายใต้โครงการที่มี 2 ส่วนคือ

1. Viral Clip โดยเป็นการนำเสนอเรื่องราวความประทับใจผ่าน Viral Clip รวม 4 ชุด  อันเป็นเรื่องราวความงดงามของการช่วยเหลือแบ่งปัน  ความรักและเอาใจใส่ในกันและกัน เพื่อสุดท้ายปลายทาง คือความสำเร็จร่วมกันอย่างยั่งยืน

2. โครงการประกวดคลิปสั้น “Share Smile With KTB ATM” โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานแชร์ประสบการณ์ที่ดีกับATM กรุงไทย ในรูปแบบคลิปสั้น

โดยในโปรเจ็ค Viral Clip สำคัญครั้งนี้ ได้ผู้กำกับหนุ่มไฟแรงที่คร่ำหวอดในวงการ ภาพยนตร์ รายการ ละคร “นายบรรจง สินธนมงคลกุล” อาทิ ละครห้องหุ่น ,ภาพยนตร์ TRUE HD “ เรารักน้ำท่วม” Viral AIS prelaunch for new 3G ฯลฯ มาเป็นผู้ดูแลเรื่องราวในตอนแรกของ  Viral Clip ตอนที่ 1 ชื่อ “แบ่งปันกันและกัน” ความยาว 3 – 4 นาที  นายบรรจง กล่าวว่า เป็นเรื่องราวของหนุ่มออฟฟิศคนหนึ่ง ที่ตั้งใจทำงาน มีความรับผิดชอบ และรักในงาน แต่เขากลับสนใจที่จะอยู่ในโลกของตนเองมากเกินไป จนลืมไปว่า ความสุขที่อยู่รอบๆตัวเขา จริงๆแล้ว มันคือเรื่องราวของการแบ่งปันสิ่งดีงามให้กับเพื่อนมนุษย์ เรื่องของหนุ่มคนนี้ จึงเห็นชีวิตประจำวันที่รูปแบบซ้ำๆ และก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป จากคนที่ไม่เคยคิดถึงเรื่องการแบ่งปัน ในวันที่เขาพบวิกฤต ตัวเขาเองกลับได้รับการช่วยเหลือแบ่งปันจากผู้คนเหล่านั้น และทำให้ท้ายที่สุด จึงเริ่มเข้าใจความหมายของการแบ่งปัน นั่นคือความสุขที่ได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อยากฝากทุกคนให้ติดตามเรื่องราวที่เป็นประโยชน์สร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับตัวเองและสังคม โดยจะออกอากาศให้ชมกันทาง Social Media ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะได้แง่คิดดีดีอย่างแน่นอนครับ” สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว และกิจกรรมได้ที่ www.ktbthebest story.com/    facebook page : KTB Care

]]>
59838
เคแบงก์ ใช้กลยุทธ์ “สนุก” บุกภูธร ทุ่มงบ 100 จับมือ แก๊ง 3 ช่า คาราบาว https://positioningmag.com/59161 Fri, 16 Jan 2015 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=59161

 

ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ทุ่มงบ 100 ล้านบาท จัด “เทศกาลเบิกบานใจ ตอน เคแบงก์ แก๊ง 3 ช่า คาราบาว” เพื่อเจาะตลาดลูกค้าต่างจังหวัดต่อเนื่อง โดยให้ลูกค้า50จังหวัด สมัครใช้บริการที่ร่วมรายการ รับบัตรชมแก๊ง3ช่า และคอนเสิร์ตคาราบาว ตั้งเป้าลูกค้าร่วมแคมเปญกว่า 2.5 แสนราย

ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสKBANKเปิดเผยว่า ในช่วงระยะเวลากว่า10ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจกรุงเทพฯ ขยายตัวโดยเฉลี่ย3.8% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าภาพรวมของประเทศที่ขยายตัวเฉลี่ย 4.2% ต่อปี สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจในพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น ซึ่งมีการเติบโตในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และภายใต้แรงกระตุ้นของการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การขยายธุรกิจสำคัญในพื้นที่ที่มีศักยภาพในต่างจังหวัด

ดังนั้น ธนาคารจึงเดินหน้ารุกตลาดต่างจังหวัด ทั้งการขยายสาขา บริการ และการทำการตลาดสู่ท้องถิ่นด้วยแนวคิด เอ็นเตอร์เทนเมนต์ มาร์เก็ตติ้ง (Entertainment Marketing) สร้างความสนุกสนานตามไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมของท้องถิ่น โดยสื่อสารถึงคนในพื้นที่ให้แตกต่างจากการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์แบบเดิม ๆ ซึ่งในปี 57แนวทางการตลาดดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สามารถดึงดูดลูกค้าใหม่ในตลาดท้องถิ่นได้กว่า200,000 ราย ส่งผลให้ธนาคารมีฐานลูกค้ารายย่อยใหม่โดยภาพรวมเพิ่มขึ้น2.5ล้านราย

สำหรับ แคมเปญใหญ่ประจำปี “เทศกาลเบิกบานใจ ตอน เคแบงก์ แก๊ง3ช่า คาราบาว” มอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้าใน50จังหวัดทั่วประเทศ สมัครใช้ผลิตภัณฑ์ของธนาคารฯ ที่ร่วมรายการ รับบัตรชมคอนเสิร์ต “เทศกาลเบิกบานใจ ตอน เคแบงก์ แก๊ง3ช่า คาราบาว” ประกอบด้วย การแสดงสดจาก แก๊ง3ช่า ศิลปินในสังกัดของเวิร์คพอยท์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ และ คาราบาว วงดนตรีเพื่อชีวิตชั้นนำของประเทศไทย

ลูกค้าที่สมัครบัตรเดบิต ลายแก๊ง 3 ช่าคาราบาว ได้รับบัตรคอนเสิร์ตจำนวน 2 ใบ  ส่วนลูกค้าที่สมัครผลิตภัณฑ์และบริการที่ร่วมรายการจะได้รับของสมนาคุณพิเศษลวดลาย แก๊ง 3 ช่า คาราบาว  ลิมิเต็ด เอดิชั่น อาทิ เสื้อยืด พัดลมมือถือ หมวก กระเป๋าผ้า ลูกค้าที่สนใจสามารถสมัครบริการเพื่อร่วมแคมเปญได้ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิ.ย.58

ปัจจุบัน ธนาคารกสิกรไทยมีสาขาทั่วประเทศ 1,124 สาขา เป็นสาขาในต่างจังหวัดประมาณ 800 สาขา และมี เดอะ วิสดอม เลาจ์ ในต่างจังหวัดทั้งหมด 59 แห่ง มีสัดส่วนลูกค้ากรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่ 47% และ 53%  โดยในปี 58 ธนาคารฯ ยังไม่มีแผนในการขยายสาขา แต่มีแผนเปิดเดอะ วิสดอม เลาจ์ ในต่างจังหวัดอีก5แห่ง รวมทั้งมีแผนการในการต่อยอดธุรกิจจากฐานลูกค้าที่มีอยู่ โดยเน้นกระตุ้นให้ลูกค้ามีการถือครองผลิตภัณฑ์ของธนาคารเพิ่มขึ้น ผ่านกิจกรรมทางการตลาดสำคัญ

]]>
59161
ไทยพาณิชย์ จับมือ มิซูโฮ แบงก์ รุกธุรกิจญี่ปุ่น ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการให้บริการลูกค้าญี่ปุ่นครบวงจร https://positioningmag.com/58814 Thu, 20 Nov 2014 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=58814

ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ธนาคาร มิซูโฮ จำกัด หนึ่งใน 3 ธนาคารยักษ์ใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเป็นพันธมิตรในการให้บริการทางการเงินกับ ลูกค้าญี่ปุ่นในประเทศไทยและสนับสนุนนักธุรกิจไทยที่จะไปลงทุนต่างประเทศ

นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ปัจจุบันนี้มีชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ประเทศไทยมากกว่า 50,000 คน อีกทั้งมีบริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยกว่า 3,000 บริษัท ซึ่งคิดเป็นอัตราการลงทุน FDI อันดับหนึ่งในประเทศไทย หรือ คิดเป็นสัดส่วน 40-50% โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ และอุตสาหกรรมการผลิต ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ให้บริการทางการเงินกับลูกค้าชาวญี่ปุ่นมาเป็นเวลายาวนาน ปัจจุบันธนาคารให้บริการลูกค้าญี่ปุ่นอยู่กว่า 600 ราย เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การขยายฐานลูกค้าญี่ปุ่นของธนาคาร ธนาคารตั้งเป้าในการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดจากกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่น และเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ขึ้นอีก50% ผ่านทางการนำเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการที่ครบวงจรเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าในแต่ละกลุ่ม โดยล่าสุดในปีนี้ เราได้จัดตั้งหน่วยงานพิเศษมาเพื่อดูแลลูกค้าธุรกิจญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขยายฐานลูกค้าญี่ปุ่น”

ธนาคาร มิซูโฮ จำกัด เป็นหนึ่งใน 3 ธนาคารยักษ์ใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น เปิดบริการในประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 20ปี และถือเป็นหนึ่งในธนาคารชั้นนำของญี่ปุ่นในประเทศไทย มีฐานลูกค้ามากกว่า 70% ของบริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่น

ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการผสานจุดแข็งของธนาคารไทยพาณิชย์ทางด้านความเชี่ยวชาญในการให้บริการลูกค้าขนาดใหญ่ เครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เข้ากับฐานลูกค้านักลงทุนชาวญี่ปุ่นที่แข็งแกร่งของธนาคาร มิตซูโฮ ถือเป็นส่วนเติมเต็มทางธุรกิจที่สำคัญซึ่งกันและกัน และยังจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าญี่ปุ่นที่ต้องการขยายตลาดไปในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ทั้ง 4 ประเทศซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายประเทศยุทธศาสตร์ของธนาคารไทยพาณิชย์ และสนับสนุนนักธุรกิจไทยที่จะไปลงทุนต่างประเทศ

“ธนาคารไทยพาณิชย์ตระหนักดีว่ามีนักลงทุนไทยสนใจไปลงทุนในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก การจับมือกับธนาคาร มิซูโฮ มีส่วนผลักดันให้เราสามารถให้คำแนะนำและให้บริการทางการเงิน รวมทั้งมอบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ครบวงจรให้กับนักธุรกิจชาวไทยที่สนใจลงทุนในประเทศญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นางกรรณิกา กล่าวเสริม

 

]]>
58814