SCGP – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 28 Apr 2022 01:46:54 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 SCGP ซุ่มพัฒนาพันธุ์ “กัญชง” มองธุรกิจ “แพ็กเกจจิ้ง” ทิศทางดีขึ้น แม้ต้นทุนพลังงานสูง https://positioningmag.com/1382988 Tue, 26 Apr 2022 12:37:31 +0000 https://positioningmag.com/?p=1382988
  • SCGP รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/65 รายได้พุ่ง 34% แต่อัตรากำไรลดลง เนื่องจากต้นทุนสูงขึ้นโดยเฉพาะค่าพลังงาน ซึ่งเป็นผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน
  • มองภาพปี 2565 เป็นขาขึ้นทั้งปี ตลาดไทยและอาเซียนเปิดประเทศเต็มที่ การกินใช้ฟื้นตัว ส่งผลดีกับธุรกิจ “แพ็กเกจจิ้ง”
  • อัปเดตโปรเจ็กต์ใหม่บริษัท พัฒนาพันธุ์ “กัญชง” ให้เหมาะกับเมืองไทย
  • “วิชาญ จิตร์ภักดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP รายงานผลการดำเนินงานบริษัทไตรมาส 1/2565 ทำรายได้ที่ 36,634 ล้านบาท เติบโต 34% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน แต่กำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 1,658 ล้านบาท ลดลง -22% หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิจะอยู่ที่ 5% ลดจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีอัตรากำไรสุทธิ 8%

    ผลกระทบหลักมาจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งบริษัทเร่งบริหารต้นทุนอย่างดีที่สุด รวมถึงพยายามตรึงราคาให้กับลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น แพ็กเกจจิ้งกระดาษอาจลดความหนาลงแต่ไม่ส่งผลต่อความทนทานของการใช้งาน เพื่อให้ลูกค้าได้ซื้อในราคาเดิม

     

    เป้าหมาย 1.4 แสนล้าน เชื่อตลาดสดใสขึ้น

    วิชาญกล่าวต่อถึงเป้าหมายรายได้ 1.4 แสนล้านบาทในปีนี้ของ SCGP เชื่อว่าจะทำได้ตามเป้า จากแนวโน้มในตลาดที่ดีขึ้น

    ปัจจุบันตลาดหลักของ SCGP แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

    • ตลาดอาเซียนยกเว้นไทย 43%
    • ตลาดไทย 41%
    • ตลาดประเทศอื่นๆ เช่น ยุโรป จีน 16%

    เป็นปีแรกที่ตลาดอาเซียนมีสัดส่วนมากกว่าตลาดไทยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์ที่บริษัทได้วางไว้เพราะมองว่าอาเซียนจะเป็นตลาดที่เติบโตได้ดี โดยปี 2565 เห็นได้ชัดว่ากลุ่มประเทศอาเซียนมีการเปิดเมืองเปิดประเทศมากขึ้น จะเป็นผลดีต่อธุรกิจ “แพ็กเกจจิ้ง” เพราะมีการกินใช้ภายในประเทศสูงขึ้น ส่วนตลาดประเทศจีนขณะนี้อาจมีดีมานด์ไม่แน่นอน จากการล็อกดาวน์ที่ยังเกิดขึ้นในหลายเมือง

    ในแง่ของการลงทุนตามกลยุทธ์ M&P (Merger & Partnership) วิชาญกล่าวว่าบริษัทมีงบลงทุน 15,000 ล้านบาทในปีนี้ แต่การลงทุนยังชะลอการตัดสินใจในช่วงไตรมาสแรกเพราะผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งทำให้ดีลต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม บริษัทยังหาโอกาสลงทุนอย่างต่อเนื่อง และยังคงเน้นในกลุ่มธุรกิจปลายน้ำ (downstream) และตลาดประเทศอาเซียน

     

    ลงทุน “กัญชง” ปรับปรุงพันธุ์

    อีกหนึ่งธุรกิจที่ SCGP ขอแจ้งความคืบหน้าคือการลงทุนปลูกกัญชงใน อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี จำนวน 210 ต้น ที่กำลังจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ในเดือนพ.ค.-มิ.ย.นี้

    วิชาญระบุว่า การทดลองปลูกกัญชงครั้งนี้มีเป้าหมายสูงสุดคือการปรับปรุงพันธุ์ให้ดีขึ้น เหมาะกับการปลูกในเมืองไทย และให้ผลผลิตสูงสุด ตอบโจทย์กระแสการนำกัญชงไปใช้งานหลากหลายสินค้า

    “เรามีทีมทาเลนต์ที่มีศักยภาพมาตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์ต้นยูคาลิปตัสจนสามารถปลูกในไทยได้ดี จึงให้ทีมพัฒนาพันธุ์กัญชงต่อ ซึ่งต่อไปกัญชงอาจจะนำมาเป็นส่วนผสมของแพ็กเกจจิ้งได้” วิชาญกล่าว

    ทั้งนี้ ยังไม่มีการแจ้งอย่างชัดเจนถึงแผนการนำกัญชงไปใช้ในเชิงพาณิชย์ของ SCGP ว่าจะเป็นการจำหน่ายในเชิงต้นน้ำ กลางน้ำ หรือปลายน้ำ แต่จะเห็นได้ว่าช่วงหลังบริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพมากขึ้น อย่างการจำหน่ายอาหารเสริมแบรนด์ HOLIS by SCGP เป็นต้น

    ]]>
    1382988
    SCGP เข้าซื้อหุ้น 85% ใน Deltalab ประเทศสเปน รุกตลาดวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์เต็มตัว https://positioningmag.com/1339759 Wed, 30 Jun 2021 04:11:15 +0000 https://positioningmag.com/?p=1339759 SCGP ขยายธุรกิจครั้งสำคัญเข้าสู่ตลาดวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical Supplies and Labware) รับเทรนด์โลกที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับสุขอนามัย และการดูแลสุขภาพมากขึ้น ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ลงนามสัญญาเข้าซื้อหุ้น 85% ใน Deltalab, S.L. ประเทศสเปน ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ในยุโรป เพิ่มพอร์ตสินค้ามูลค่าสูง

    วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า

    “ปัจจุบันหนึ่งในเทรนด์ของโลกสำหรับผู้บริโภคคือความสนใจดูแลรักษาสุขภาพมากขึ้น และแนวโน้มการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการในการตรวจและวินิจฉัยโรคสูงขึ้นทั่วโลก เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและการแพทย์ จนกลายเป็นหนึ่งในเซ็กเมนต์ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 26,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 8.1 แสนล้านบาท) ในยุโรป และประมาณ 48,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 7-9% ต่อปี (ข้อมูลจาก LEK Consulting (ปี 2019-24F)”

    “วิชาญ จิตร์ภักดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP

    ตามแผนกลยุทธ์ของ SCGP ที่เน้นการให้บริการลูกค้าแบบครบวงจร ด้วยการขยายไปยังธุรกิจที่ตอบโจทย์ ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย และการมุ่งขยายในธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) ให้เติบโตยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความเกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ สุขภาพและการแพทย์

    SCGP จึงรุกเข้าสู่ตลาดวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ด้วยการลงนามสัญญาเข้าซื้อหุ้น 85% ใน Deltalab, S.L. (หรือ Deltalab) ประเทศสเปน ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยธุรกรรมจะเสร็จสิ้นประมาณไตรมาสที่ 3 ของปี 2564

    Deltalab, S.L. ตั้งอยู่ที่ประเทศสเปน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิต และจัดจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์คุณภาพสูงในยุโรป โดยมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 15,000 รายการ (SKUs) และมีกำลังการผลิต 250 ล้านชิ้นต่อปี

    ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น ประกอบด้วย ถ้วยเก็บตัวอย่างของเหลวจากร่างกาย หลอดสุญญากาศสำหรับถ่ายเทตัวอย่าง (Liquid containers and tubes for vacuum system) หลอดเก็บตัวอย่างเลือด (Traceable blood collection tube set for Haematology) หลอดขนาดเล็กสำหรับงานวิเคราะห์พันธุกรรม (Microtubes and flexible plates for real time PCR) หลอดปิเป็ตขนาดต่าง ๆ สำหรับถ่ายเท ตวง ของเหลว (Various types of pipettes for liquid handling) ตู้แช่แข็งเก็บวัคซีนและตัวอย่างทางพันธุกรรม (Cold (Cryogenic) storage system for vaccine and Molecular Biology) ชุดตรวจสวอบ (Swab test set) ภาชนะและบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มที่เน้นความปลอดภัยและสุขอนามัย (Hygine & Safety industrial packaging) เป็นต้น

    โดยมีการส่งออกสินค้าไปยัง 125 ประเทศทั่วโลก ในปี 2563 Deltalab, S.L. มีรายได้ 72.7 ล้านยูโร (ประมาณ 2,800 ล้านบาท) และมีทรัพย์สินรวม ณ สิ้นปี 2563 อยู่ที่ 54.3 ล้านยูโร (ประมาณ 2,100 ล้านบาท)

    ]]>
    1339759
    SCGP เข้าฮุบ Intan Group ในอินโดฯ 75% ขยายตลาดกล่องลูกฟูก เสริมธุรกิจบรรจุภัณฑ์ https://positioningmag.com/1331327 Mon, 10 May 2021 08:22:22 +0000 https://positioningmag.com/?p=1331327 SCGP ขยายการลงทุนบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซีย โดยลงนามในสัญญาซื้อหุ้น 75% ใน Intan Group หนึ่งในผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกที่มีฐานธุรกิจใน 4 จังหวัดหลัก ต่อยอดจากการลงทุนในธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ก่อนหน้านี้ เสริมศักยภาพแธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจร 

    ศักยภาพอินโดนีเซีย

    วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP
    เปิดเผยว่า

    “บริษัทฯ วางกลยุทธ์ขยายการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน เพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น จากการขยายฐานธุรกิจและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในภูมิภาค โดยมองว่า การขยายบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกจะส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจแบบบูรณาการของบรรจุภัณฑ์”

    “วิชาญ จิตร์ภักดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP

    อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีศักยภาพจากประชากรที่มีจำนวนกว่า 270 ล้านคน สูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน บริษัทฯ จึงขยายการลงทุนในอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2556 ปัจจุบันมีบริษัทย่อย 5 บริษัท ได้แก่

    • PT Fajar Surya Wisesa Tbk.,
    • PT Dayasa Aria Prima (บริษัทย่อยของ Fajar)
    • PT Primacorr Mandiri
    • PT Indorcorr Packaging Cikarang
    • PT Indoris Printingdo

    ทั้ง 5 แห่งนี้ เป็นฐานการผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูก 2 แห่ง โรงพิมพ์สำหรับบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูก 1 แห่ง และโรงงานผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ 2 แห่ง ในปี 2563 รายได้จากการขายในอินโดนีเซีย เท่ากับ 17,577 ล้านบาท หรือคิดเป็น 18.94% ของรายได้จากการขายรวม

    โดยหลังจากเข้าไปลงทุน บริษัทฯ ได้ร่วมมือเป็นพาร์ตเนอร์ขยายธุรกิจ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านต่างๆ และรวมผนึกพลัง เช่น การลดต้นทุนทางการเงิน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และในไตรมาสแรกปี 2564 บริษัทฯ ได้เริ่มเดินเครื่องจักรสายการผลิตใหม่ของกระดาษบรรจุภัณฑ์

    ส่วนการดำเนินงานใน PT Primacorr Mandiri, PT Indorcorr Packaging Cikarang และ PT Indoris Printingdo บริษัทฯ ได้ประสานความร่วมมือแบบบูรณาการกับธุรกิจของบริษัทฯ เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ลดของเสีย พัฒนาระบบไอที และนำนวัตกรรม Lightweight G Technology ของ SCGP เข้าไปใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์

    ขยายตลาดกระดาษลูกฟูก

    SCGP ได้ขยายการลงทุนในอินโดนีเซีย โดยเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาเข้าถือหุ้น 75% ใน PT Indonesia Dirtajaya Aneka Industri Box, PT Bahana Buana Box และ PT Rapipack Asritama (รวมเรียกว่า Intan Group) ผ่าน TCG Solutions Pte. Ltd. ที่ถือหุ้นทั้งหมดโดย บริษัทกลุ่มสยามบรรจุภัณฑ์ จำกัด (TCG) ใน SCGP และคาดว่าจะดำเนินการควบรวมกิจการแล้วเสร็จภายในกลางปี 2564

    Intan Group เป็นหนึ่งในผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกในอินโดนีเซียซึ่งดำเนินธุรกิจในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ 4 แห่ง ได้แก่ Surabaya, Semarang, Bekasi และ Minahasa โดยมีฐานลูกค้าในกลุ่มธุรกิจอาหาร เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค ทั้งที่เป็นบริษัทข้ามชาติ และกิจการภายในประเทศ ในปี 2563 Intan Group มีรายได้ 1,329 พันล้านรูเปียห์ (ประมาณ 92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,057 ล้านบาท)

    สำหรับการขยายการลงทุนในอินโดนีเซียครั้งนี้ เพื่อรองรับการเติบโตในภูมิภาคอาเซียน เพิ่มศักยภาพการนำเสนอ    บรรจุภัณฑ์ที่หลากหลาย และสามารถส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างธุรกิจที่บริษัทฯ เข้าไปลงทุนใหม่กับธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์ที่ดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบัน ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากฐานลูกค้าร่วม

    บริษัทฯ สามารถนำเสนอบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลาย ร่วมกับการนำเสนอโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละราย พัฒนาสินค้าที่เป็นนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มศักยภาพด้านการเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน

    ]]>
    1331327
    โลตัส จับมือ SCGP รับกล่องและลังกระดาษนำไปรีไซเคิล เป็นเตียงสนามกระดาษเอสซีจีพี บริจาคให้โรงพยาบาลสนามทั่วประเทศสู้โควิด-19 https://positioningmag.com/1328817 Thu, 22 Apr 2021 08:29:07 +0000 https://positioningmag.com/?p=1328817 โลตัส ร่วมมือกับ SCGP เชิญชวนลูกค้าและประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกันนำกล่องและลังกระดาษที่ไม่ใช้แล้ว มาบริจาคได้ที่จุดรับกล่องกระดาษในโลตัส ไฮเปอร์มาร์เก็ตทุกสาขาทั่วประเทศ เร่งผนึกกำลังนำกล่องที่ได้ไปรีไซเคิลเป็นเตียงสนามกระดาษเอสซีจีพี เพื่อกระจายให้กับโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ รองรับผู้ป่วยโควิด-19 ต่อไป

    นายสมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจโลตัส ประเทศไทย กล่าวว่า “ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกล่าสุด โลตัส ได้ให้การสนับสนุนหน่วยงานสาธารณสุขและชุมชนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยการมอบน้ำดื่ม อาหารแห้ง และอุปกรณ์ที่จำเป็น อาทิ หน้ากากอนามัย ถุงมือยาง เจลแอลกอฮอล์ ให้กับหน่วยงานและชุมชนกว่า 200 แห่ง ซึ่งรวมถึงโรงพยาบาลสนาม 13 แห่ง โรงพยาบาล 33 แห่ง ด่านคัดกรองและด่านตรวจ 138 แห่ง และชุมชนใกล้เคียงสาขา เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีความกังวลเกี่ยวกับจำนวนเตียงสำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลสนามที่อาจไม่เพียงพอ โลตัส จึงได้ร่วมมือกับ SCGP ในการเป็นจุดรับบริจาคกล่องและลังกระดาษที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อนำไปผลิตเป็นเตียงสนามกระดาษเอสซีจีพี มอบให้กับโรงพยาบาลสนาม โดยลูกค้าและประชาชนที่มีจิตศรัทธา สามารถนำกล่องมาบริจาคที่จุดรับของเราในไฮเปอร์มาร์เก็ตทุกสาขาทั่วประเทศ ที่ผ่านมา เราได้เปิดจุดรับกล่องและลังกระดาษเหล่านี้ เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าช่วยกันนำกล่องกระดาษไปจัดการอย่างถูกวิธี ด้วยการนำไปรีไซเคิลเพื่อสร้างประโยชน์ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โลตัส ยินดีที่เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ประเทศไทยสามารถผ่านวิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ไปได้ด้วยกัน”

    นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า “SCGP มีความยินดีและขอขอบคุณ โลตัส ที่ให้โอกาสได้ร่วมมือกันอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ โลตัส จะเป็นจุดรับบริจาคกล่องที่เหลือใช้นำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลของ SCGP เพื่อผลิตเป็นเตียงสนามกระดาษเอสซีจีพี ซึ่ง SCGP ได้ออกแบบสร้างสรรค์ เตียงสนามกระดาษเอสซีจีพี (SCGP Paper Field Hospital Bed) นวัตกรรมเพื่อสังคม ที่ผลิตจากกระดาษรีไซเคิล 100% เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีขนาดเหมาะสมตามหลักการยศาสตร์ สะดวกต่อการใช้งานสอดรับกับสรีระของคนเอเชีย รองรับน้ำหนักแนวราบได้ถึง 100 กิโลกรัม มีน้ำหนักเบา ขนส่งได้สะดวก อีกทั้งยังสามารถประกอบติดตั้งได้ง่ายภายในเวลาเพียง 8 นาทีโดยไม่ต้องใช้กาว เพื่อร่วมส่งต่อความช่วยเหลือให้โรงพยาบาลสนามรองรับผู้ป่วยได้ทันสถานการณ์ ที่ผ่านมา SCGP และ โลตัส ได้ดำเนินการโครงการเพื่อสังคมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือระหว่างกันในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ประเทศไทยได้ก้าวผ่านสถานการณ์ที่ท้าทายนี้ไปด้วยกัน”

    ลูกค้าและประชาชนที่สนใจ สามารถนำกล่องและลังกระดาษที่ไม่ใช้แล้ว มาบริจาคได้ที่จุดรับกล่อง ณ โลตัส ไฮเปอร์มาร์เก็ต ทุกสาขาทั่วประเทศ

    ]]>
    1328817
    SCGP โกยรายได้ปี 63 เเตะ 9.2 หมื่นล้าน กำไรโต 23% ปีนี้ทุ่ม 2 หมื่นล้าน รุกกิจการอาเซียน https://positioningmag.com/1316435 Tue, 26 Jan 2021 09:02:25 +0000 https://positioningmag.com/?p=1316435 อานิสงส์กระเเสเดลิเวอรี่บูม ดันธุรกิจเเพ็กเกจจิ้งโตท่ามกลางวิกฤต COVID-19 เจ้าใหญ่อย่าง SCGP โกยรายได้ ปี’63 ทะลุ 92,786 ล้าน ฟันกำไรสุทธิ 6,457 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% เร่งเครื่องหลังระดมทุนหุ้น IPO ปีนี้ทุ่มลงทุน 2 หมื่นล้าน ขยายพอร์ตสินค้าดีลควบรวมกิจการในอาเซียน ลุยบรรจุภัณฑ์อาหารรับเทรนด์โลก

    วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจตลอดปี 2563 ว่า มีความท้าทายอย่างมาก จากความผันผวนของเศรษฐกิจและการระบาดของ COVID-19 เเต่ถือเป็น ‘โอกาสสำคัญ’ ของธุรกิจเเพ็กเกจจิ้ง ที่บริษัทจะได้เน้นไปที่ ‘ผู้บริโภค’ เเละการ ‘ดีไซน์’ สินค้ามากขึ้น

    โดยในช่วงที่ผ่านมา ผู้บริโภคมีความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์มากขึ้นในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค และบรรจุภัณฑ์อาหาร (Foodservice Packaging) โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปลายปี รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ 

    SCGP เป็น 1 ใน 3 ธุรกิจหลักของ ‘ปูนซิเมนต์ไทย’ ให้บริการโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในอาเซียนปัจจุบันมี 40 โรงงานใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย โดยมีส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาคอาเซียน 36%

    ผลการดำเนินงานของทั้งปี 2563 มีรายได้จากการขายที่ 92,786 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน กำไรสุทธิ 6,457 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อน และมี EBITDA (กำไรก่อนหักต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ไม่รวมเงินปันผลรับจากบริษัทร่วม และรวมกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินกู้ยืมตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ของปี 2562) เท่ากับ 16,876 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากปีก่อน

    วิชาญ บอกว่า กลยุทธ์หลักๆ ที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้ดี มาจากการนำเสนอโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลาย การบริหารต้นทุน วัตถุดิบ และซัพพลายเชนที่มีการปรับพอร์ตการผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ การขยายฐานธุรกิจบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำ (Downstream) และการควบรวมกิจการ (M&P) เพื่อขยายฐานธุรกิจในอาเซียน

    วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)

    สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 4 ปี 2563 มีรายได้จากการขาย 23,596 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิ 1,486 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมี EBITDA เท่ากับ 4,211 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    “ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) สินค้าอุปโภคบริโภค การขยายตัวของอีคอมเมิร์ซ การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์อาหารที่มีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อยอดขายบรรจุภัณฑ์ของ SCGP ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา” 

    โดยช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา SCGP ได้เข้าลงทุนใน Bien Hoa Packaging Joint Stock Company หรือ SOVI ในประเทศเวียดนาม เพื่อการขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำ 

    พร้อมการลงทุนล่าสุดใน Go-Pak UK Limited หรือ Go-Pak ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารชั้นนำของอังกฤษ ซึ่งจะทำให้ SCGP ขยาย ‘ตลาดใหม่’ ในสหราชอาณาจักร ยุโรปและอเมริกาเหนือ เพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ โดยการขยายธุรกิจใน SOVI และ Go-Pak จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพการนำเสนอบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรและเพิ่มรายได้ให้ SCGP กว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี 

    “ธุรกิจในปี 2564 ในส่วนของ “รายได้” คาดว่าจะเกินระดับ 1 แสนล้านบาท เเละมีอัตราการเติบโตเเบบดับเบิลดิจิต” 

    ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทเสนอการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานของปี 2563 ในอัตรา 0.45 บาทต่อหุ้น ซึ่งรอการอนุมัติจากการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 เมษายน 2564 ตามรายชื่อ วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล ในวันที่ 8 เมษายน 2564 โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันพุธที่ 7 เมษายน 2564

    ปีนี้ทุ่มลงทุน 2 หมื่นล้าน

    หลังระดมทุนหุ้น IPO ได้ราว 4.1 หมื่นล้าน SCGP วางเเผนขยายธุรกิจ ‘เชิงรุก’ มากขึ้น โดยปี 2564 ได้ตั้งงบลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท (เพิ่มจากปี 2020 ที่มีงบลงทุนอยู่ที่ 10,426 ล้านบาท) เน้นขยายธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำในภูมิภาคอาเซียน

    รวมไปถึง โครงการขยายกำลังผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และโครงการขยายบรรจุภัณฑ์โพลิเมอร์ในประเทศไทยจะแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินการได้ภายในปีนี้

    กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน SCGPคาดว่า ความต้องการบรรจุภัณฑ์อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าเพื่อสุขภาพ การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ จะยังคงขยายตัวในปีนี้ และในระยะยาวคาดว่า อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์จะได้รับปัจจัยบวกจากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตสินค้ามายังภูมิภาคอาเซียน

    อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อของผู้บริโภค อาจมีแนวโน้ม ‘ชะลอตัว’ จากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าเเละดีมานด์สำหรับสินค้าคงทนยังไม่แน่นอน ส่วนของราคาเยื่อกระดาษน่าจะปรับตัวขึ้นหลังผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เนื่องจากมีความต้องการใช้เยื่อในการผลิตกระดาษทิชชูสำหรับสินค้าเพื่อสุขอนามัยมากขึ้น

    ด้านค่าเงินบาทที่เเข็งค่าต่อเนื่องนั้น มีผลกระทบต่อ SCGP ในหลัก ‘ร้อยล้าน’ ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับรายได้บริษัท 

    “ในงบลงทุน 2 หมื่นล้าน หลักๆ เราจะรุกธุรกิจในอาเซียน ส่วนนอกภูมิภาคอย่างที่เคยควบรวมกับ Go-Pak ในยุโรปนั้น จะดูที่เมกะเทรนด์ของโลกเป็นหลัก ว่าตลาดมีความน่าสนใจมากน้อยเพียงไหน” 

    โดย SCGP มีแผนเสนอขาย ‘หุ้นกู้’ แก่นักลงทุนในช่วง 2-3 เดือนต่อจากนี้ เพื่อนำไปชำระคืนเงินกู้ที่จะครบกำหนดกับสถาบันการเงิน เบื้องต้นกำหนดอายุหุ้นกู้ที่ 3 ปี 8 เดือน รวม 5,500 ล้านบาท คาดว่าจะแจ้งรายละเอียดอัตราดอกเบี้ยได้ในช่วงเดือน ก.พ.นี้

     

     

    ]]>
    1316435
    SCGP ปิดดีลฮุบ Go-Pak ขยายฐานแพ็กเกจจิ้งอาหาร บุกตลาดโซนยุโรป อเมริกาเหนือ https://positioningmag.com/1313998 Wed, 13 Jan 2021 05:11:02 +0000 https://positioningmag.com/?p=1313998 SCGP หรือ เอสซีจี แพคเกจจิ้ง ปิดดีลเข้าถือหุ้น 100% ใน GoPak หนึ่งในผู้นำการให้บริการโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์อาหารแถบสหราชอาณาจักร ยุโรป และอเมริกาเหนือ ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ในเวียดนาม ขยายฐานลูกค้าในภาคธุรกิจบริการด้านอาหาร ผู้ค้าปลีก และค้าส่งในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับร้านอาหาร ร้านอาหารบริการด่วนในสหราชอาณาจักร ยุโรป อเมริกาเหนือ และช่วยเพิ่มศักยภาพการขยายฐานตลาดในอาเซียน 

    ขยายฐานแพ็กเกจจิ้งอาหาร รองรับเมกะเทรนด์

    วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า

    “SCGP ได้รุกขยายธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์อาหาร (Foodservice Packaging) เพื่อเพิ่มศักยภาพขยายตลาดรองรับความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์อาหารที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย และได้นำเสนอบรรจุภัณฑ์อาหารภายใต้แบรนด์ Fest อาทิ บรรจุภัณฑ์อาหาร, หลอดกระดาษ ฯลฯ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์อาหารที่มีความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

    โดยในปี 2561 ที่ผ่านมา SCGP ได้ขยายฐานการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารในประเทศมาเลเซีย ด้วยการเข้าซื้อหุ้น Interpress Printers Sendirian Berhad (IPSB) ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารที่ทำจากกระดาษที่ได้รับการรับรองระบบมาตรฐาน BRC Global Standard ระดับ AA ซึ่งเป็นมาตรฐานการรับรองคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหารสูงสุด และมีฐานลูกค้าเป็นเครือข่ายร้านอาหารและบริษัทฟาสต์ฟู้ดในทวีปเอเชีย 

    จากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยผู้บริโภคมีความต้องการซื้ออาหารมารับประทานที่บ้านหรือที่ทำงานและใช้บริการจัดส่งอาหาร (Food Delivery) เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่มีผลต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร ประกอบกับแนวโน้มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาคอาเซียนปี 25622567 ที่คาดว่าจะมีอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 67% จะส่งผลดีต่อความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์อาหารเพิ่มขึ้น

    เข้าฮุบ Go-Pak 100%

    ล่าสุดเมื่อวันที่ 13  มกราคม 2564 SCGP ได้บรรลุผลสำเร็จในการเข้าถือหุ้100% ใน GoPak UK Limited (GoPak) ผู้ให้บริการโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์อาหารในสหราชอาณาจักร ยุโรป และอเมริกาเหนือ ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองบริสตอล สหราชอาณาจักร และฐานการผลิตอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขยายตลาดและฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น

    GoPak เป็นผู้จัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์อาหารที่หลากหลายกว่า 250 ประเภท อาทิ จาน ช้อนส้อม ถ้วย แก้ว ฯลฯ ที่ผลิตจากกระดาษ โพลิเมอร์ และวัสดุย่อยสลายได้อื่นๆ จากกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร 4,000 ล้านชิ้นต่อปี และจากเครือข่ายการจัดหาสินค้าทั่วโลก โดยมีฐานลูกค้าอยู่ในภาคธุรกิจบริการด้านอาหาร ผู้ค้าปลีกและค้าส่งในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับร้านอาหาร ร้านอาหารบริการด่วน ผู้ให้บริการจัดเลี้ยงนอกสถานที่

    ในช่วงไตรมาส 4/2562 – ไตรมาส 3/2563 มีรายได้ 68.7 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,800 ล้านบาท) มีมูลค่าสินทรัพย์ 40.2 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,650 ล้านบาท)

    “การลงทุนครั้งนี้จะเพิ่มศักยภาพและความแข็งแกร่งด้านการผลิตและการตลาดบรรจุภัณฑ์อาหาร เพื่อรองรับการขยายฐานลูกค้าใน สหราชอาณาจักร ยุโรป และอเมริกาเหนือ รวมถึงเพิ่มความสามารถในการนำเสนอโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์อาหารที่หลากหลายเพื่อขยายตลาดอาเซียน โดย SCGP จะนำความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ในธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์กว่า 40 ปี เข้าไปเสริมสร้างธุรกิจของ GoPak ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

    ]]>
    1313998
    กางเเผน SCGP หลังระดมทุนใหญ่ เพิ่มกำลังผลิต-เร่งซื้อกิจการอาเซียน หวังปั้นรายได้ “เเสนล้าน” https://positioningmag.com/1303564 Thu, 29 Oct 2020 11:30:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1303564 บิ๊กบรรจุภัณฑ์เอสซีจี แพคเกจจิ้ง” (SCGP) เร่งเกมรุก หลังระดมทุนขายหุ้น IPO 4.5 หมื่นล้าน ลุยตลาดอาเซียนเต็มสูบ หวังปั้มรายได้ปี 64 ทะลุ 1 เเสนล้าน รับสิ้นปีนี้ปิดดีลธุรกิจลูกฟูกในเวียดนามสำเร็จ พร้อมขยายกำลังการผลิต 4 โครงการ เเย้มจ่อฮุบธุรกิจกระดาษโพลิเมอร์ อีก 2-3 ดีลในอาเซียน  

    SCGP เป็น 1 ใน 3 ธุรกิจหลักของ “ปูนซิเมนต์ไทย” ให้บริการโซลูชั่นด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในอาเซียนปัจจุบันมี 40 โรงงานใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย โดยมีส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาคอาเซียน 36% เติบโตต่อเนื่องจากอานิสงส์ เดลิเวอรี่” ที่กำลังเฟื่องฟูในช่วงเเพร่ระบาดของ
    COVID-19 ที่
    ทำให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่

    ตั้งเป้า ปี 64 ฟันรายได้ทะลุ 1 เเสนล้าน 

    วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริห คาดการณ์ถึงการเติบโตของธุรกิจในปี 2564 ในส่วนของ “รายได้” ว่าจะเติบโตสู่ระดับ 1 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ราว 89,000 ล้านบาท

    โดยมองว่ารายได้น่าจะเติบโตขึ้น เนื่องจากทยอยรับรู้รายได้จากโครงการขยายกำลังการผลิตที่จะกำลังเสร็จในปี 2564 และการเข้าซื้อกิจการที่จะแล้วในสิ้นปีนี้เเล้ว

    “เราจะเน้นการเติบโตที่จะมาจากการขยายไปยังต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะใน 3 ประเทศหลัก อย่างอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์”

    วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP)

    กลยุทธ์หลัก ๆ ของ SCGP คือ มุ่งเน้นไปที่การขยายตลาดบรรจุภัณฑ์ สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และมีความต้องการใช้อย่างสม่ำเสมอในทุกสภาวะเศรษฐกิจ พร้อมกับเดินหน้าขยายธุรกิจด้วยการควบรวมกิจการ หรือ Merger and Partnership (M&P) เพื่อขยายการเติบโต รองรับการบริโภคและเมกะเทรนด์ทางเศรษฐกิจในอาเซียน

    ที่ผ่านมา SCGP มีการปรับโมเดลธุรกิจของ SCGP จากอุตสาหกรรมการผลิตสู่การเป็น Packaging Solutions Provider มีรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบ B2B B2B2C และ B2C เน้นเร่งขยายไลน์บรรจุภัณฑ์ให้ครบวงจรมากขึ้นตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย ด้วยโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน นำทรัพยากรธรรมชาติกลับมาใช้ใหม่ให้มากที่สุด เป็นวัสดุที่รีไซเคิลได้กว่า 95%

    สำหรับการลงทุนในอนาคต บริษัทคาดว่าจะใช้เงินลงทุนในแต่ละปี (CAPEX) ไม่ต่ำกว่าที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่เฉลี่ยปีละ 8,000-9,000 ล้านบาท อย่างปี 2563 บริษัทมีงบในส่วนนี้ 12,000 ล้านบาท ขณะที่โครงสร้างเงินทุนในอนาคต ตั้งเป้าจะควบคุมอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ไม่ให้เกิน 1 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 0.4 เท่า

    “เราตั้งงบฯ จะลงทุนซื้อกิจการและขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น มากกว่าปีนี้ที่จะใช้ราว 12,000 ล้านบาท เพราะดีมานด์ยังสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วง COVID-19 เเละต่อไป หากนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้ ก็ยิ่งหนุนให้มีการใช้บรรจุภัณฑ์ต่างๆ เพิ่มขึ้นไปอีก” 

    เร่งขยายกำลังผลิต – ซื้อกิจการในอาเซียน 

    ปัจจุบัน SCGP ได้ทำการเจรจาและลงนามในสัญญาซื้อหุ้นกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกรายใหญ่ในเวียดนาม คาดว่าจะ “ปิดดีล” ได้ในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะสามารถรับรู้ส่วนแบ่งรายได้และกำไรเข้ามาได้ในช่วงไตรมาส 4/2563 โดย SOVI มีรายได้ราว 2,200 ล้านบาทต่อปี

    “การควบรวมกิจการเป็นไปตามกลยุทธ์ของบริษัท ที่ต้องการขยายการลงทุนในอาเซียน พร้อมทั้งขยายฐานลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค และเพิ่มขีดความสามารถการผลิตบรรจุภัณฑ์ขั้นปลาย เพื่อเสริมความเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในอาเซียน”

    ผู้บริหาร SCGP เผยว่า ตอนนี้บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาเพื่อเข้าซื้อกิจการในกลุ่มธุรกิจกระดาษและโพลิเมอร์ อีกจำนวน 2-3 แห่ง ซึ่งจะมีการเปิดเผยรายละเอียดในเร็วๆ นี้ 

    ขณะเดียวกัน บริษัทกำลังอยู่ระหว่างขยายกำลังผลิตอีก 4 โครงการ ใช้งบลงทุนรวมกว่า 8,200 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยแล้วเสร็จในปี 2563–2564 โดยเเบ่งงบลงทุนอย่างละเอียด ได้เเก่

    1.เวียดนาม – ผลิตบรรจุภัณฑ์เเบบอ่อนตัว มีกำลังผลิตเพิ่ม 84 ล้านตารางเมตรต่อปี คิดเป็น 20% ของกำลังผลิตปัจจุบัน เงินลงทุน 543 ล้านบาท คาดเเล้วเสร็จไตรมาส 3/2563

    2.อินโดนีเซีย – ผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ มีกำลังการผลิตส่วนเพิ่ม 400,000 ตันต่อปี คิดเป็น 29% ของกำลังผลิตปัจจุบัน เงินลงทุน 1,735 ล้านบาท คาดเเล้วเสร็จไตรมาส 1/2564

    3.ฟิลิปปินส์ – ผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ มีกำลังการผลิตส่วนเพิ่ม 220,000 ตันต่อปี คิดเป็น 88% เงินลงทุน 5,388 ล้านบาท คาดเเล้วเสร็จไตรมาส 2/2564

    4.ไทย – ผลิตบรรจุภัณฑ์เเบบอ่อนตัว มีกำลังการผลิตส่วนเพิ่ม 53 ล้านตารางเมตรต่อปี คิดเป็น 14% ของกำลังผลิตปัจจุบัน เงินลงทุน 600 ล้านบาท คาดเเล้วเสร็จไตรมาส 3/2564

    SCGP ประเมินว่าหากโครงการทั้ง 4 แห่ง สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังผลิต และบริษัทรับรู้ผลประกอบการแบบเต็มปี จะทำให้บริษัทมียอดรายได้จาก 4 โครงการนี้ประมาณ 9,000 ล้านบาทต่อปี

    ราคาต่ำ IPO หลัง Q3/63 กำไรวูบ 9% 

    ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น SCGP ที่ร่วงแตะ 34 บาท ต่ำกว่าราคา IPO ที่ 35 บาท หลังจากที่บริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2563 โดยมีรายได้จากการขาย 23,287 ล้านบาท ลดลง 5% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,335 ล้านบท ลดลง 9% จากปีก่อน และลดลง 30% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ทั้งนี้ หากตัดรายการพิเศษ จะมีกำไรจากการดำเนินงาน 1,636 ล้านบาท ลดลง 4% จากปีก่อน

    กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน SCGP เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 3/2563 ที่ลดลงจากไตรมาสก่อน ปัจจัยหนึ่งมาจากความกดดันจากสินค้าคงทนที่ชะลอตัวลง แต่ตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวบ้าง ประกอบกับสินค้าบรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ เเละการชะลอตัวของบรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวกับ “เทศกาล” ซึ่งในไตรมาส 3 ชะลอตัวลงเพราะ COVID-19 เเต่คาดว่าช่วงไตรมาสสุดท้ายจะกลับมาได้ รวมถึงการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในสกุลรูเปียห์ อินโดนีเซียด้วย

    ด้านผลประกอบการ 9 เดือน ที่ผ่านมา SCGP มีรายได้จากการขาย 69,190 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 4,971 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน

    ทั้งนี้ บริษัทยังมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Greenshoe Option) อีก 169.13 ล้านหุ้น ซึ่งผู้ที่ดูแลอาจจะพิจารณาเข้าซื้อ โดยที่ราคาในการซื้อจะต้องไม่สูงกว่าราคา IPO ที่ 35 บาท โดยจะสิ้นสุดการซื้อเพื่อส่งมอบหุ้นที่จัดสรรเกิน ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2563

    บริษัท ประเมินว่า หากได้รับการเข้าคำนวณในดัชนี MSCI Index และการได้รับการเข้าคำนวณใน SET 50 มีโอกาสที่จะทำให้บริษัทได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันต่างชาติเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนการถือหุ้นจากนักลงทุนสถาบันต่างชาติอยู่ที่ 3%

     

     

    ]]>
    1303564
    อ่าน 8 ข้อ ทำความเข้าใจธุรกิจ “เอสซีจี แพคเกจจิ้ง” ก่อนตัดสินใจซื้อหุ้น SCGP https://positioningmag.com/1298532 Thu, 24 Sep 2020 11:16:38 +0000 https://positioningmag.com/?p=1298532 บิ๊กธุรกิจบรรจุภัณฑ์อย่าง บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) เตรียมระดมทุนในตลาดหุ้นไทยวันแรกเดือน ต..นี้ เพื่อขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เคาะราคาเปิดขายหุ้น IPO ออกมาแล้วเบื้องต้นที่ 33.50-35.00 บาทต่อหุ้น เปิดให้จองซื้อในวันที่ 28 .. – 7 .. (ขึ้นอยู่กับประเภทของผู้จองซื้อ) คาดระดมทุนได้ 4.3-4.5 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นหุ้นที่น่าจับตามองของปีนี้ ท่ามกลางตลาดที่กำลังซบเซา 

    ช่วงนี้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ หรือเเพ็กเกจจิ้งเติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา เมื่อเดลิเวอรี่เฟื่องฟูจากอานิสงส์การเเพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ อีกทั้งเทรนด์รักษ์โลกเเละการลดใช้พลาสติกที่กำลังเเพร่หลาย ก็สร้างความท้าทายให้เหล่าผู้ผลิตต้องปรับตัวขนานใหญ่ โดย SCGP ถือเป็นเจ้าใหญ่ที่ครองตลาดอาเซียนถึง 36%

    Positioning ขอสรุปพื้นฐานธุรกิจ เเผนเเละกลยุทธ์การเติบโต รายละเอียดไทม์ไลน์ของหุ้น IPO เเละภาพรวมอุตฯ บรรจุภัณฑ์ในอาเซียน จากการแถลงของวิชาญ จิตร์ภักดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้งเเละทีมผู้บริหาร เบื้องต้นไว้ดังนี้

    อนาคต เเพ็กเกจจิ้ง “อาเซียน” 

    ภาพรวมธุรกิจบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทในภูมิภาคอาเซียน มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ารวมกว่า 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2561 ซึ่งคาดว่าในช่วง 6 ปี (ปี 2561-2567) จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 6.1% หรือมีมูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์รวมอยู่ที่ 72,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567

    อาเซียน ถือเป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคนและมี 4 เมกะเทรนด์ที่จะส่งผลดีต่อปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์ อย่าง

    • อัตราการบริโภคบรรจุภัณฑ์กระดาษและบรรจุภัณฑ์จากพอลิเมอร์ที่เพิ่มขึ้น
    • การเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชากรและไลฟ์สไตล์
    • ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ที่กำลังเติบโตเฉลี่ย 26% ต่อปี และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม
    • การเติบโตของธุรกิจเดลิเวอรี่

    ขณะเดียวกัน ปัจจัยหนุนของการเพิ่มขึ้นของประชากร “วัยหนุ่มสาวรายได้ปานกลาง” ในอาเซียน เช่น เวียดนาม ก็เป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างเเพ็กเกจจิ้งที่มีความเเตกต่างเเละเป็นมิตรกับสิ่งเเวดล้อมมากขึ้น

    ส่องธุรกิจ SCGP

    เอสซีจี เริ่มต้นธุรกิจเยื่อและกระดาษในปี 2518 ภายใต้บริษัท The Siam Pulp and Paper ช่วง 30 ปีแรก ทำกระดาษบรรจุภัณฑ์ เยื่อกระดาษ บรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูก กระดาษพิมพ์เขียน เริ่มขยายธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ไปในอาเซียน โดยประเทศเเรก ฟิลิปปินส์ จากนั้นช่วงปี 2549-2557 ขยายไปยังเวียดนามและอินโดนีเซีย ก่อนจะลงทุนลงทุนบรรจุภัณฑ์วัตถุดิบ Polymer เเละรีแบรนด์เป็น SCG Paper ในปี 2557

    จากนั้นตั้งเเต่ปี 2558 ถึงปัจจุบันมีการรีแบรนด์อีกครั้ง จาก SCG Paper เป็น SCG Packaging ครองส่วนแบ่งในตลาดอาเซียน 36% มีบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดราว 120,000 รายการ มีลูกค้าราว 4,000 ราย ผลิตตั้งแต่กล่องกระดาษลูกฟูก กล่องพิมพ์เพื่อแสดงสินค้า ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว บรรจุภัณฑ์แบบคงรูป

    โดยสินค้ายอดนิยมตอนนี้ คือ “กระดาษบรรจุภัณฑ์” (Packaging Paper) เเละ “ถุงกระดาษรีไซเคิล” สําหรับสินค้าอุปโภคบริโภค และถุงอุตสาหกรรม

    ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2563 มีรายได้จากการขายรวม 45,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากอานิสงส์การเติบโตของอีคอมเมิร์ซ ฟู้ดเดลิเวอรี่ อาหารส่งออก สินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและสุขอนามัย

    ขณะที่ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559-62) มีรายได้จากการขายเติบโตเฉลี่ยปีละ 6.1% และมีกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ยปีละ 15.2% ในปี 62 มีรายได้จากการขาย 8.9 หมื่นล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 5.89 พันล้านบาท ขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีรายได้จากการขาย 4.59 หมื่นล้านบาท เติบโต 10.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 4.2 พันล้านบาท เติบโต 45.6% จากงวดปีก่อน

    ด้านสัดส่วนรายได้จากยอดขายทั้งหมดของ SCGP จากข้อมูลครี่งปีเเรก 2563 เเบ่งเป็นตามประเทศ ได้เเก่ ไทย 52% ประเทศอื่นในอาเซียน (อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์) 28% เเละประเทศอื่นๆ 20% หากเเบ่งตามสายผลิตภัณฑ์ ได้เเก่ กระดาษบรรจุภัณฑ์ 51% ผลิตภัณฑ์ขั้นปลายน้ำ 33% เเละสายธุรกิจเยื่อกระดาษ 16% 

    ขณะที่หากเเบ่งเป็นตามประเภทธุรกิจของบรรจุภัณฑ์ ได้เเก่ อาหารเเละเครื่องดื่ม 42% ธุรกิจอื่นๆ 31% สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีการจำหน่ายเร็ว (FMCG) อุปกรณ์เเละอิเลกทรอนิกส์ 13%

    SCGP มีหน่วยงาน Inspired Studio ออกแบบบรรจุภัณฑ์ โดยมีนักออกแบบ 36 คน มีนักวิจัยและพัฒนา 90 คน  นักค้นคว้าและวิจัย 12 คนเเละพนักงานขายและบริการลูกค้า 500 คน ปัจจุบันได้จดทะเบียนสิทธิบัตรกับกระทรวงพาณิชย์ 66 รายการ

    บุกอาเซียนเต็มสูบ 

    กลยุทธ์ต่อไปของ SCGP หลักๆ จะเน้นไปที่การ “ขยายลงทุนอาเซียน” โดยในปี 2563 บริษัทได้ทำการเจรจาและลงนามในสัญญาซื้อหุ้นกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกรายใหญ่ในเวียดนาม เเละกำลังอยู่ระหว่างขยายกำลังผลิตอีก 4 โครงการใช้งบลงทุนรวมกว่า 8,200 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยแล้วเสร็จในปี 2563–2564 ทั้งนี้ SCGP มีโรงงานอยู่เเล้ว 40 แห่งใน 5 ประเทศอาเซียน คือ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์เเละมาเลเซีย 

    โดยเเบ่งงบลงทุนอย่างละเอียด ได้เเก่

    • เวียดนาม – ขยายกำลังผลิตบรรจุภัณฑ์เเบบอ่อนตัว เงินลงทุน 543 ล้านบาท คาดเเล้วเสร็จไตรมาส 3/2563
    • อินโดนีเซีย – ขยายกำลังผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ เงินลงทุน 1,735 ล้านบาท คาดเเล้วเสร็จไตรมาส 1/2564
    • ฟิลิปปินส์ – ขยายกำลังผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ เงินลงทุน 5,388 ล้านบาท คาดเเล้วเสร็จไตรมาส 2/2564
    • ไทย – ขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์เเบบอ่อนตัว เงินลงทุน 600 ล้านบาท คาดเเล้วเสร็จไตรมาส 3/2564

    ที่ผ่านมา SCGP มีการปรับโมเดลธุรกิจของ SCGP จากอุตสาหกรรมการผลิตสู่การเป็น Packaging Solutions Provider มีรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบ B2B B2B2C และ B2C เน้นเร่งขยายไลน์บรรจุภัณฑ์ให้ครบวงจรมากขึ้นตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย ด้วยโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน นำทรัพยากรธรรมชาติกลับมาใช้ใหม่ให้มากที่สุด เป็นวัสดุที่รีไซเคิลได้กว่า 95%

    ผู้บริหาร SCGP มองตลาดบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทยช่วงครึ่งปีหลังว่า จะยังคงมีการเติบโตท่ามกลางความท้าทายของภาวะเศรษฐกิจ โดยภาคธุรกิจต่างๆ เริ่มทยอยกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง

    “คาดว่าจะส่งผลดีต่อการอุปโภคและบริโภค โดยเฉพาะสินค้าอาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเพื่อการดูแลสุขภาพ เเต่กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมยานยนต์ จะยังคงมีแนวโน้มชะลอตัวเนื่องจากเป็นสินค้าคงทนและมีมูลค่าสูง” 

    เตรียมขึ้นเป็น SET50

    ผู้บริหาร SCGP ระบุว่า การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้จะนำเงินเพื่อขยายธุรกิจ ทั้งในรูปแบบการขยายกำลังการผลิต การร่วมทุน การเข้าซื้อกิจการ การชำระคืนเงินกู้ยืม และสำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ

    “ประมาณการเบื้องต้นของมูลค่าตลาดของบริษัทจะอยู่ที่ราว 1.4 แสนล้านบาท มีความเป็นไปได้สูงที่จะเข้าไปอยู่ใน SET50 ตั้งแต่วันแรกๆ ที่จะเข้าเทรดตามกฎตลาดหลักทรัพย์” 

    SCGP จะเป็นหุ้น IPO ที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ภายในเดือนต.ค.2563 ซึ่งจะมีการกำหนดราคาซื้อขายวันสุดท้าย วันที่ 8 ต.ค.ที่จะถึงนี้ โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีบล.ไทยพาณิชย์ บล.บัวหลวง เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

    เคาะ 33.50-35.00 บาท/หุ้น รายย่อยขั้นต่ำ 1,000 หุ้น 

    โดยหุ้น SCGP จะจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม หมวด “บรรจุภัณฑ์” ซึ่งจะมีการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนใหม่ไม่เกิน 1,296.68 ล้านหุ้น แบ่งเป็นหุ้นที่เสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) จำนวนไม่เกิน 1,127.55 ล้านหุ้น คิดเป็น 26.5% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด ส่วนที่เหลือไม่เกิน 169.1 ล้านหุ้น จะเป็นการขายหุ้นส่วนเกิน (Green Shore)

    วีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม กล่าวว่า ช่วงราคาเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ของ SCGP ที่กำหนดไว้ 33.50-35.00 บาท/หุ้น นับว่าเป็นระดับที่น่าพอใจ มี P/E ที่ราว 22-23 เท่า เชื่อว่าผลประกอบการของ SCGP ยังมีโอกาสที่จะเติบโตขึ้นต่อไปในอนาคต

    สำหรับช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้นสำหรับหุ้น IPO ของ SCGP กำหนดที่ 33.50 -35.00 บาทต่อหุ้นนี้ “นักลงทุนรายย่อย” ต้องจองซื้อที่ 35.00 บาทต่อหุ้น ขั้นต่ำที่ 1,000 หุ้น มูลค่า 35,000 บาท และหากช่วงกำหนดราคาซื้อขายวันสุดท้ายวันที่ 8 ต.ค. ต่ำกว่าราคา 35 บาท หรืออาจมีคนเข้ามาจองซื้อมากจนล้นก็จะไม่สามารถจัดสรรให้ได้เต็มจำนวน ซึ่งส่วนเกินดังกล่าวบริษัทจะมีการคืนเงินให้กับผู้จองซื้อหลังจากปิดการจำหน่ายแล้ว

    นักลงทุนสถาบัน เซ็นสัญญาซื้อเเล้ว 60% 

    การเสนอขายหุ้นของ SCGP ครั้งนี้ ได้รับความสนใจจาก “นักลงทุนสถาบัน” โดยมีกลุ่มนักลงทุนหลักแบบเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) จำนวน 18 ราย ได้ลงนามในสัญญา Cornerstone Placing Agreement รวมทั้งสิ้น 676.53 ล้านหุ้น หรือ ประมาณ 60% ของจำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอ IPO

    ประกอบด้วย นักลงทุนสถาบันในประเทศ 14 รายรวมทั้งสิ้น 600 ล้านหุ้น ได้เเก่ 1.บลจ.บัวหลวง จำนวน 135 ล้านหุ้น 2.บลจ.กสิกรไทย จำนวน 135 ล้านหุ้น 3.บลจ.ไทยพาณิชย์ จำนวน 81 ล้านหุ้น 4.บลจ.เอ็มเอฟซี จำนวน 63 ล้านหุ้น 5.บลจ.ทิสโก้ จำนวน 42 ล้านหุ้น 6.บลจ.กรุงไทย จำนวน 37 ล้านหุ้น

    7.บลจ.ยูโอบี(ประเทศไทย) จำนวน 26 ล้านหุ้น 8.บลจ.ธนชาต จำนวน 25 ล้านหุ้น 9.บมจ.ไทยประกันชีวิต จำนวน 13 ล้านหุ้น 10.บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำนวน 11 ล้านหุ้น 11.บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต จำนวน 8 ล้านหุ้น 12.บลจ.พรินซิเพิล จำนวน 8 ล้านหุ้น 13.บลจ.ภัทร จำนวน 8 ล้านหุ้น 14.บลจ.วรรณ จำนวน 8 ล้านหุ้น

    ส่วนที่เหลือ 4 รายเป็นนักลงทุนสถาบันต่างประเทศรวม 76.53 ล้านหุ้น คือ 1.Avanda Investment Management Pte Ltd จำนวน 27 ล้านหุ้น 2.NTAsian Discovery Master Fund จำนวน 23 ล้านหุ้น 3.Ghisallo Master Fund LP จำนวน 13.265 ล้านหุ้น 4. Tydor Systematic Tactical Trading LP จำนวน 13.265 ล้านหุ้น

    เเละที่เหลืออีก 15% จัดสรรให้ผู้ถือหุ้นของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น 15% และอีก 25% จัดสรรให้ผู้มีอุปการคุณของ SCGP และผู้ถือหุ้นกู้ของ SCC และลูกค้าของผู้จัดการจำหน่ายและการรับประกันรวมทั้งหมด 11 แห่ง

    ระยะเวลาจองซื้อ

    สำหรับกำหนดระยะเวลาจองซื้อของผู้จองซื้อแต่ละประเภท มีดังนี้

    • ผู้ถือหุ้น SCC, ผู้ถือหุ้น SCGP, ผู้มีอุปการคุณของ SCGP รวมถึงผู้ถือหุ้นกู้ SCC สามารถจองซื้อได้ในวันที่ 28 ก.ย.- 2 ต.ค.2563 (เฉพาะวันทำการ)
    • ผู้จองซื้อรายย่อย สามารถจองซื้อได้ในวันที่ 1,2 และ 5 ต.ค.2563 โดยจองซื้อขั้นต่ำที่ 1,000 หุ้น มูลค่า 35,000 บาท วิธีการจัดสรรจะเป็นลักษณะ Small Lot First ทุกคนจะได้หุ้นเพียงแต่จะแจกเป็นรอบๆ จนกระทั่งหุ้นหมด
    • บุคคลตามดุลพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ สามารถจองซื้อได้ในวันที่ 5-7 ต.ค. 2563

    คาดระดมทุนได้ 4.3-4.5 หมื่นล้าน

    กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน SCGP กล่าวว่า การระดมทุนครั้งนี้ จะได้เงินมาประมาณ 4.3-4.5 หมื่นล้านบาท (รวมหุ้นส่วนเกิน) โดยจำนวนเงิน 27,000 ล้านบาท หรือราว 60% ที่จะใช้ในการขยายการเติบโตของธุรกิจ

    อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการเติบโตแบบ Organic ซึ่งได้ลงทุนรวมไปกว่า 8,200 ล้านบาท ในการขยาย 4 โครงการในประเทศอาเซียน ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ด้านความแข็งแกร่งทางการเงิน มีหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 0.9 เท่า เมื่อได้เงินจากการระดมทุนครั้งนี้ จะใช้เงินบางส่วนในการลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน เพื่อให้งบการเงินมีความแข็งแกร่งที่จะเติบโตต่อไป ซึ่งบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลขั้นต่ำ 20% ของกำไรสุทธิ

    ในเมื่อธุรกิจเเพ็กเกจจิ้งมีเเนวโน้มจะเติบโตต่อเนื่อง เเต่อะไรคือความท้าทายของ SCGP กุลเชฏฐ์  ตอบว่า “ความท้าทายของธุรกิจเรา คือการหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว ดังนั้นการปรับตัวขององค์กร ผู้บริหารเเละทีมงานให้ทัน จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ ” 

     

    ]]>
    1298532
    โควิด-ฟู้ดเดลิเวอรี่ ดัน “แพ็กเกจจิ้ง” บูม SCGP โกยรายได้ครึ่งปีแรก 4.6 หมื่นล้าน กำไรโต 40% https://positioningmag.com/1291060 Tue, 04 Aug 2020 10:02:25 +0000 https://positioningmag.com/?p=1291060 รับอานิสงส์เดลิเวอรี่บูมช่วง COVID-19 ไปเต็มๆ “เอสซีจี แพคเกจจิ้ง” โกยรายได้ครึ่งปีแรก 45,903 ล้านบาท โต 11% กำไรสุทธิครึ่งปีแรก 3,636 ล้านบาท เติบโต 40% ดีมานด์บรรจุภัณฑ์กลุ่มอีคอมเมิร์ซ อาหาร สินค้าเพื่อสุขภาพพุ่ง เดินหน้าเเผนเข้าระดมทุนตลาดหลักทรัพย์ฯ

    เเรงหนุน COVID-19 ทำดีมานด์บรรจุภัณฑ์พุ่ง

    จากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ทำให้ประชาชนบางส่วนปรับเปลี่ยนการทำงานเป็นแบบ Work from Home และปรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตสู่ New Normal ผู้คนเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ใส่ใจในสุขภาพและใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย รวมถึงสั่งซื้ออาหารมารับประทานที่บ้านมากขึ้น ส่งผลให้มีความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในส่วนนี้เพิ่มมากขึ้น ชดเชยกับความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์บางกลุ่มสินค้าที่ชะลอตัวลง เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์

    วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวถึง ภาพรวมผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของบริษัทฯ ว่ามีอัตราการเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากแผนกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นแพ็กเกจจิ้งสำหรับ B2C และการขยายธุรกิจด้วยการควบรวมกิจการ (Merger & Partnership) แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 และมาตรการล็อกดาวน์ในหลายประเทศ

    นอกจากนี้ มีการปรับปรุงประสิทธิภาพของการผลิต การทำ Synergy ระหว่างโรงงานและการบริหารสัดส่วนการขายสินค้า จึงสามารถรักษาอัตรา EBITDA Margin (กำไรก่อนภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย) ไม่ให้ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ

    โดยบริษัทมีรายได้จากการขายทั้งสิ้น 45,903 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 11 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,636 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 40 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    สำหรับปัจจัยที่ SCGP เติบโตได้ดีในครึ่งปีแรก ส่วนใหญ่มาจากยอดขายบรรจุภัณฑ์สำหรับอีคอมเมิร์ซ ฟู้ดเดลิเวอรี่ ผลิตภัณฑ์อาหารส่งออก สินค้าอุปโภคบริโภคและกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ (Healthcare) ที่เติบโตอย่างมาก

    ในช่วงที่ผ่านมา ผลประกอบการของบริษัท ได้ผลดีจากการควบรวมกิจการ หรือ Merger and Partnership (M&P) กับ PT Fajar Surya Wisesa Tbk ผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ในประเทศอินโดนีเซีย และบริษัทวีซี่ แพ็คเกจจิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562

    มองธุรกิจ “แพ็กเกจจิ้ง” สดใสยาว ลุยต่ออาเซียน

    ผู้บริหาร SCGP มองตลาดบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทยช่วงครึ่งปีหลังว่า จะยังคงมีการเติบโตท่ามกลางความท้าทายของภาวะเศรษฐกิจ โดยภาคธุรกิจต่างๆ เริ่มทยอยกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง

    “คาดว่าจะส่งผลดีต่อการอุปโภคและบริโภค โดยเฉพาะสินค้าอาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเพื่อการดูแลสุขภาพ เเต่กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมยานยนต์ จะยังคงมีแนวโน้มชะลอตัวเนื่องจากเป็นสินค้าคงทนและมีมูลค่าสูง” 

    ทั้งนี้ ภาพรวมธุรกิจบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทในภูมิภาคอาเซียน มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ารวมกว่า 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2561 ซึ่งคาดว่าในช่วง 6 ปี (ปี 2561-2567) จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 6.1% หรือมีมูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์รวมอยู่ที่ 72,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567

    ส่วนแนวโน้มความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ใน “ภูมิภาคอาเซียน” อย่าง เวียดนาม คาดว่าจะได้รับผลบวกจากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และรองเท้า จึงคาดว่าตลาดในประเทศเวียดนามจะยังคงมีอัตราการเติบโตที่ดี

    สำหรับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ คาดว่า ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในครึ่งปีหลังยังชะลอตัว เนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 และภาคอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้นสู่ภาวะปกติ

    โดย SCGP ยืนยันว่าจะเดินหน้าก่อสร้างเพื่อขยายกำลังการผลิต 4 โรงงานใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ด้วยเงินลงทุนประมาณ 8,200 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2563-2564 และอยู่ระหว่างการเข้าซื้อกิจการโรงผลิตกล่องกระดาษลูกฟูกในประเทศเวียดนาม ซึ่งหวังว่าจะช่วยเสริมธุรกิจเติบโตให้ในภูมิภาคอาเซียน และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้

    สำหรับความคืบหน้าของการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น บริษัทได้รับอนุมัติแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว ตอนนี้จึงอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมและประเมินสถานการณ์ต่างๆ เช่น แนวโน้มเศรษฐกิจ ภาวะตลาดเงินตลาดทุน รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

     

     

    ]]>
    1291060
    ธุรกิจ “แพ็กเกจจิ้ง” โตตามเทรนด์รักษ์โลก-อีคอมเมิร์ซ SCGP ทุ่ม 7.6 พันล้านเพิ่มลงทุนอาเซียน https://positioningmag.com/1264118 Wed, 12 Feb 2020 18:27:53 +0000 https://positioningmag.com/?p=1264118 เทรนด์รักษ์โลกเเละการลดใช้พลาสติกที่กำลังเเพร่หลายในขณะนี้ ทำให้บรรดาผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ หรือ “เเพ็กเกจจิ้ง” ต้องปรับตัวขนานใหญ่ เพื่อตอบสนองให้ทันความต้องการของผู้บริโภคที่ “ยอมจ่ายเพิ่ม” เพื่อให้ได้ใช้ของที่เป็นมิตรกับสิ่งเเวดล้อม

    หากมองภาพรวมธุรกิจบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทในภูมิภาคอาเซียน จะเห็นว่ามีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ารวมกว่า 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2561 ซึ่งคาดว่าในช่วง 6 ปี (ปี 2561-2567) จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 6.1% หรือมีมูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์รวมอยู่ที่ 72,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567

    SCG Packaging (SCGP) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน ก็กำลังเตรียมเปิดระดมทุนในตลาดหุ้นภายในปีนี้ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

    วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) มองว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอาเซียนกำลังเติบโตอย่างมากเฉลี่ย 26% ต่อปี และกลายเป็นเมกะเทรนด์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ รวมถึงธุรกิจเดลิเวอรี่ จากปัจจัยหนุนการเพิ่มขึ้นของประชากรวัยหนุ่มสาวที่มีรายได้ระดับปานกลางในไทย เวียดนาม อินโดนีเชีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดหลัก จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างเเพ็กเกจจิ้งที่มีความเเตกต่างเเละเป็นมิตรกับสิ่งเเวดล้อม ด้วยโมเดล “Packaging Solutions” ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน นำทรัพยากรธรรมชาติกลับมาใช้ใหม่ให้มากที่สุด เป็นวัสดุที่รีไซเคิลได้กว่า 95%

    “ปัจจุบันบรรจุภัณฑ์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ปกป้องสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำหรับส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของผลิตภัณฑ์ ทำให้สินค้ามีความน่าสนใจ ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับแบรนด์อีกด้วย”

    วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP

    ทั้งนี้ SCGP มีบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดกว่า 120,000 รายการ มีลูกค้าราว 4,000 ราย ผลิตตั้งแต่กล่องกระดาษลูกฟูก กล่องพิมพ์เพื่อแสดงสินค้า ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว บรรจุภัณฑ์แบบคงรูป

    เเละตอนนี้ “กระดาษบรรจุภัณฑ์” (Packaging Paper) เเละ “ถุงกระดาษรีไซเคิล” สําหรับสินค้าอุปโภคบริโภค และถุงอุตสาหกรรม กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก จากพฤติกรรมบริโภคที่มีความต้องการที่หลากหลายและเติบโตเร็ว เช่น ธุรกิจกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่หมุนเวียนอย่างรวดเร็ว (Fast-Moving Consumer Goods หรือ “FMCG”) ธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

    ส่วนการรณรงค์ลดใช้พลาสติกนั้น ผู้บริหาร SCGP บอกว่าทำให้มีการใช้บรรจุภัณฑ์เเบบ single-use “ใช้ครั้งเดียวทิ้ง” ลดลงเเละมีความต้องการบรรจุภัณฑ์เเปรรูปมากขึ้น อีกมุมที่น่าสนใจคือเมื่อคนทั่วไปไม่ได้นำถุงพลาสติกมาใช้ซ้ำเพื่อใส่ขยะในครัวเรือนเเล้ว ก็เป็นโอกาสธุรกิจของผู้ผลิต “ถุงใส่ขยะ” ที่จะทำออกมาขายมากขึ้นเช่นกัน

    สำหรับ SCGP มีกำลังการผลิตแพ็กเกจจิ้งรวม 4 ล้านตัน กระดาษลูกฟูก 1.1 ล้านตันทำบรรจุภัณฑ์ให้หลายอุตสาหกรรม อย่างในซัพพลายเชนของธุรกิจที่มีการเติบโตสูง เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจค้าปลีก เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ เป็นต้น

    “แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตน้อยลง แต่คนก็ยังต้องซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเหมือนเดิม” 

    ผู้บริหาร SCGP ยกตัวอย่างกลยุทธ์การนำ “Pain Point” ของผู้บริโภคมาต่อยอดการดีไซน์บรรจุภัณฑ์ของ “นมข้นหวานหลอดบีบ” ที่คนยอมจ่ายเเพงกว่าในปริมาณที่น้อยกว่าเเบบเดิมที่เป็น “กระป๋อง” เพราะต้องการความสะดวกสบาย ใช้ง่ายกินง่าย

    โดย SCG Packaging ยังใช้กลยุทธ์ “ให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางเเละมองไกลกว่ากล่องกระดาษ” โดยมีทีมวิจัยความต้องการของตลาด หาสาเหตุของปัญหาเเละพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่

    บรรจุภัณฑ์ยุคใหม่ ทำหน้าที่ 4P

    • Protect เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของบรรจุภัณฑ์ที่ต้องป้องกันสิ่งของที่อยู่ภายใน ไม่ให้ชำรุดหรือเสียหาย
    • Promote บรรจุภัณฑ์ต้องทำหน้าที่โฆษณาตัวเองได้ด้วย ต้องดึงดูดเเละสะดุดตาผู้ใช้เมื่ออยู่บนชั้นวาง
    • Preserve รักษาอาหารที่อยู่ข้างในให้คงสภาพได้นานที่สุด เช่นมีการนำ Polymer มาเป็นวัสดุหลักทำให้เก็บรักษาได้ 45 – 60 วัน
    • Perform มีความทันสมัยเป็น Smart Packaging ตรวจสอบข้อมูลสินค้าได้ผ่านคิวอาร์โค้ด เป็นต้น

    “เเม้ว่ากระบวนการ Packaging Solutions จะมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า เเต่ลูกค้าก็ยอมลงทุนเพราะมองความยั่งยืนในธุรกิจระยะยาว” วิชาญระบุ

    ทุ่ม 7.6 พันล้านขยายลงทุนอาเซียน

    ล่าสุด SCGP เปิดเผยผลประกอบการปี 2562 ว่ามีรายได้จากการขาย 89,070 ล้านบาท และมีกำไร 5,268 ล้านบาท (ปี 2561 ยอดรายได้อยู่ที่ 87,255 ล้านบาท) สัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่ 57% มาจากภายในประเทศ และอีก 43% มาจากประเทศในภูมิภาคอาเซียน เเบ่งเป็น เวียดนาม 12% อินโดนีเซีย 10% ฟิลิปปินส์ 4% มาเลเซีย 2% และประเทศอื่นๆ 15%

    “เเผนหลักของ SCGP ในปี 2563 คือต้องการเพิ่มการลงทุนไปยังอาเซียนมากขึ้น ด้วยงบลงทุนกว่า 7,600 ล้านบาท เพราะเห็นโอกาสการเติบโตสูง เช่นที่เวียดนาม บรรจุภัณฑ์เเบบอ่อนตัว (Flexible Packaging) กำลังได้รับความนิยมมาก” 

    ปี 2562 ที่ผ่านมาควบรวมกิจการและร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในภูมิภาค ด้วยเงินลงทุนกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ปัจจุบัน SCG Packaging มีโรงงานกว่า 40 แห่งใน 5 ประเทศอาเซียน เเละปีนี้จะมีการลงทุน ดังนี้

    • เวียดนาม มูลค่าการลงทุน 600 ล้านบาท ในการสร้างโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์อ่อนตัว
    • ฟิลิปปินส์ มูลค่าการลงทุน 5,200 ล้านบาท ในด้านการเพิ่มเทคโนโลยีเครื่องจักร ตอนนี้กำลังการผลิตรวมกว่า 2.2 แสนตันต่อปี
    • อินโดนีเซีย มูลค่าการลงทุน 1,800 ล้านบาทในด้านการเพิ่มเทคโนโลยีเครื่องจักร ตอนนี้มีกำลังการผลิตรวม 4 แสนตันต่อปี

    “ปัจจัยเสี่ยงปี 2563 เช่น ไวรัสโคโรนา (COVID-19) มองว่าเป็นความเสี่ยงระยะสั้น ส่วนภัยเเล้งที่อาจส่งผลต่อการผลิตกระดาษนั้นเห็นว่าบริษัทคงไม่ได้รับผลกระทบมากนักเพราะเป็นกระบวนการที่ใช้น้ำน้อย เช่นเดียวกับการแข็งค่าของเงินบาทที่บริษัทยังสามารถบริหารจัดการได้”

    ]]>
    1264118