"กันต์ กันตถาวร" ตัวตายตัวแทน "เสี่ยตา" ?


11-03-2017 07:55:21
จากหนุ่มป๊อปดาว้องก์ปี 2003 ก้าวเข้าสู่วงการนายแบบ และอาชีพดีเจ ก่อนเปิดตัวในบทร้ายจนได้ขึ้นแท่นเป็นพระเอกขวัญใจสาวๆ ล่าสุดกับบทบาทพิธีกรที่ปัง และดูเปล่งประกายจนถูกจับตามองว่าจะมาเป็นพิธีกรคนต่อไปที่ถูกดันเพื่อเป็นตัวตายตัวแทนของพิธีระดับตำนานแห่งค่ายเวิร์คพอยท์อย่าง "เสี่ยตา-ปัญญา นิรันดร์กุล" เห็นได้จาก 3 รายการดังของช่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็น I Can See Your Voice, The Mask Singer และแฟนพันธุ์แท้ Super Fan "ผมซื้อเวลากับทางช่องมาครับ (ต้องซื้อมาแพงแน่ๆ เลย) ราคาพิเศษลด 50 เปอร์เซ็นต์...จะบ้าหรา (ลากเสียงยาว)" เป็นบทสนทนาที่แซวเล่นกันขำๆ เมื่อถามถึงบทบาทพิธีกรของ "กันต์ กันตถาวร" ที่เก็บรวบคนเดียว 3 รายการจนเรียกได้ว่าผู้ชมคนดูจะได้เห็นหน้าของเขาเกือบทั้งสัปดาห์ "ตอนนี้ 3 รายการ เจอผมพุธ พฤหัสบดี และศุกร์แน่ๆ วันพุธ 2 ทุ่ม เจอผมใน I Can See Your Voice วันพฤหัสบดี 2 ทุ่มก็จะเป็น The Mask Singer วันศุกร์ 3 ทุ่ม แฟนพันธุ์แท้ Super Fan (ยิ้ม)" ถามว่ากลัวคนดูจะเบื่อมั้ย " (นิ่งคิด) ถ้าเห็นผมในรูปแบบเดิมๆ ผมว่าอาจจะเบื่อนะ แต่ 3 รายการในตอนนี้ผมมีคาแร็กเตอร์ที่ต่างกัน ซึ่งผมพยายามสร้างให้มันดูแตกต่าง เบื่อหน้าหรือไม่ คงต้องถามคนดูนะ (ยิ้มหวาน)" อย่างไรก็ดี แม้ในอนาคตจะมีอีก 1 รายการเข้ามา (Bao Young Blood Season 3) แต่กระแสในโลกโซเชียลฯ มีการพูดถึงบทบาทใหม่ของพระเอกหนุ่มคนนี้กันมาก อย่างเพจเฟซบุ๊กดังเคยระบุไว้ตอนหนึ่งว่า "...เรียกว่าเป็นม้านอกสนามของวงการพิธีกรที่เราไม่เคยคาดคิด..." หรือ "...นี่ล่ะค่ะ มิติใหม่พิธีกรอันดับ 1 ของประเทศไทยรุ่นต่อไป..."

พิธีกรหน้าใหม่ ไฟแรงเฟร่อ

แน่นอนว่า เมื่อนำไปเป็นประเด็นพูดคุยกับพิธีกรในคราบพระเอกที่นั่งอยู่ตรงหน้า เขาถึงกับ "โห!" ออกมาเสียงดัง ก่อนจะเผยความรู้สึกให้ฟังว่า "คือดีใจนะที่ความพยายาม ความใฝ่รู้ของเรามันส่งผลดี แต่เสียงชมก็นำมาซึ่งความกดดัน จริงๆ ผมไม่ใช่คนเก่งนะ ผมแค่เป็นคนที่มาถูกจังหวะถูกเวลากับถูกคอนเทนต์ ซึ่ง 2 รายการกระแสแรงต่อเนื่อง โห! โคตรดีใจอ่ะ รายการใหญ่ โปรเจกต์ใหญ่ แล้วยังมีแฟนพันธุ์แท้ Super Fan อีก นี่พูดแล้วผมยังขนลุก...ไม่ได้ตื่นเต้นนะ ผมหนาว (หัวเราะ) I Can See Your Voice กับ The Mask Singer รูปแบบรายการมาจากประเทศเกาหลี ซึ่งดังมาก เอาแล้ว! ถ้ากันต์ทำพัง เอ็งจบ คือมันมี 2 มุม ถ้าดีก็คือดี ถ้าพังก็คือจบ แล้วยังมีรายการแฟนพันธุ์แท้อีก สำหรับผม ถ้ามองในมุมคนดู กันต์ เอ็งคือใครอ่ะ คุณเป็นนักแสดงเราไม่เถียง แต่คุณเนี่ยนะจะมาเป็นพิธีกร..เหรอ!? (ทำหน้าไม่เชื่อ) ซึ่งผมเองก็ยังไม่เชื่อเลย (เสียงสูง) เพราะฉะนั้น ผมจึงต้องทำการบ้านหนักมาก ผมนั่งไล่ดูยูทูบรายการแฟนพันธุ์แท้ย้อนหลังตั้งแต่ Ep.แรกจนถึง Ep.สุดท้าย และนั่งจดเลกเชอร์เหมือนตอนสอบเอ็นทรานซ์ อ๋อ! เขาใช้คำนี้ จังหวะนี้ดึง จังหวะนี้เอาดรามา จังหวะนี้กระตุ้นอารมณ์ พอมาทำหน้าที่จริงๆ ซึ่งผมไม่รู้หรอกว่าผมสอบผ่านหรือเปล่า เป็นหน้าที่ของคนดูที่จะต้องตัดสิน และให้คะแนน แต่เท่าที่ดูจากกระแส ใช้คำว่าดีมากกว่าไม่ดีแล้วกัน (ยิ้ม) ผมก็เลยรู้สึกว่า..รอดแล้วเว้ย (เปล่งเสียงด้วยความรู้สึกโล่งใจ)" เช่นเดียวกับอีก 2 รายการที่ "พิธีกรหนุ่ม" บอกว่า ต้องทำการบ้านอย่างหนัก และต้องชาร์จพลังมาให้เต็ม "ผมจะมาก่อนเวลารายการเริ่มเสมอ นั่งดื่มกาแฟ รีแลกซ์ทุกอย่าง พอ 5 4 3 2 1 ปุ๊บ เราต้องดีดตัวเองขึ้นเลย ถ้าเป็นรายการ I Can See Your Voice เสน่ห์ของรายการนี้คือทุกอย่างสดหมด ไม่มีการเตี๊ยม ส่วน The Mask Singer เป็นรายการที่ใช้พลังเยอะมาก (ลากเสียงยาว) เราเหมือนเพลย์เมกเกอร์ (Playmaker) ที่จะต้องเขี่ยบอลให้กองหน้า ส่งบอลให้กองหลัง โยนยาว ปล่อยสั้น หรือดึงเกม เพราะฉะนั้นเราต้องฟังเยอะมาก เราต้องฟังว่ากรรมการพูดอะไร หน้ากากนักร้องพูดอะไร เฮ้ย! คิวถึงไหนแล้ว ไฟตกหรือเปล่า แล้วยังไงต่อ เราจะดึงขยี้ยังไง เอาดรามาดีมั้ย หรือเอาฮาดี ดังนั้น ทุกอย่างผมต้องพร้อม อย่างในวันแรกที่มาทำรายการ ผมไม่ได้จำสคริปต์เลย เพราะผมก็ไม่รู้วิธีการเป็นพิธีกรที่มันเจ๋งๆ เก่งๆ เขาเป็นกันยังไง ตอนนั้นแค่รู้ว่าเดี๋ยวเขาก็มีคิวการ์ดขึ้นให้เรา (คิวการ์ด คือ การเขียนคิวที่เป็นส่วนของคำพูด และคิวต่างๆ ที่พิธีกรต้องทำในรายการ) จากนั้นผมก็เริ่มขอมาจำทั้งหมด ซึ่งถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา เช่น คิวการ์ดไม่ขึ้น ผมจะได้ดึงข้อมูลในหัวผมมาใช้ได้ทันที ซึ่งนอกจากป้องกันความผิดพลาดแล้ว รายการจะได้ลื่นไหล ไม่ติดขัด"

เบื้องหน้าปัง เพราะมีครูดี

เบื้องหน้าที่ออกมาดี นอกจากศักยภาพที่มีในตัวแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเพราะเขามีบิ๊กบอสแห่งค่ายเวิร์คพอยท์เป็นไอดอล "สำหรับผม พี่ตา (ปัญญา นิรันดร์กุล) เป็นแม่ทัพที่เก่งมากๆ เวลาที่เดินเข้ามาในห้องส่ง มันเหมือนมีพลังงานอะไรบางอย่าง คือทุกอย่างมันตกอยู่ใต้การสั่งการของเขาหมด ถ้าผมเป็นนักรบ แล้วพี่ตาเป็นแม่ทัพ สั่งตาย เราตาย สั่งรบ เรารบ ซึ่งทุกอย่างเขาคุมเองหมด ส่วนตัวไม่เคยทำงานกับพี่ตา แต่มีโอกาสไปเป็นผู้เล่นในรายการปริศนาฟ้าแลบ จริงๆ ที่ยอมไป เพราะต้องการไปทำงาน ดูว่าพี่ตาทำงานอย่างไร พอไปปั๊บ ผมไม่เคยเห็นมีการคัต หรือแก้อะไรเลยสักครั้งตลอดการถ่ายทำ ตอนนั้นคิดในใจ เฮ้ย! เป็นไปได้ยังไงวะ เอาหมดเลยอ่ะ ทุกเม็ดเลย เดินเข้าสตูดิโอปั๊บ ส่งพลังให้คนดูในห้องส่งก่อน อ้าว! เต็มที่ เราจะได้กลับบ้านกันเร็ว จากนั้นก็ อ้าว! คนดูพร้อม กล้อง ไฟพร้อม มาพร้อม 5 4 3 2 ปริศนาฟ้าแลบ (พยายามเลียนเสียงให้เหมือน) ซึ่งผมรู้สึกว่าเขาทำได้ทุกอย่าง เป็นการตัดต่อเองในหัวด้วย เฮ้ย! ผมทึ่งมาก ผมอยากรู้ครับพี่ พี่มีกี่สมอง (น้ำเสียงตกใจแต่สีหน้าแสดงออกถึงการชื่นชมในความสามารถ) แล้วจับจุดถูก ลูกขยี้ ลูกหยอก ลูกอะไรอีกสารพัด สุดๆ จริงๆ ผมยอมครับ ซึ่งพี่ตาเคยมาสอน และให้กำลังใจผม เขาเคยบอกผมว่า ตอนนี้ก็ฟังเยอะๆ ยิ่งเราฟังเยอะๆ เราจะยิ่งมีสติ ที่ทำมาอ่ะดีแล้ว แต่ต่อจากนี้มันจะเหนื่อยอีกนะ ซึ่งการที่ผมได้รับความไว้วางไว้ขนาดนี้ ผมต้องทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุดครับ" พิธีกรหนุ่มพูดด้วยท่าทีจริงจัง

ตัวตายตัวแทน "เสี่ยตา"?

เพราะเล่นกวาดงานพิธีกรเวิร์คพอยท์เกือบแทบทุกรายการจนถูกจับตามองว่าจะมาเป็นพิธีกรคนต่อไปที่ถูกดันเพื่อเป็นตัวตายตัวแทน "เสี่ยตา" ทุกรายการในอนาคต เช่นเดียวกับพิธีกรรุ่นพี่อย่าง "กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์" ที่เคยหนักใจ และกดดันกับกระแสข่าวนี้มาแล้ว "ผมว่า...อย่าไปคิดกันขนาดนั้นเลยครับ แต่ถามผม ผมดีใจนะ ดีใจแปลว่าเขาเห็นความสามารถของเรา แต่สุดท้ายไม่มีใครแทนใครได้ครับ ซึ่งทุกคนอยากพัฒนาและดีเท่าพี่ตา และถ้าดีกว่าได้ คนนั้นคือสุดยอดจริงๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใด คุณปัญญา นิรันดร์กุล มีคนเดียว ผมไม่สามารถเป็นตา ปัญญา 2 ได้ ซึ่งเราจะต้องหาจุดยืนของเราที่มันคือตัวเราจริงๆ มันจะออกมาดีได้สุดแค่ไหน คนดูจะเป็นผู้ตัดสินครับ"

กว่าจะมาเป็นพิธีกรดาวรุ่ง

เป็นที่ทราบกันดีว่าพระเอกขาวตี๋หุ่นล่ำสามารถรับมือกับบทบาทใหม่ได้อย่างลงตัวจนหลายคนบอกว่ามาถูกทางแล้ว แต่การย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น กระทั่งมาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตคือสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย แม้บางเรื่องจะเคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ มาบ้างแล้ว แต่หลายๆ เรื่องยังไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน "จริงๆ อาชีพพิธีกรเป็นอาชีพที่อยากทำตั้งแต่แรก" เขาเอ่ยขึ้น "หลังจากถ่ายแบบ ผมก็เข้ามาจัดรายการวิทยุกับคลื่น 94 EFM ในสมัยนั้นผมได้วิชาจากครูบาอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นพี่ฉอด สายทิพย์, พี่อ้อย นภาพร, อาไก่ สมพล, อาตุ่ย พุทธชาด, พี่เชาเชา ชวลิต, พี่โป้ง ณัฏฐพงษ์, พี่โอปอล์ ปาณิสรา และคนอื่นๆ ซึ่งผมฝึกฝน เรียนรู้จนทำให้การพูดของผมชัดถ้อยชัดคำ จากนั้นก็เข้าสู่งานละคร ผมเล่นละครมาก็หลายปี เล่นครบทุกช่องเลย เพราะนั่นเป็นโจทย์หลักของเรา เริ่มจากบทร้าย พระรอง จนกระทั่งมาเป็นพระเอก พอเล่นมาสักพัก มันไม่ใช่เบื่อนะ แต่มันหนักมาก ผมต้องถ่ายละคร 7 วันต่ออาทิตย์เป็นระยะเวลา 3 ปีติดต่อกัน ซึ่งผมแทบจะไม่มีวันหยุดเลย หรือต่อให้ละครวันนี้ถ่ายทำน้อย หรือว่าไม่มีคิวผม ผมก็ยังมีธุรกิจของตัวเองที่จะต้องทำอีก กลายเป็นว่าผมต้องทำงานตลอดเวลา 3 ปี ตอนนั้นก็คิดนะ ว่าเรามีสิ่งที่เราอยากได้ มีสิ่งที่เราฝัน และสามารถไปถึงได้ แต่ทำไมเราไม่มีความสุขเลย ซึ่งความสมดุลในชีวิตของผมหายไป ผมไม่มีเวลาอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ ไม่มีเวลาสังสรรค์กับเพื่อน ซึ่งเอาจริงๆ ผมคือมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง เราก็ต้องสังสรรค์กับเพื่อน อยากเฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อน หรือเจอคุณแฟน พาสุนัขไปว่ายน้ำ คือ..มันดูเหมือนจะไร้สาระ แต่มันก็คือสิ่งที่คนเราทำกันไม่ใช่หรือ แล้วทำไมผมไม่ได้ทำ (หน้านิ่งแววตาเศร้า)"

เริ่มถามหาความสุขในชีวิต

"ผมเริ่มสูญเสียอะไรบางอย่างไป เช่น เพื่อนเริ่มไม่ชวนไปกินข้าวด้วย คือ..มันเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ก็สำคัญสำหรับผม ซึ่งผมก็เข้าใจนะ ชวน 10 ครั้ง มันไปได้ครั้งเดียว จะชวนทำไม นอกจากนั้นยังมีในเรื่องของสุขภาพที่ส่งผลหนักมากๆ พังทั้งสภาพจิตใจ และร่างกาย ตอนนั้นเข้าโรงพยาบาลเกือบจะทุกเดือน บางทีต้องไปให้น้ำเกลือแต่แอดมิตไม่ได้ เพราะวันรุ่งขึ้นผมต้องถ่ายละคร นั่นล่ะครับ คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ คือผมไม่ไหวแล้ว มันไม่มีความสุขแล้ว ซึ่งผมไม่ได้โทษใคร ผมเลือกที่จะทำมันเอง แต่พอทำไป มันเริ่มไม่ไหว แม้แรงจะมี แต่มันไม่สามารถทำงานได้อย่างมีความสุขก็เลยเลือกมาทำงานด้านพิธีกร ผมตัดสินใจเข้ามาเซ็นสัญญากับเวิร์คพอยท์เนื่องจากการปรึกษาของผมกับกฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ พี่ที่ผมรู้จักมาตั้งแต่เป็นดีเจมาด้วยกันที่ 94 EFM จังหวะที่ผมหมดสัญญากับบริษัท โพลีพลัสมาสักพักหนึ่ง และคิดๆ ไว้ว่าจะเป็นพิธีกร ซึ่งถ้าในประเทศไทย ผมก็กล้าพูดเลยว่า คอนเทนต์ที่แข็งที่สุดก็ต้องเป็นเวิร์คพอยท์ ตอนนั้นผมอยากทำอะไรที่มันใช่ และมันโดน พี่กฤษณ์ก็ชวนให้มาปรึกษากับผู้บริหารที่นี่ กระทั่งได้มาเซ็นสัญญา และเป็นพิธีกรที่นี่เท่านั้น โดยรายการแรกที่มาทำก็คือ Big Ben Show ทำกับพี่เบน ชลาทิศ (ปัจจุบันไม่ได้อยู่ในผังรายการแล้ว) ถือเป็นการลองสนามพิธีกรรายการแรก"

ถึงเหนื่อย แต่มีความสุข

อย่างไรก็ดี แม้เจ้าตัวจะยอมรับว่า งานพิธีกรหนักกว่าการแสดง แต่ก็ให้ความสุข และสามารถจัดสรรเวลาในชีวิตได้ดีกว่า "ไม่มีอะไรที่ทำแล้วไม่เหนื่อยหรอกครับ" เขาบอก "แต่งานพิธีกรผมจะรู้ว่าเริ่ม (เสียง ร.เรือชัดเจน) กี่โมง เลิกกี่โมง แต่ละคร ไม่สามารถ เพราะมันคือการทำงานทั้งทีม เราต้องให้เกียรติทีมงานของเรา ดังนั้น รายการมันจบวันต่อวัน แล้วผมไม่เครียดกับสมองผมมาก เอาจริงๆ งานพิธีกรใช้พลังเยอะกว่าการแสดงละครมาก (เน้นเสียง) เป็น 10 เท่าเลยอ่ะ เพราะมันต้องดึงทั้งหมด อินเนอร์ ไหวพริบ การฟัง การใช้เสียง ซึ่งมันเหนื่อยมาก แต่รายการจบปั๊บ ผมสามารถกลับบ้านพักผ่อนแล้ววันรุ่งขึ้นผมตื่นขึ้นมาแล้วมีความสุข ไม่ต้องเก็บอารมณ์จากตัวละครตัวนั้นตัวนี้มานั่งคิดต่อ นอกจากนั้น ผมยังมีเวลากินข้าวกับคุณพ่อคุณแม่ พาแฟนผมไปกินข้าวแถวบ้าน หรือพาสุนัขไปว่ายน้ำ ซึ่งมันเป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ" เขาเว้นช่วง และพูดต่อว่า "ความสุขก็อยู่แค่นี้แหละครับ" รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนหน้าตี๋ๆ ของเขา ดังนั้น "การแสดงคือการขายความสามารถในการเป็นคนอื่น แต่การเป็นพิธีกรคือการขายความสามารถในการเป็นตัวเอง" เขาสรุป "ซึ่งผมว่ามันคือสองเส้นขนานที่แทบจะบรรจบกันไม่ได้เลย ส่วนที่เลือกทำพิธีกร ผมอยากพิสูจน์อะไรบางอย่างว่า..มันไม่มีอะไรเกินความสามารถของมนุษย์ ซึ่งเอาจริงๆ ผมก็ไม่ใช่คนเก่ง เพียงแต่ข้างในผมเต็มไปด้วยความพยายาม และผมเชื่อมาตลอดว่าสิ่งนี้จะทำให้ผมไปสู่จุดหมายได้" ปัจจุบันเขายอมรับว่า เลือกงาน แต่เลือกเพื่อให้ทุกคนที่ทำงานด้วยมีความพอใจสูงสุด "วันนี้ในขณะที่ผมสามารถเลือกได้ ผมกล้าพูดว่าผมเลือก ไม่ได้เลือกเพราะว่าตัวเองเรื่องมาก แต่ผมเลือกเพื่อให้ทุกคนที่ทำงานกับผมมีความพอใจสูงสุด อย่างที่ผมเลือกรับงานละครทีละเรื่องก็เพื่อผู้จัดจะได้งานที่ 100 เปอร์เซ็นต์จากผม"

"บทเกย์" หนังรักเรื่องแรก

ไม่พูดไม่ได้ถึงหนังรักเรื่องแรกของ "กันต์" สำหรับรักของเรา The Moment ภาพยนตร์รักโรแมนติกมุมมองใหม่ของค่ายทาเลนต์ วัน มูฟวี่ สตูดิโอ ผลงานการกำกับของลัดดาวัลย์ รัตนดิลกชัย และปัญจพงศ์ คงคาน้อย โดยเขารับบทที่ท้าทายที่สุดในชีวิตนั่นก็คือ บทเพศที่สาม "เป็นบท (บทเกย์) ที่อยากเล่นอยู่แล้ว เพราะมันโคตรไกลตัวเลย ผมเป็นนักเลง ผมเป็นคนชัดเจน ผมเป็นผู้ชายที่แบบโคตร (เน้นเสียง) ผู้ชาย สมมติเอาคนที่ดูก็รู้ว่าเป็นแน่ๆ มารับบทเพศที่สาม ผมไม่เซอร์ไพรส์ เพราะเราก็จะคิดว่า ก็เป็นอยู่แล้ว แต่ถ้าเอาเต๋า สมชาย หรือเอานักเลงมาเล่นเป็นเพศที่สามได้ มันจะมีคำว่าโห! ผมอยากได้คำนี้ แค่นี้แหละครับ (ยิ้ม) อีกอย่าง เรื่องนี้ไม่ใช่หนังสำหรับผู้ชมหมู่มาก แต่เป็นหนังที่ต้องการเปิดมิติใหม่ ซึ่งที่ผมรับเล่นเรื่องนี้ก็เพราะบท และนักแสดงร่วม ผมรู้อยู่แล้วว่าจะมีทั้งคนที่ชอบ และไม่ชอบไปเลย ส่วนตัว ผมมองว่า นักแสดง 6 คน (ผม, เต้ย จรินทร์พร, โทนี่ รากแก่น, เก้า สุภัสสรา, พีช พชร จิราธิวัฒน์ และนักแสดงเกาหลี แทโอ ยู) ไม่มีความจำเป็นต้องเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยซ้ำ เพราะมันเสี่ยง มันเสี่ยงที่จะมีคนบอกว่าคุณเล่นไม่เห็นดีเลย ก็เพราะทุกคนพร้อมเสี่ยงผมจึงรับเล่น เรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดในปีนี้หรอกครับ แต่ผมอยากให้มันเป็นหนังที่เปิดหน้าต่างอะไรบางอย่างสำหรับคนดู ส่วนฉากจูบปากกับผู้ชาย ถามว่าคิดหนักมั้ย ถ้าถามกันต์ กันตถาวร แม่งเอ๊ย! (ส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ) แต่มันคือสปิริตนักแสดง เราต้องทำ ในเมื่อผู้กำกับให้เล่น มันคือความรับผิดชอบของผมที่ผมจะต้องทำเอง ฉากนั้นฉากเดียวล่อไป 6 คัต (หัวเราะ) ผมก็เต็มที่ครับ อยากให้ลองไปดูครับ จะได้กลับมาถามตัวเองว่าจริงๆ แล้วความรักสำหรับคุณคืออะไร เรื่องนี้ไม่ได้เล่าเรื่องความรัก มันเล่าเรื่อง ณ ขณะหนึ่งเท่านั้นที่มันเกิด มันไม่ได้เกี่ยวกับว่าถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ มันอยู่ที่ว่าคุณสามารถซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวคุณเองได้มากแค่ไหน เพราะในเรื่องคุณจะเห็นมุมมองความรัก 3 แบบที่อาจจะไม่ถูกต้องทางศีลธรรมมากนัก อาจจะไม่ถูกต้องตามวัฒนธรรมทางสังคมมากนัก มันจะทำให้คุณกลับมาถามตัวเองว่าจริงๆ แล้วความรักของคุณคืออะไร"

"พลอย" ผู้หญิงของ "กันต์"

ลงรูปสวีตหวานให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ สำหรับ "กันต์" กับหวานใจคนสวย "พลอย" แฟนสาวนอกวงการที่คบหาดูใจกันมา 7 ปีแล้ว แม้ที่ผ่านมาเคยมีข่าวยังไม่ค่อยชินกับการมีแฟนเป็นคนของประชาชน แต่ฟังจากการให้สัมภาษณ์ของแฟนหนุ่มดูเหมือนจะเริ่มชินมากขึ้น "ตอนนี้พลอยสบายดีครับ ผมว่าเธอน่าจะชินไปนานแล้วนะ (ยิ้ม) เรื่องการแต่งหน้าแต่งตัวก่อนออกจากบ้าน มันกลายเป็นว่าเรามักจะแซวกันตลกๆ เสมอ ผมกับเขาไม่ได้อยู่ด้วยกันแบบหวานซึ้งตลอดเวลา อยู่กันแบบ อะไรอ่ะ อะไรของเธอ (ลากเสียงยาว) บางทีผมก็แซว ออกมาจากบ้าน ให้เกียรติเราด้วย แต่งหน้าเหอะ (หัวเราะ) หรือบางทีเขาใส่ชุดไปกินร้านหรู ผมก็บอก ขาสั้น รองเท้าเตะได้ป่ะ เราแต่งตัวมาทั้งวันแล้วอ่ะ เขาก็บอก กันต์ให้เกียรติเราด้วย" ดังนั้น ทุกวันนี้ ทั้งคู่จะอยู่กันด้วยรอยยิ้ม ความสุข รับกันได้ในสิ่งที่ดี และรับกันได้ในสิ่งที่ไม่ดี ส่วนเรื่องแผนงานวิวาห์ แม้ส่วนตัวจะไม่เชื่อว่าการแต่งงานจะทำให้คนเรารักกันมากขึ้น "แต่ถ้าต้องแต่งงานผมก็อยากทำเพื่อคนที่ผมรัก" พิธีกรหนุ่มทิ้งท้าย เรื่อง : ปิยะนันท์ ขุนทอง ภาพ : ปัญญพัฒน์ เข็มราช / อินสตาแกรม @kankantathavorn ที่มา : http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9600000024758