Microtrends


by admin
03-01-2010 00:00:00

กระแส หรือเทรนด์หลายๆ อย่างเริ่มจากการก่อตัวของคลื่นลูกเล็กๆ หรือเรียกว่า “Microtrends” แล้วจึงค่อยพัฒนาแผ่วงกว้างไปสู่คลื่นขนาดใหญ่

Real-time Marketing “The Now Generation”
ในโลกยุคข่าวสารข้อมูลในปัจจุบัน ยิ่งผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งมีผู้ใช้สื่อ “Social Media" มากขึ้นเท่านั้นจากปากต่อปาก เพื่อนชวนเพื่อน และสื่อเก่า (Traditional Media) พากันโหมโปรโมต “Social Media” กันมากขึ้น

“Social Media” จากเดิมที่เป็น Niche Marketing จะเพิ่มและสะสมความ “Mass” มากขึ้นเรื่อยๆกลายเป็นตลาดผู้ใช้ขนาดใหญ่ที่นักการตลาดเริ่มมาจับตามองแนวคิดของ “Social Media” มากับคำว่า “Co-creation” หรือ “ร่วมคิด ร่วมสร้าง”ทุกๆ กิจกรรมภายใน “Social Media” เกิดมาจาก “การแบ่งปัน” (Sharing) และ “การให้” (Contribution) เมื่อมีคนในชุมชน “Social Media” เพิ่มขึ้นจำนวนมาก กิจกรรมดังกล่าวย่อมหมุนเวียนมากขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยน สนทนา แลกความคิดเห็นในวงกว้าง ระหว่างผู้คนในสังคม “Social Media” ทำให้มี "การไหลของกระแสข่าวสาร ข้อมูล" จำนวนมหาศาล และแปรเปลี่ยนไปอย่างรวจเร็ว“Social Media” ก็คือ “People Conversation” นั่นเอง

ด้วยกระแสการเติบโตแบบก้าวกระโดดของมือถือ SmartPhone รวมไปถึงออกแบบให้รองรับบริการออนไลน์ต่างๆ ที่เหมาะสมกับการใช้งานบนหน้าจอมือถือทำให้ผู้บริโภค “เสพย์ติด” บริการออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “Social Networking” “Email” หรือ “Chat” มือถือ SmartPhone จึงเป็นเสมือนอุปกรณ์ที่ใช้ “เล่น” บริการเหล่านั้น โดยเฉพาะการ “Access”เข้า “อินเทอร์เน็ต” และดูเหมือนว่าความต้องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนี้จะสูงเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา เพราะผู้ใช้ต้องการเข้าถึงบริการต่างๆ ได้ตลอดเวลา และในทุกๆ ที่“อินเทอร์เน็ต” นั้น จึงต้องเป็นแบบ “Always on” หรือ เชื่อมต่อตลอดเวลา เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูล ข่าวสาร หรือการติดต่อจากคนอื่นไม่ว่าจะเป็น “Push Email” ที่เมื่อมีการแจ้งเตือนข้อความอีเมลใหม่ๆ ที่เข้ามาใน Inbox “Instant Messenger” ที่ช่วยให้สามารถคุยกับเพื่อนได้ตลอดเวลา“Twitter” “Facebook” และ “Social Network” อื่นๆ เป็นบริการที่คนกลุ่มนี้ ต้องการใช้ตลอดเวลา เพื่อโต้ตอบทันที ที่กลุ่มเพื่อน เข้ามาสนทนาด้วย“Instant” หรือ “ความทันใจ” นี่เอง เป็นความต้องการหลัก ของคนกลุ่มนี้

กลุ่มที่ เรียกว่า “Now Generation”
นักการตลาด เฝ้าสังเกตการณ์อยู่จากวงนอก เริ่มเข้ามาคลุกวงในทุกคนอยากรู้ว่า “People Conversation” จะพูดถึงบริษัท แบรนด์ สินค้าและบริการของตน อย่างไรบ้าง และที่สำคัญที่สุด ตัวเอง จะมีปฏิกิริยา อย่างไร กับ “Now Generation” เหล่านั้นควรจะคุย เพิกเฉย จะตอบกลับเร็วหรือช้า?นักการตลาด จะต้องเรียนรู้ที่จะนำแคมเปญสื่อสารการตลาดใหม่ๆ มาใช้กับคนกลุ่มนี้เพราะสามารถวัดผลได้แทบจะเรียกได้ว่า “ทันที” และ “ทันใจ”กลุ่มเป้าหมายจะสนใจ หรือ ไม่สนใจ รวมไปถึงปฏิกิริยา ที่ได้รับ ทั้งทางบวกและทางลบและต้องพร้อมรับมือ และเปลี่ยนแปลง แผนการตลาดตลอดเวลา

เศรษฐกิจแอพฯลิเคชั่น (App Economy)
ในอดีต “Web 1.0” มีนิยาม คือ เว็บที่มีการ “อ่าน” เพียงอย่างเดียว โดยที่เจ้าของเว็บไซต์ เป็นผู้ที่จัดทำเนื้อหาจากนั้น แนวคิดก็วิวัฒน์ มาสู่ยุคที่ “ผู้อ่าน” มีส่วนร่วมกับเจ้าของเว็บ เป็นการ “ร่วมคิด ร่วมสร้าง” เนื้อหา จากการนำความรู้ของแต่ละคน มาร่วมต่อยอดพัฒนาให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นในยุค “Web 2.0” เราได้เห็นการเติบโตของเว็บไซต์ “Social Networking” อย่างก้าวกระโดด ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมหาศาล มีตัวตนอยู่ใน สังคมออนไลน์กลายเป็น อีกรูปแบบหนึ่งของการสื่อสาร ทดแทนอีเมล์แบบเดิมๆ เพราะผู้ใช้ สามารถส่งข้อความหากันได้ยุค “Web 2.0” ได้เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตออนไลน์ของผู้คนในโลกอย่างสิ้นเชิง

หลายๆคนตั้งคำถามว่า แล้วยุคต่อไปของ Web คืออะไร?ผู้เชี่ยวชาญด้านอินเทอร์เน็ต หลายคน เคยให้คำนิยามไว้ว่า “Web 3.0” อาจจะเรียกว่าเป็น “Semantic Web”หรือเว็บที่มีความฉลาด สามารถเชื่อมโยงเนื้อหาถึงกันเองได้หมด และเว็บไซต์ สามารถสัมพันธ์ถึงกันได้เอง ผ่านข้อมูลที่เรียกว่า “metadata” จากเดิมที่เชื่อมโยงแค่ในมิติเดียว คือ “keyword”กล่าวง่ายๆ คือ การ ใส่สมองและความคิด ให้กับตัวเว็บ แล้วเว็บนั้น จะไปเรียนรู้ ค้นหาและเชื่อมโยงกับสิ่งที่เกี่ยวข้องให้เองเว็บรถยนต์ ก็จะไปเชื่อมโยงกับเว็บศูนย์บริการซ่อม เว็บอุปกรณ์ตกแต่งรถ เว็บปั๊มน้ำมัน หรือแม้กระทั่งเว็บเครื่องเสียงติดรถยนต์อาจจะถึงขั้นเรียนรู้ได้อีก รถยนต์ในความหมายของผู้ใช้แต่ละคน คืออะไร ฉลาดขนาดนั้น…

แต่ “Semantic Web” ยังถือว่าเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดใหม่ ยังพัฒนาได้ไม่ถึงขั้นที่จะออกมาสู่เว็บกระแสหลัก“Web 3.0” ที่เป็น “Semantic Web” อาจจะไกลไปสิ่งที่ใกล้กว่า และกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่และน่าจับตามองที่สุดในธุรกิจออนไลน์ขณะนี้นั่นคือ “App Economy” หรือ เศรษฐกิจของ แอพฯลิเคชั่น นั่นเอง

จุดเริ่มต้น มาจากการเปิด “Platform” ของ Facebook ใน ปี 2007 เพื่ออนุญาตให้นักพัฒนาแอพฯทั่วโลก เขียนแอพฯเข้ามาเสริมเขี้ยวเล็บให้ Facebook มากขึ้น การตัดสินใจครั้งนั้น ถือเป็นจุดพลิกประวัติศาสตร์ของ Facebook เลยก็ว่าได้เพราะในปัจจุบัน มีผู้พัฒนาแอพฯ กว่า 1 ล้านคน ใน 180 ประเทศ มีแอพฯที่มีผู้ใช้ประจำกว่า 35,000ตัว และมีถึง 250 ตัว ที่มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านคนต่อเดือนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกม “Farm Ville” หรือที่ผู้ใช้ Facebook ชาวไทย เรียกกันติดปากว่า “เกมปลูกผัก”

เกมนี้มีผู้ใช้ถึงวันละ 20 ล้านคน สร้างรายได้ระดับ ร้อยล้านเหรียญสหรัฐ ได้อย่างไม่น่าเชื่อตัว Facebook เอง จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีรูปแบบธุรกิจ การหารายได้ที่ชัดเจน ว่าจะหารายได้มาอย่างไรแต่ที่แน่ๆผู้สร้างแอพฯ จำนวนไม่น้อย ที่สามารถหากินจากเครือข่ายที่ Facebook สร้างขึ้นมาได้แล้วด้วยอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และ ต่อเนื่องของ Facebook ทำให้จำนวนผู้ใช้แอพฯนั้น อยู่ในอัตราเร่งเดียวกันยอดผู้ใช้ Facebook พุ่งสูงทะลุหลัก 300 ล้าน โตถึง 220% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนส่วนประเทศไทย ติดอันดับ ประเทศที่มีอัตราการเติบโตของ Facebook สูงสุดอันดับต้นๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายนจนปัจจุบัน มีผู้ใช้ Facebook ในไทยแล้ว กว่า 1.6 ล้านคน

สิ่งที่นักการตลาด ต้องจับตามอง คือ การมอง แอพฯ เป็นสื่อ อีกสื่อหนึ่ง ที่จะช่วยสร้างสรรค์ กิจกรรมทางการตลาดออนไลน์ให้น่าสนใจ และมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นถ้าเปรียบ Facebook เหมือนห้างสรรพสินค้า ที่ใหญ่และมีผู้คนเดินเข้าเดินออกมากมายเจ้าของห้างอนุญาตให้เราเข้าไปจัดกิจกรรมการตลาดข้างในห้างได้ เหมือนไปตั้งร้าน เช่าบูธในนั้นเราจะเข้าไปสร้างกิจกรรมอะไร ให้ดึงดูดคน สร้าง Brand Awareness , Customer Engagement กลายเป็นสื่อออนไลน์ทางเลือก นอกเหนือไปจาก Banner แต่ที่ได้เปรียบกว่า น่าจะเป็นการเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ตรง และสามารถสร้าง Word-of-mouth ได้ อย่างที่หลายๆแอพฯบน Facebook ทำได้มาแล้ว ในเกมดังอย่าง “Friend for Sales” และ “Farm Ville”การทำการตลาดออนไลน์บน Facebook ไม่ใช่แค่การสร้าง Fan Page และหาจำนวน Fan ให้ได้เยอะๆ เท่านั้น
แอพฯ เป็นทางเลือกที่ดีกว่า ได้ประสิทธิภาพสูงกว่า และมีโอกาสสร้างรายได้จากตัวแอพฯเอง

CEO Brand in Social Media
เมื่ออัตราเร่งของการเติบโตของ Social Media ทั่วโลก สามารถสร้างกระแสและผลกระทบต่อแวดวงธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ในวงกว้างหลายๆ กระแสใน Social Media ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในโลก Offlineทำให้หลายองค์กร ต้องกลับมาทบทวน และวางกลยุทธ์สื่อสารการตลาดใหม่ โดยการนำ Social Media เข้ามาอยู่ในแผนงานใหม่ด้วยองค์กรไหนช้า องค์กรนั้น ตกเทรนด์มีสิทธิ์โดนแบรนด์คู่แข่งโจมตี และถูกแย่งลูกค้าไปได้ง่ายๆแต่การทำตลาดบน Social Media ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้ายังอาศัยกรอบแนวคิดแบบเดิม มีสิทธิ์เจ๊งได้ง่ายๆเพราะ Social Media คือ People Conversationการที่จะสวมหมวกธุรกิจหรือแบรนด์ลงไปคลุกด้วย อาจจะถูกเพิกเฉย เนื่องจากไม่เข้ากลุ่มหนักที่สุดถือถูกต่อต้าน จากผู้คนในสังคมออนไลน์ การทำตัวกลมกลืน เป็นสิ่งที่สำคัญ วิธีการแบบ “ตัวแทน” เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในโลกของ Social Mediaตัวแทนที่ดีที่สุดที่จะกระโดดลง Social Media คือ CEOในระดับโลก มี CEO บริษัทยักษ์ใหญ่มากมายที่กระโดดเข้ามาใช้ Twitter เช่น Richard Branson CEO ของ Virgin Group , Tony Hsieh CEO ของ Zappos.com หรือ Jonathan Schwartz แห่ง Sun Microsystem หรือแม้แต่ CEO ในไทย อย่างคุณพาที สารสิน แห่ง นกแอร์ ก็ได้ลงมาจับ Twitter อย่างจริงจัง จนสร้างความสนิทคุ้นเคยกับเหล่า Follower ได้เป็นอย่างดีเมื่อเปรียบเทียบ CEO กับการให้พนักงานของบริษัทนั้นๆ เข้ามาใช้ Social Media ในการพูดคุย ติดต่อกับกลุ่มลูกค้าEffect ของ CEO จะสูงกว่ามากเนื่องจาก สิ่งที่ลูกค้าสามารถรู้สึกได้ คือ “ความพิเศษ”

ความพิเศษ อาจจะเป็นความรู้สึกดี ที่เห็นว่าผู้บริหารมีความใส่ใจ และเอาใจใส่ในลูกค้าการเข้ามาสร้างความเป็นกันเอง พูดคุยสนทนากับลูกค้า อย่าง “เพื่อน” คุยกับ “เพื่อน”ย่อมสามารถสร้าง “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” (Trustworthiness) ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในระบบ Social Media เมื่อผู้บริหาร ระดับ CEO สามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้เกิดขึ้นกับคนในสังคมออนไลน์ จนแปรเปลี่ยนไปเป็นระดับ “เพื่อน” ได้ย่อมส่งผลกระทบในแง่ดี กับภาพลักษณ์ของแบรนด์ รวมไปถึงระดับองค์กรเพราะในแง่ความสัมพันธ์อย่าง “เพื่อน” และตำแหน่งระดับผู้นำสูงสุดขององค์กร ย่อมสามารถมีอิทธิพลในแง่ของการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีได้ CEO อาจจะพูดถึงวัฒนธรรมองค์ สื่อสารถึงแบรนด์ รวมไปถึงบุคคลิก ลักษณะขององค์กรและแน่นอนว่า ถ้าเพื่อน ไม่ซื้อของ ของเพื่อนแล้วใครล่ะจะซื้อ?

Freeconomics
หลังจากที่ Chris Anderson แห่ง “Lontail” ได้ออกหนังสือชื่อ “Free : The Future of Radical Price” ออกมาปรากฏ เรื่องของ “Free” ได้รับการกล่าวถึงในวงการธุรกิจมากมายในวงกว้างหลายๆองค์กรธุรกิจ ต่างทำการทดลอง Business Model ที่เหมาะสมกับองค์กร และลักษณะของการประกอบธุรกิจ โดยหยิบ “Free” ขึ้นมาใช้ที่เห็นคึกคักกันมาก คือ ในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์มีการออกนิตยสารที่แจกฟรีบนรถไฟฟ้า หรือแจกตามสถานที่ต่างๆ ที่คิดว่าจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นการใช้ รูปแบบของ “Three Parties Market” หรือ การมีคนอื่นมาออกค่าใช้จ่ายให้สำนักพิมพ์สามารถพิมพ์นิตยสารมาแจกลูกค้าได้ฟรีๆ ก็เพราะมี Sponsor มาลงโฆษณาในเล่มบางเล่มพิมพ์ครั้งละหลายพัน บางเล่มอาจจะพิมพ์กันถึงหมื่นเล่ม และแจกกันมาต่อเนื่องยาวนานถ้าทำแล้วขาดทุน คงเลิกทำไปแล้ว...เพราะนิตยสารเหล่านี้ พิมพ์ออกมาจำนวนเยอะ และมีวิธีการแจกจ่ายไปสู่กลุ่มเป้าหมาย ที่เป็นคนระดับ “ครีม”ครีม สำหรับ Sponsor เหล่านั้นข้อเขียนบางชิ้น สามารถทำเป็นรูปแบบ Digital เตรียมพร้อมแจกจ่ายทางช่องทางออนไลน์บทสัมภาษณ์แหล่งข่าว จากที่เคยอัดเป็นเสียง ก็เปลี่ยนเป็นอัดวิดีโอใส่โฆษณาบางชิ้นลงไป ทั้งในไฟล์ข้อเขียนและในวิดีโอแจกจ่ายมันออกไป ให้เป็นวงกว้างที่สุด จากแฟนนิตยสารจำนวนหมื่น ส่งต่อถึงคนจำนวนแสนรับรอง Sponsor ยิ้มแก้มปริ เผลอๆ เก็บค่าลงโฆษณาได้ ในอัตราที่สูงกว่าเดิม ต้นทุนการทำ Digital รวมไปถึงการแจกจ่ายบน Internet เรียกได้ว่าเกือบเข้าใกล้ศูนย์“Free” มีจริง และทำได้จริง ด้วยต้นทุนที่น้อยมาก

The New Influence r
สื่อสารการตลาดรูปแบบเดิม เป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยผ่าน “สื่อ”ไม่ว่าจะเป็น สื่อ วิทยุ ทีวีหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ ป้ายโฆษณาต่างๆใครมีงบเยอะ ก็สามารถซื้อ “การเข้าถึง” กลุ่มเป้าหมายได้มากเมื่อหลายธุรกิจ คิดแบบนี้ ทำให้เกิดโฆษณามากมาย ในสื่อที่เราทั้งหลายบริโภคกันเราอาจจะดูโฆษณาสินค้าคล้ายๆ กัน ในสื่อเดียวกัน และเวลาใกล้ๆ กัน หลายครั้งใน 1 วันผู้บริโภค จำสินค้าของคนไหนได้มากกว่า คนนั้นชนะ ...นี่เป็นเกม ของคนมีเงิน อีกทั้งยังไม่ค่อยเหมาะ กับสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในปัจจุบันอีกทั้งผู้บริโภค มีกระบวนการในการตัดสินใจซื้อสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือ ดูโฆษณา เกี่ยวกับสินค้าที่ต้องการ และเลือกว่ามีแบรนด์ไหนบ้างที่น่าสนใจกลายเป็น ต้องการสินค้าแบบไหน ก็ไปถาม ไปดู ไปสำรวจ ว่าผู้คนในสังคมออนไลน์ เค้าใช้แบรนด์ไหนอยู่จะซื้อ Notebook ซักเครื่อง หรือกล้องถ่ายรูปดิจิตัลซักอัน นั่งอ่านรีวิวกันที เป็นสิบเว็บไซต์ผู้บริโภคปัจจุบัน เชื่อคำวิจารณ์ของคนอื่น มากกว่าโฆษณา ที่บริษัทต่างๆ ทำมานั่นคือ “People Conversation” มีอิทธิพล ต่อการซื้อสินค้า อย่างมากนอกจากการ “เชื่อ” คำวิจารณ์ของคนอื่นมากขึ้นแล้ว ยังมีสิ่งหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการซื้อไม่แพ้กันนั่นคือ คำบอกเล่า ของเหล่า “ผู้ทรงอิทธิพล” หรือ “Influencer” ผู้ทรงอิทธิพลในที่นี้ ความถึงผู้ที่มีอิทธิพลทางด้านความคิด ต่อผู้อื่น สามารถชักนำ ชักชวนให้ผู้อื่นคล้อยตามได้ และมีคนจำนวนมากให้ความเคารพ เลื่อมใสเรียกอีกนัยหนึ่งว่า เป็น “ผู้มีบารมีทางความคิด”คนกลุ่มนี้ เมื่อแสดงความคิดเห็น ต่อสินค้า และบริการใดๆ แล้ว มักส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสินค้าและบริการตัวนั้นเพราะจะมีการบอกต่อ จนเกิด “Word-of-Mouth”ถ้ากลุ่ม “ผู้มีบารมีทางความคิด” เหล่านี้ พูดถึงสินค้าหรือแบรนด์ในแง่ดี ก็ถือว่าบริษัทโชคดีแต่ถ้าพูดเหมือนกันหลายๆ คน ในแง่ที่เป็นลบ อาจจะส่งผลกระทบอย่างมากกับยอดขายสินค้าได้ยิ่งในยุค “Social Media” แล้ว Influencer เหล่านี้ สามารถแสดงความคิดเห็นต่อสินค้าและบริการใดๆ ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว และพร้อมที่จะมีคนบอกต่อๆ กันไปอีก เป็นพัน เป็นหมื่น หรือเป็นแสน Influencer เหล่านี้ จึงเป็นเป้าหมายในการทำตลาดของบรรดาบริษัทต่างๆ เพราะต้องการสร้างอิทธิพลให้เกิดกับกลุ่มเป้าหมาย และสร้างการบอกต่อ (Viral Marketing)

Longtail People และ เผ่า (Tribe) บนโลก Social Network
“People” ในสังคมออนไลน์ อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “Longtail People”เพราะสังคมออนไลน์มีโครงสร้างที่ประกอบไปด้วย คนที่หลากหลาย ทั้งอายุ อาชีพ รสนิยม ความชอบผู้คนทั้งหลาย เมื่อเข้ามาอยู่ในสังคมออนไลน์ ไม่นานก็จะต้องมีกลุ่ม เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลพัฒนาขึ้นไปเผ่า หรือ “Tribe” เป็นสิ่งที่ใช้บ่งบอกตัวตนว่าตัวเอง ชื่นชอบ สนใจอะไรเป็นพิเศษและสอดคล้องกับความต้องการหลักของมนุษย์ คือ การอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเช่นเดียวกับการเกิดของ Twitter ในบ้านเรา ระยะแรกมีคนเล่นยังไม่มาก ความสัมพันธ์เป็นลักษณะการพูดคุยทั่วไป ใน Twitter เมื่อพัฒนาไปซักระยะ มีคนจำนวนมากขึ้นเข้ามา เริ่มแสดงออกถึงความคิด ความเห็น ความสนใจที่คล้ายกันรวมตัวกัน กลายเป็น “เผ่า” เพื่อ นัดหมาย ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน

ซึ่งโลกของ “Social Network” จะมีหลายๆ เผ่าเป็นองค์ประกอบเปรียบเสมือนตลาด “Longtail” ที่จะมีคนเป็นกลุ่มเล็กๆ เต็มไปหมด จากโลก ออนไลน์ เข้าสู่ Offline การเกิดขึ้นของ “เผ่า” เป็นวิธีการที่น่าศึกษายิ่งสำหรับธุรกิจ เพราะมันไม่ต่างอะไรกับ การสร้าง Brand Loyalty ให้เกิดขึ้น จำนวนลูกค้าที่มี Loyalty ก็เทียบได้กับ จำนวนสมาชิกใน “เผ่า” วิธีการสร้างเผ่าเป็นกรณีศึกษาสำหรับบริษัท ที่ต้องการเปลี่ยน Online Customer ให้เป็น Offline Customerและในทางกลับกัน ก็สามารถเปลี่ยน Offline Customer ให้เป็น Online Customer ได้เช่นกัน

ติดตามทุกข่าวสารได้ผ่านช่องทาง LINE
Add friend ที่ @Positioningmag
เพิ่มเพื่อน

ติดตามผ่านช่องทาง Twitter