งานเข้า! “ชาบู ชาบูนางใน” แจ้งปรับราคาลูกค้าที่ทานเฉพาะเนื้อ เจอถล่มเพราะใจแคบ

งานเข้าอย่างจังสำหรับร้าน “ชาบู ชาบูนางใน” ที่กิดดราม่าถล่มเพราะเจ้าของร้านแจ้งกับลูกค้าประจำที่มาทานแต่เฉพาะเนื้อ กับกุ้ง ขอเพิ่มราคา 200 บาท กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าไม่เข้าใจธุรกิจบุฟเฟต์

ปรับขึ้น 200 บาท เพราะทานแค่เนื้ออย่างเดียว?

ถ้าพูดถึงชื่อแบรนด์ “ชาบู ชาบูนางใน” เป็นที่รู้จักกันดี เพราะเป็นแบรนด์ชาบูแบบโฮมเมดแบรนด์แรกๆ ที่ทำตลาดมาหลายปี ได้เปิดสาขาแรกที่โชคชัย 4 และให้สาขาพระราม 9 ซอย 41 (หลังเดอะไนน์) เป็นสาขาต้นแบบ รวมถึงเป็นสถานที่อบรมแฟรนไชส์ ก่อนที่จะขยายแฟรนไชส์ไปหลายที่

ชาบู ชาบูนางในขึ้นชื่อว่ามีราคาที่ไม่แพงมาก เป็นแบบบุฟเฟต์ในราคา 349 บาท สามารถทานได้ไม่จำกัดเวลา ด้วยความเป็นบรรยากาศบ้านๆ ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก และคนชื่นชอบกันเยอะ

ล่าสุดเกิดดราม่าเข้าอย่างจัง เมื่อมีลูกค้าท่านหนึ่งได้รีวิวในเพจของ ชาบู ชาบูนางใน สาขาพระรามเก้า 43 ในทำนองที่ว่าเจ้าของร้านข่มขู่ในการคิดเงินเพิ่ม เพราะอ้างว่าลูกค้าทานเยอะ ทางร้านได้ตอบกลับว่าไม่ยุติธรรมกับทางร้านเช่นกัน

จนเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 9 กันยายน 2563 ทางร้านได้ชี้แจงผ่านทางเพจเฟซบุ๊กถึงประเด็นดังกล่าว โดยมีเนือ้หาประมาณว่า ทางเจ้าของร้านได้เข้าไปชี้แจงกับทางลูกค้าเองว่า ครั้งต่อไปต้องขอเพิ่มราคาอีก 200 บาท เป็น 549 บาท เพราะลูกค้าท่านนี้มาทานแต่ “เนื้อ” และ “กุ้ง” อย่างเดียว ไม่ทานเมนูอื่นๆ ทำให้ทางร้านเสียเปรียบ

ไม่เข้าใจธุรกิจบุฟเฟต์

แน่นอนว่าหลังจากที่ทางร้านประกาศชี้แจงดังกล่าวไปแล้ว ไม่ได้เกิดผลดีขึ้นแต่ทางร้านแต่อย่างใด ยิ่งเป็นกระแสตีกลับอย่างหนัก เพราะผู้บริโภคหลายคนมองว่า ถ้าร้านคิดจะทำร้านอาหารแบบบุเฟต์ ไม่น่าจะมาคิดเรื่องแบบนี้ หรือควรจะมีแยกเซตราคาตามกลุ่มอาหาร เนื้อ ซีฟู้ด หรือผักล้วน เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกราคาตามใจชอบ

การที่ทางร้านตั้งราคา 349 บาท/หัว เท่ากับว่าทางร้านตั้งราคาสำหรับทุกคน จะมากำหนดว่าใครทานอะไรเยอะ จะต้องจ่ายเยอะขึ้นไม่ได้ แสดงว่าทางร้านไม่ได้เข้าใจธุรกิจบุฟเฟต์เลยแม้แต่น้อย เพราะบุฟเฟต์ย่อมมีคนที่ทานน้อย และทานเยอะคละๆ กันไป และขึ้นชื่อว่าบุฟเฟต์แล้ว นั่นแสดงว่าให้ลูกค้าสามารถเลือกทานได้ตามใจชอบ

ยิ่งไปกว่านั้นการที่ทางร้านแจ้งราคากับทางลูกค้าเป็นรายบุคคล โดยที่ไม่ได้กำหนดลงในเมนูอย่างชัดเจน อาจจะเป็นการผิดมาตรฐาน หรือผิดกฎหมายได้

กลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาของร้านอาหารในยุคนี้ สิ่งที่สำคัญคือ สิ่งที่จะเกิดหลังจากนี้ แบรนด์ที่หลายคนเคยชื่นชอบ มี Brand Loyalty หนักๆ อาจจะถูกแบน หรือถูกลูกค้าเมินได้ เพราะในยุคนี้ลูกค้ามีทางเลือกมากมาย การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารก็สูงขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ทางร้านตัดสินใจทำอาจจะไม่ส่งผลดีต่อแบรนด์เท่าที่ควรนัก