สถานการณ์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนในช่วงต้นปี 2026 เริ่มส่งสัญญาณความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง BYD รายงานตัวเลขยอดขายในประเทศของเดือนมกราคมที่ลดลงต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี ซึ่งการร่วงลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของบริษัทเดียว แต่มันคือกระจกสะท้อนถึงความกดดันที่กำลังเกิดขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์จีน
ทำไมจู่ ๆ ตลาดถึงชะลอตัว?
แม้ BYD จะเพิ่งฉลองความสำเร็จในการแซงหน้า Tesla ขึ้นเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกในปี 2025 ด้วยยอดขายกว่า 2.26 ล้านคัน เติบโตเกือบ +28% แต่ในปี 2026 นี้ ดูเหมือนจะไม่ค่อยสดใสนัก
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายของรัฐบาลจีน ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา เมื่อจีนได้เริ่มกลับมาเก็บ ภาษีซื้อรถยนต์ (Purchase Tax) ในอัตรา 5% หลังจากที่เคยยกเว้นภาษีส่วนนี้ให้กับรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) มายาวนานกว่าทศวรรษ การสิ้นสุดยุคซื้อรถฟรีภาษี
ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ความต้องการซื้อของผู้บริโภคเริ่มแผ่วลง ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ของ BYD ในเดือนมกราคมอยู่ที่ 83,249 คัน จากยอดทั้งหมด 205,518 คัน รวมถึงปลั๊กอินไฮบริด นั่นเป็นรายเดือนที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่บริษัทขายรถยนต์ยนต์ไฟฟ้าได้ 121,748 คัน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024
ศึกในบ้านที่หนักหนากว่าเดิม
ไม่ใช่แค่ปัจจัยจากนโยบายและเศรษฐกิจ แต่การแข่งขันในประเทศก็ยิ่งทวีความดุเดือด เพราะแบรนด์คู่แข่งหลายรายเริ่มตั้งหลักได้ อาทิ Geely ที่ได้ไต่อันดับสองในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีน โดยในเดือนมกราคม Geely ขายรถยนต์มากกว่า 270,000 คัน พร้อมกับรถยนต์ส่งออกมากกว่า 60,000 คัน บริษัทคาดว่ายอดขายรถยนต์พลังงานใหม่โดยรวมจะเติบโตเป็น 2.22 ล้านคัน ในปี 2026 เพิ่มขึ้น +32% ต่อปี
ฝั่งของแบรนด์น้องใหม่อย่าง Aito แบรนด์รถอีวีของ Huawei ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคม รายงานการส่งมอบรถยนต์มากกว่า 40,000 คัน ในเดือนมกราคม เพิ่มขึ้นมากกว่า 80% จากปีที่แล้ว ส่วนค่าย Leapmotor และ NIO ก็มียอดการส่งมอบเพิ่มขึ้นเป็น 32,059 คัน และ 27,182 คัน ตามลําดับ ด้าน Xiaomi ก็มีการส่งมอบรถมากกว่า 39,000 คัน แม้ว่าจะลดลงกว่า 10,000 คัน เมื่อเทียบกับยอดส่งมอบ 50,000 คันในเดือนธันวาคม
กลยุทธ์ “หนีไปโตนอกบ้าน”
เมื่อตลาดในบ้านเริ่มตึงตัว BYD จึงเบนเข็มไปที่ตลาดโลกมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายจะเพิ่มยอดขายในต่างประเทศให้ถึง 1.3 ล้านคันในปีนี้ หรือเติบโตขึ้นเกือบ 25% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการส่งออกในเดือนมกราคมอยู่ที่ 100,482 คัน ลดลงจาก 133,172 คันในเดือนธันวาคม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าหลังจากจบไตรมาสแรกของปี น่าจะเห็นภาพที่ชัดเจนว่า ตลาด EV จีนจะยังคงเป็นหัวหอกของโลกได้เหมือนเดิม หรือกำลังเข้าสู่ช่วงพักฐานระยะยาว



