“สิงห์ เอสเตท” โฟกัสธุรกิจรายได้ประจำ ฝ่าอสังหาปี 69 ชะลอตัว

สิงห์ เอสเตท

ปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ยังคงเผชิญความท้าทายต่อเนื่องจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อชะลอตัว กระทบธุรกิจที่อยู่อาศัย ทำให้ดีเวลลอปเปอร์ หันมาเสริมแกร่งธุรกิจสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่ยังมีศักยภาพเติบโต

ปี 69 โฟกัสเพิ่มฐานกำไร

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2569 บริษัทฯ มุ่งเสริม ความแข็งแรงฐานกำไร (Strengthen The Profit Engine) จาก 4 กลุ่มธุรกิจในเครือ ได้แก่ ที่อยู่อาศัย โรงแรม นิคมอุตสาหกรรม และอสังหาเพื่อการพาณิชย์ แต่มุ่งเน้นมากสุด คือ ธุรกิจสร้างรายได้ประจำ ที่เป็นพอร์ตหลักทำรายได้กว่า 80% ในปีที่ผ่านมา (จากรายได้รวม 13,988 ล้านบาท)

“ปีนี้ธุรกิจที่อยู่อาศัย มีโอกาสเติบโตแบบจำกัด จากแรงกดดันการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ตลาดมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพเจาะเรียลดีมานด์ให้ได้ และรักษาฐานกำไรในภาวะที่ตลาดเล็กลง”

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)

มุ่งธุรกิจรายได้ประจำ “โรงแรม” คีย์เติบโต

สำหรับธุรกิจสร้างรายได้ประจำ หลัก ๆ จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1.ธุรกิจโรงแรม บริหารงานภายใต้ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR

เบื้องต้น ปี 2569 ธุรกิจโรงแรม จะใช้กลยุทธ์ “การหมุนเวียนทรัพย์สิน” (Asset Rotation)
ผ่านการขายโรงแรม 15 แห่ง ในสหราชอาณาจักร เพื่อทำกำไร และนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ดอกเบี้ยสูง

พร้อมกับลงทุนใหม่ 3,000-3,500 ล้านบาท ขยายลงทุนในไทยเพิ่ม โดยเฉพาะโรงแรมระดับบน (Upper Upscale)

ควบคู่กับ “การเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน” (Asset Enhancement) อาทิ

  • ร่วมกับ The Ascott Limited รีแบรนด์โรงแรม 4 แห่งในสหราชอาณาจักร เป็นโรงแรมพรีเมียมขึ้น ภายใต้แบรนด์ The Unlimited Collection (เปิดไปแล้ว) ส่วนอีก 2 โรงแรมจะเป็นแบรนด์ lyf (เปิดครึ่งแรกปี 2569) คาดช่วยดัน ADR เป็น 20-30%
  • ปรับปรุงโรงแรม 2 แห่ง คือ SAii Phi Phi Island Village ปรับปรุงวิลล่าเนินเขา 12 หลัง ด้าน SAii Maldives เพิ่มสระว่ายน้ำส่วนตัวให้วิลล่าเหนือน้ำอีก 20 หลัง

เราตั้งเป้า Revpar ขยายตัว 20-30% และ EBITDA แตะระดับ 30%

ทั้งนี้ การปรับปรุงทรัพย์สิน ช่วยยกระดับราคาห้องพักของ SHR อาทิ ภูเก็ต มีราคา 18,000 บาท/คืน ทำให้ฐานกำไรกลุ่มโรงแรมเติบโต โดย 2568 ปีที่ผ่านมา กำไรนิวไฮที่ 615 ล้านบาท หากคงอัตราเข้าพักที่กว่า 70% เท่าเดิม ฐานกำไรจะขยับไปสู่ 600 ล้านบาท/ปีอย่างต่อเนื่อง จากปี 2566 มีกำไรเพียง 50 ล้านบาท

ปัจจุบัน SHR มีโรงแรม 18 แห่ง จำนวน 2,518 คีย์ ใน 5 ประเทศ ที่มีไฮซีซั่นต่างกัน ทำให้มีรายได้เข้ามาตลอด เพราะไม่ได้พึ่งพาตลาดใดมากจนเกินไป

โรงแรมในสหรชอาณาจักรของ SHR ในเครือสิงห์ เอสเตท
2.ธุรกิจอาคารสำนักงาน (ออฟฟิศ)

ธุรกิจออฟฟิศให้เช่า คีย์การเติบโตอยู่ที่การดึงผู้เช่าเก่าให้อยู่ต่อยาว ๆ โดยปกติผู้เช่าของสิงห์จะเซ็นสัญญาระยะ 3 ปี ปัจจุบันอัตราเช่า (Occupancy Rate) อยู่ในระดับดี

  • อาคาร S Metro อัตราเช่า 94%
  • อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ อัตราเช่า 92%
  • อาคาร S-Oasis อัตราเช่า 56% (ปีนี้ตั้งเป่าขยับสู่ 70%) จากการแข่งขันออฟฟิศบนถนนวิภาวดีแข่งขันไม่สูง มีดีมานด์เป็นของตนเอง

ที่อยู่อาศัยเปิดตัว 2 โครงการ ฟากนิคมฯ รับอานิสงส์ดาต้าเซ็นเตอร์

ส่วนธุรกิจที่ไม่เป็นรายได้ประจำ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1.ธุรกิจที่อยู่อาศัย

ปี 2569 เน้นกลยุทธ์ ต่อยอดการเติบโตจากพันธมิตร (Scaling Through PartnerShips) โดยร่วมลงทุนกับพาร์ตเนอร์ 2 โครงการ มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • SAii Phuket Laguna มูลค่า 1,000 ล้านบาท ซินเนอร์ยีกับบริษัทในเครือ คือ SHR โครงการรูปแบบ Branded Residence ไม่เกิน 100 ยูนิต โซนลากูน่าภูเก็ต
  • โครงการคอนโดมิเนียมหรู ใน กทม. มูลค่า 3,000 ล้านบาท โดยร่วมกับกลุ่มวันเรียลเอสเตท ราคาเฉลี่ย 150,000-200,000 บาท/ตารางเมตร

2.นิคมอุตสาหกรรม (เอส อ่างทอง)

โดยปี 2569 มุ่งเน้น “กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์” ที่มีการซื้อที่ดินขนาดใหญ่ 200-400 ไร่/แห่ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างดีลกับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่จากจีน มูลค่า 1,000 ล้านบาท คาดปิดดีลในช่วงครึ่งปีแรกนี้

ปีนี้มีการพูดคุยกับดาต้าเซ็นเตอร์หลายราย นอกจากการขายที่ดินนิคมฯ แล้ว ยังสามารถทำรายได้ประจำ จากการขายน้ำและขายไฟป้อนเข้าดาต้าเซ็นเตอร์ โดยปีก่อนขายน้ำได้ 54 ล้านบาท และได้ส่วนแบ่งขายไฟฟ้าอีก 160 ล้านบาท

เข้มวินัยการเงิน ตั้งเป้าปี 69 เทิร์นอะราวด์รายได้ 1.4 หมื่นล้านบาท-กำไรนิวไฮ

นอกจากนี้ อีกกลยุทธ์สำคัญ คือ การรักษาความแข็งแกร่งและวินัยทางการเงิน (Strong Funding Capability) เน้นบริหารเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมระดับหนี้สินและรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม เพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ บริษัทคงสัดส่วนแหล่งเงินทุนระหว่างสินเชื่อจากสถาบันการเงินประมาณ 70% และหุ้นกู้ 30% เพื่อสร้างสมดุลด้านต้นทุนทางการเงินและความยืดหยุ่นในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยืม ความสามารถในการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ระดับ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปี

“จากแผนทั้งหมดนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าว่า ปี 2569 จะทำรายได้เทิร์นอะราวด์ กลับมาอยู่ที่ 14,000 ล้านบาท จากปีก่อนปิดที่ 13,988 ล้านบาท ส่วนกำไรมองการทำนิวไฮต่อเนื่อง”