จากความเชื่อที่ว่า ‘สิ่งที่ไม่ฆ่าเรา จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น’ อาจจะไม่ใช่ความจริงเสมอไป เมื่อ ‘ดร. ทาช่า ยูริช’ (Dr. Tasha Eurich) นักจิตวิทยา และผู้เชี่ยวชาญด้านการโค้ชระดับโลกออกมายืนยันว่า ความอดทน (Endurance) เพื่อผลักดันงานท่ามกลางวิกฤติอาจนำไปสู่สภาวะ ‘เพดานความยืดหยุ่น’ (Resilience Ceiling) ที่บ่อนทำลายประสิทธิภาพการทำงานอย่างเงียบๆ
ดร. ทาช่า แชร์เรื่องนี้บนเวที 100 Outperforming Enterprises การประกาศรางวัลที่ทางบริษัท ฮิววิท คอนซัลติ้ง จำกัด (Hewitt Consulting) ร่วมกับและสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจ ดังนี้
3 สัญญาณอันตรายว่าคุณกำลัง ‘ชนเพดาน
ไฟมอด (Loss of Spark): แม้ผลงานยังออกมาดีตามมาตรฐาน แต่ข้างในคุณรู้สึกว่างเปล่าและหมดพลัง
เรื่องขี้ผงกลายเป็นเรื่องใหญ่: คุณเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อยเกินกว่าเหตุ
วิธีคลายเครียดเดิมๆ เริ่มไม่ได้ผล: การเข้ายิมหรือเขียนบันทึกที่เคยชอบ กลับรู้สึกว่าเป็น ‘ภาระ’ ที่ต้องทำเพิ่ม มากกว่าเป็นตัวช่วย
แทนที่จะ ‘อดทน’ ให้ผ่านไปวันๆ ดร. ทาช่า แนะนำทางออก คือ Need Crafting การจงใจออกแบบความต้องการพื้นฐาน 3 ด้าน เพื่อสร้างเกราะป้องกันจิตใจให้แข็งแกร่งกว่าเดิม และสร้างผลงานได้ยอดเยี่ยมอย่างยั่งยืน
1.สร้างความเชื่อมั่น (Confidence)
ดร. ทาช่า ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของซีอีโอคนหนึ่ง ที่ภายนอกดูประสบความสำเร็จ แต่ภายในกลับเครียดจัดจนเกือบหัวใจวาย เพราะพยายามทำให้ทุกคนพอใจ ซึ่งต่อมาซีอีโอคนนี้ได้เปลี่ยนเธอคำถามใหม่จาก “ทุกคนพอใจในตัวฉันไหม?” เป็น “ฉันรับฟังทุกคนหรือยัง?”
การปรับความเชื่อมั่นจากภายในนี้ ช่วยให้เธอมั่นใจและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ดังนั้น การออกแบบชัยชนะด้วยการตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่ง่ายและทำสำเร็จได้แน่ๆ ในแต่ละวัน จะช่วยสะสมพลังใจให้ตัวเอง
2.สร้างทางเลือก (Choice): อนุญาตให้ตัวเอง ‘ข้าม’ บางอย่าง ดร. ทาช่า แนะนำเทคนิค Skip One Should ลดมาตรฐานงานที่ ‘ควรทำ’ แต่ ‘ไม่สำคัญ’ จาก 100% เหลือ 95% เพื่อแลกกับเวลาไปตอบอีเมลสำคัญและพักผ่อน หรือดูซีรีส์ เพื่อช่วยลดความกดดันได้ทันที
3.สร้างความผูกพัน (Connection): ความสัมพันธ์ที่ดีคือเกราะป้องกันความเครียดที่ทรงพลังที่สุดซึ่งการแสดงไมตรีจิตเพียงเล็กน้อย เช่น ส่งข้อความสั้นๆ หาเพื่อนร่วมงานหรือคนใกล้ชิดว่า ‘คิดถึงนะ’ หรือ ‘ขอบคุณนะ’ อย่างสม่ำเสมอ จะสร้างความผูกพันได้แข็งแกร่งกว่าการรอทำเรื่องใหญ่ๆ
บทสรุปหัวใจสำคัญ คือ ผู้นำต้องทำให้ดูเป็นแบบอย่าง (Modeling) เมื่อผู้นำกล้าเริ่มดูแลพลังของตัวเอง และสื่อสารอย่างชัดเจน ทีมงานจะรู้สึกได้รับอนุญาตให้ทำเช่นเดียวกัน ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรจากเอาแต่ ‘ทนเพื่อรอด’ กลายเป็นองค์กรที่ ‘แข็งแกร่งจนไม่มีวันแตกสลาย’ (Shatterproof) พร้อมสร้างผลงานที่โดดเด่นอย่างยั่งยืน เพื่อให้เดินได้ไกลกว่าเดิม”
‘นภัส ศิริวรางกูร’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิววิท คอนซัลติ้ง จำกัด ระบุว่า โครงการ 100 Outperforming Enterprises ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด Strong from Within, Built to Outperform ผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ ‘มิติด้านผลลัพธ์ที่เติบโตยั่งยืน’ โดยสร้างความได้เปรียบการแข่งขันจากฐานราก 3 ประการคือ Purpose, People และ Performance
‘มิติด้านการเพิ่มขีดความสามารถของคน’ ผ่านเครื่องมือ People Outperform Index (POI) ที่ครอบคลุม 8 มิติสำคัญตั้งแต่โครงสร้างองค์กร วัฒนธรรม การพัฒนาผู้นำ ไปจนถึง HR Technology และ People Analytics
สุดท้าย ‘มิติด้าน Ecosystem’ ที่สร้างเครือข่ายองค์กรแลกเปลี่ยนและต่อยอด Best Practices ร่วมกันมีการประเมินองค์กรแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งจุดมุ่งหมาย กลยุทธ์องค์กร การบริหารทรัพยากรบุคคล นวัตกรรม ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความยั่งยืน เพื่อยกระดับขีดความสามารถให้แข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและระดับโลก
เป้าหมายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ทางฮิววิทจะเข้าไปร่วมมือกับ 100 องค์กรยุทธศาสตร์เพื่อทำทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อมความสำเร็จขององค์กรเหล่านี้ ให้กลายเป็นพลังสำคัญที่สะท้อนออกไปสู่ระดับภูมิภาค ช่วยให้ธุรกิจไทยมีความพร้อมในการสู้ศึกการค้าโลกได้




