ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลปี’50 : เร่งปรับตัว…ปรับผลิตภัณฑ์เจาะขยายตลาด

อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารทะเลนับเป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องของเงินบาท โดยนับเป็นการซ้ำเติมทำให้บรรดาผู้ประกอบการต้องเผชิญปัญหารายได้จากการส่งออกในรูปของเงินบาทลดลง หลังจากในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารทะเลต้องเผชิญกับปัญหานานัปการที่ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยเน้นการปรับลดต้นทุนการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งสร้างความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคและการขยายตลาดด้วย นอกจากนี้ยังหันมาเจาะขยายตลาดในประเทศ โดยเน้นการจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารทะเลในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สำหรับในปีนี้ผลกระทบของค่าเงินบาทต่ออุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารทะเลยังไม่ชัดเจน เนื่องจากยังโชคดีที่ในปีนี้ยังมีปัจจัยจากความต้องการของตลาดต่างประเทศที่เอื้อให้การส่งออกยังคงขยายตัวโดยเฉพาะอาหารทะเลแช่แข็งและอาหารทะเลกระป๋อง ในขณะที่ความต้องการอาหารทะเลแปรรูปในตลาดสหรัฐฯซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญลดลง ทำให้อาหารทะเลแปรรูปการส่งออกลดลงอย่างชัดเจน

การผลิต…ขาดแคลนวัตถุดิบและแรงงาน
ปัจจุบันโรงงานผลิตอาหารทะเลและผลิตภัณฑ์มีอยู่ประมาณ 2,100 โรงงาน แยกเป็นโรงงานผลิตอาหารทะเลประเภทเค็มและตากแห้ง 1,275 โรงงาน ประเภทหมักดอง(เช่น น้ำปลา น้ำบูดู) 204 โรงงาน ห้องเย็น 182 แห่ง ข้าวเกรียบกุ้งและปลา 174 โรงงาน โรงงานปลาป่น 95 โรงงาน โรงงานลูกชิ้น-ทอดมัน 69 โรงงาน โรงงานนึ่ง-อบและย่างรมควัน 54 โรงงาน และโรงงานอาหารทะเลกระป๋อง 49 โรงงาน ผลผลิตสัตว์น้ำทั้งหมดมีประมาณ 3.2-4.0 ล้านตันต่อปี แต่มีปัญหาโรงงานผลิตอาหารทะเลและผลิตภัณฑ์มีวัตถุดิบไม่เพียงพอต่อการส่งออก ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้า โดยในช่วงครึ่งแรกปี 2550 มูลค่าการนำเข้าสัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็งแปรรูป และกึ่งสำเร็จรูปเพื่อป้อนโรงงานผลิตภัณฑ์อาหารทะเลมีมูลค่ารวม 681.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้วลดลงร้อยละ 1.2 ทั้งนี้เนื่องจากในปีนี้ไทยลดการนำเข้ากุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งลง เนื่องจากปริมาณการผลิตในประเทศมีเพียงพอสำหรับการผลิตกุ้งกระป๋อง รวมทั้งมีการชะลอการนำเข้าปลาทูน่าสดแช่เย็นแช่แข็ง เนื่องจากการชะลอตัวของการส่งออกปลาทูน่ากระป๋อง โดยหันไปนำเข้าปลาแมคเคอเรลมากขึ้น เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนปลาซาร์ดีนในประเทศ

สาเหตุของปริมาณวัตถุดิบอาหารทะเลไม่เพียงพอกับความต้องการ เนื่องจาก
-ไม่สามารถหาแหล่งวัตถุดิบได้ในประเทศ โดยเฉพาะปลาทูน่า เนื่องจากไทยไม่มีกองเรือเพื่อจับสัตว์น้ำในทะเลลึก สาเหตุอีกส่วนหนึ่งเนื่องจากความเสื่อมโทรมของแหล่งประมงไทย ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำเค็มที่จับได้มีแนวโน้มลดลง ในขณะที่ความต้องการของโรงงานผลิตภัณฑ์อาหารทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหอยลาย

-ปัญหาในเรื่องคุณภาพของผลผลิต โดยเฉพาะปลาหมึก เนื่องจากปัญหาการปนเปื้อนสารแคดเมี่ยม ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากกรรมวิธีการดองปลาหมึกและปัญหาการจัดเก็บหลังการจับ รวมไปถึงสัตว์น้ำทะเลประเภทอื่นๆ ที่จำเป็นต้องสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องการจัดเก็บเพื่อรักษาคุณภาพของสัตว์น้ำให้คงความสด ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าสัตว์น้ำได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังเผชิญปัญหาเรื่องอัตราค่าแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น ในภาวะที่จำนวนแรงงานที่มีฝีมือค่อนข้างมีจำนวนจำกัด ตลอดจนต้นทุนการผลิตอื่นๆที่สูงขึ้นมาก เช่น ค่าขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ราคาบรรจุภัณฑ์ต่างๆที่ปรับตัวสูงขึ้น

จากปัญหาหลากหลายประการทำให้บรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารทะเลหลายรายมีนโยบายปรับลดต้นทุนการดำเนินการ โดยการปรับปัจจัยหลักในการดำเนินการทางการตลาด ดังนี้
-ด้านวัตถุดิบ ปรับระบบโลจิสติกส์ โดยมีการเจรจากับซับพลายเออร์ในเรื่องการจัดส่งสินค้าในปริมาณที่เหมาะสมและทันเวลาในการผลิต ทำให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

-ด้านบรรจุภัณฑ์ ปรับขนาดให้มีความเหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น

-ด้านผลิตภัณฑ์ เพิ่มการกระจายสินค้าในช่องทางใหม่ๆ ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งหรืออาหารพร้อมรับประทานตอบสนองทั้งตลาดในประเทศและการส่งออก ซึ่งนับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และการสร้างความหลากหลายเพื่อการเจาะขยายตลาดใหม่ๆอีกด้วย

นอกจากนี้บริษัทรายใหญ่ยังมีการปรับแผนการลงทุน โดยการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ โดยประเทศที่น่าสนใจคือ อินโดนีเซีย เนื่องจากอินโดนีเซียมีทรัพยากรทางทะเลที่สมบูรณ์ และเป็นแหล่งทำประมงนอกน่านน้ำที่ใหญ่ที่สุดของไทย ปัจจุบันอินโดนีเซียกำหนดให้การทำประมงในน่านน้ำอินโดนีเซียต้องเป็นการร่วมทุนกับชาวอินโดนีเซียเท่านั้น โดยนักลงทุนต่างประเทศสามารถลงทุนได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 80 รวมทั้งกำหนดให้ร้อยละ 70 ของสัตว์น้ำที่จับได้ต้องส่งขึ้นที่ท่าเรือของอินโดนีเซียเพื่อจำหน่ายหรือแปรรูปในประเทศ

ตลาดในประเทศ…เจาะขยายตลาดทดแทนตลาดส่งออก
บรรดาผู้ประกอบการส่งออกอาหารทะเลเมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นในตลาดโลก ต่างเริ่มหันมารุกขยายตลาดในประเทศ เนื่องจากมีความพร้อมในด้านวัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์อาหารทะเลก็เป็นที่นิยมบริโภคในประเทศ รวมทั้งเล็งเห็นช่องว่างทางการตลาดและกำลังซื้อของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

ตลาดผลิตภัณฑ์อาหารทะเลในประเทศที่น่าสนใจ แยกออกได้เป็นดังนี้

-อาหารทะเลสด แช่เย็น แช่แข็ง เดิมคนไทยนิยมซื้ออาหารทะเลสดเพื่อการบริโภคเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันพฤติกรรมการซื้ออาหารทะเลเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะผู้บริโภคในเมืองใหญ่ที่นิยมซื้ออาหารอุปโภคบริโภคในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ทำให้สัดส่วนการซื้ออาหารทะเลแช่เย็นแช่แข็งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กอปรกับบรรดาผู้ประกอบการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลเริ่มหันมาเจาะขยายตลาดในประเทศ โดยเฉพาะการจำหน่ายอาหารทะเลแช่เย็นแช่แข็ง ทั้งนี้เน้นการแบ่งบรรจุหลากหลายขนาดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกันของผู้บริโภค

-ปลากระป๋อง ตลาดรวมปลากระป๋องในประเทศในปี 2550 มีมูลค่า 3,000 ล้านบาท โดยแยกเป็นปลาซาร์ดีนร้อยละ 67.0 ของตลาดปลากระป๋องทั้งหมด ปลาแมคเคอเรลมีสัดส่วนร้อยละ 18.0 ปลาทูน่าร้อยละ 12.0 และปลาอื่นๆร้อยละ 3.0 อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดปลาซาร์ดีนกระป๋องจะรุนแรงน้อยกว่าตลาดปลาทูน่ากระป๋อง กล่าวคือ ปัจจุบันตลาดปลาซาร์ดีนกระป๋องไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวทางการตลาดมากนัก เนื่องจากผ่านยุคสงครามราคามาแล้ว แต่กำลังเผชิญปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน ทำให้ผู้ประกอบการที่ผลิตปลาซาร์ดีนกระป๋องหันไปผลิตปลาแมคเคอเรลและปลาทูน่ากระป๋อง ส่วนตลาดปลาทูน่ากระป๋องนั้นมีการแข่งขันค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะการสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภคโดยอิงกระแสอาหารเพื่อสุขภาพ รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับปลาทูน่ากระป๋อง ทั้งรูปแบบและรสชาติใหม่ๆ ซึ่งเป็นการสร้างความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์ เช่น ปลาทูน่าในน้ำแร่ น้ำมันดอกทานตะวัน จากเดิมที่มีเพียงปลาทูน่าในน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำเกลือ เป็นต้น

-อาหารทะเลสำเร็จรูปแช่แข็ง ผู้ส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งหันมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า โดยหันมาผลิตอาหารทะเลสำเร็จรูปแช่แข็ง เช่น ติ่มซำทะเลแช่แข็ง ปอเปี๊ยกุ้ง ข้าวปั้นหน้าทะเล ลูกชิ้นกุ้ง ลูกชิ้นปลาหมึก ไส้กรอกปลา เป็นต้น ซึ่งจะสามารถขยายตลาดได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อัตราการขยายตัวของอาหารทะเลสำเร็จรูปแช่แข็งในแต่ละปีสูงถึงร้อยละ 30.0 เนื่องจากผู้ส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งรายใหญ่หันมาพัฒนาสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น รวมทั้งการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายด้วย โดยมีการจัดจำหน่ายทั้งในช่องทางโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ รวมทั้งการขายส่งให้กับร้านสุกี้ ร้านอาหารและภัตตาคาร โรงแรม ตลอดจนร้านฟาสต์ฟู้ดส์ต่างๆ

-อาหารทะเลอื่นๆ แยกออกเป็นหลากหลายประเภท ได้แก่ หมัก-ดอง เช่น น้ำปลา น้ำบูดู เป็นต้น ประเภทนึ่ง-อบ ย่าง-รมควัน ตากแห้ง ผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น ลูกชิ้น ทอดมัน ข้าวเกรียบ เป็นต้น และปลาป่น อาหารทะเลเหล่านี้ตลาดส่วนใหญ่เป็นการบริโภคภายในประเทศ โดยอัตราการขยายตัวของตลาดนั้นอิงกับอัตราการขยายตัวของประชากร

ตลาดส่งออก…เผชิญปัญหานานัปการ ผลกระทบค่าเงินบาท
ปัจจุบันการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลเผชิญกับปัญหานานัปการไม่ว่าจะเป็นปัญหาราคาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น มาตรการของประเทศคู่ค้า มาตรการที่ส่งผลกระทบอย่างมาก คือ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้ากุ้งและระเบียบการวางพันธบัตรค้ำประกันการส่งออก รวมทั้งกฎระเบียบที่ประเทศคู่ค้ากำหนดเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารทะเลในประเทศของตน โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้ามีแนวโน้มเข้มงวดในด้านสุขอนามัยมากขึ้น และในอนาคตการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลอาจต้องเผชิญปัญหาเรื่องกฎแหล่งกำเนิดสินค้า นอกจากนี้ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลยังต้องเผชิญกับปัญหาการแข่งขันที่รุนแรง โดยคู่แข่งสำคัญยังมีข้อได้เปรียบ โดยเฉพาะจีน และเวียดนามมีความได้เปรียบในเรื่องค่าจ้างแรงงาน และศักยภาพในการขยายการผลิต สำหรับประเทศที่ประมาทไม่ได้คือ อินโดนีเซีย เนื่องจากมีการพัฒนาระบบพร้อมดันศักยภาพของตัวเองในการผลิตวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่าไทย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งแรกปี 2550 การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมีมูลค่าส่งออก 2,545 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.8 อย่างไรก็ตามเมื่อคิดในรูปของเงินบาทแล้วมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลขยายตัวเพียงร้อยละ 1.8 เท่ากับว่าบรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารทะเลค่าเงินบาทที่แข็งค่าส่งผลกระทบต่อกำไรของบรรดาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารทะเล เนื่องจากการปรับขึ้นราคาสินค้า อาจจะส่งผลให้ประเทศคู่ค้าหันไปสั่งซื้อสินค้ากับประเทศคู่แข่งโดยเฉพาะจีน และเวียดนาม

การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารทะเล เนื่องจากต้องพึ่งพาตลาดส่งออกประมาณร้อยละ 50.0-90.0 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ต้องพิจารณาประกอบกันไปด้วยคือ การพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบ โดยผู้ประกอบการที่พึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบจะได้รับอานิสงส์จากเงินบาทแข็งค่า โดยเฉพาะผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋อง หากจะพิจารณาแยกประเภทของการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแล้ว ผู้ประกอบการที่ส่งออกอาหารทะเลแปรรูปนับว่าได้รับผลกระทบทั้งจากปัญหาการส่งออกที่มีแนวโน้มลดลงและการขาดทุนจากการแข็งค่าของเงินบาท กล่าวคือ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2550 มูลค่าการส่งออกอาหารทะเลแปรรูปเท่ากับ 663.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้วลดลงร้อยละ 6.1 และในรูปของเงินบาทมูลค่าการส่งออกลดลงร้อยละ 15.2 ส่วนประเภทผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่การส่งออกยังคงขยายตัว อันเป็นผลมาจากปัจจัยเอื้อจากต่างประเทศและความสามารถในการปรับตัวของบรรดาผู้ประกอบการ ทำให้ผลกระทบของเงินบาทที่แข็งค่านั้นส่งผลให้ผู้ประกอบการได้รับรายได้จากการส่งออกในรูปของเงินบาทน้อยกว่าที่ควรจะเป็น คือ อาหารทะเลแช่แข็ง และอาหารทะเลกระป๋อง กล่าวคือ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2550 มูลค่าการส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งเท่ากับ 1,145.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.4 และในรูปของเงินบาทมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 ส่วนอาหารทะเลกระป๋องในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2550 มูลค่าการส่งออกเท่ากับ 735.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.6 และในรูปของเงินบาทมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.5

ปัจจัยบวกที่ยังพยุงให้มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของไทยยังคงขยายตัว ได้แก่
-การลดปริมาณการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารทะเล โดยเฉพาะอาหารทะเลกระป๋องของสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศนำเข้าสำคัญของไทย เนื่องจากกำไรลดลง เนื่องจากราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มสูงขึ้น ดังนั้นความต้องการนำเข้าอาหารทะเลกระป๋องในประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
-การที่สหภาพยุโรปคืนสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือจีเอสพีสำหรับสินค้ากุ้งและปลาทูน่ากระป๋อง ทำให้อัตราภาษีนำเข้าลดลงจากเดิม ซึ่งสิทธิพิเศษนี้เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นมา และจะมีผลใช้บังคับเป็นเวลา 3 ปี

-กรณีข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-ญี่ปุ่นทางญี่ปุ่นลดภาษีให้กับผลิตภัณฑ์อาหารทะเลหลายรายการ เช่น ภาษีกุ้งแช่แข็งลดลงจากร้อยละ 1.0 เหลือร้อยละ 0 ทันที ปลาหมึกแช่แข็งลดภาษีจากร้อยละ 3.5 เป็นร้อยละ 0 ในปีที่ 6 และจากร้อยละ 5-15 เป็นร้อยละ 0 ในปีที่ 8 ปลาทูน่ากระป๋องจะลดลงจากร้อยละ 9 เหลือร้อยละ 0 ในปีที่ 6 และกุ้งแปรรูปลดภาษีจากร้อยละ 5.3 เป็นร้อยละ 0 ทันที ซึ่งการปรับลดภาษีดังกล่าวจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลไปยังตลาดญี่ปุ่นส่วนในด้านตลาดส่งออกผู้ส่งออกอาหารทะเลสำเร็จรูปแช่แข็งจะเจาะขยายตลาดโดยการเข้าร่วมโครงการลงทุนกับประเทศผู้รับซื้อ ปัจจุบันตลาดรับซื้อสำคัญถึงประมาณร้อยละ 65 คือ ตลาดญี่ปุ่น สินค้าอาหารทะเลสำเร็จรูปแช่แข็งที่ส่งออกในปัจจุบันมีมากกว่า 20 ชนิด สินค้ายอดนิยม คือ กุ้งเทมปุระ และข้าวปั้นหน้าอาหารทะเล

บทสรุป
แม้ว่าในช่วงครึ่งแรกปี 2550 ผลกระทบค่าเงินบาทต่ออุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารทะเลยังไม่ชัดเจน โดยมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลยังมีแนวโน้มขยายตัว โดยเฉพาะอาหารทะเลแช่แข็งและอาหารทะเลกระป๋อง อันเป็นผลมาจากปัจจัยเอื้อจากความต้องการในตลาดต่างประเทศ แต่สำหรับอาหารทะเลแปรรูปมูลค่าการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกลดลงอย่างชัดเจน อันเป็นผลมาจากปัญหาเดิมคือ การเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง และสหรัฐฯซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญลดการนำเข้า

ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารทะเลยังคงต้องเร่งปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการลดต้นทุนการผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้บริโภคทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ สำหรับตลาดต่างประเทศนั้นต้องเร่งขยายตลาดในสหภาพยุโรปที่มีปัจจัยเอื้อจากการคืนสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือจีเอสพี และตลาดญี่ปุ่นที่มีปัจจัยเอื้อจากข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-ญี่ปุ่น รวมทั้งการหาตลาดใหม่ๆ ทั้งนี้เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ