ภายใต้การดำเนินชีวิตของประชาชนในปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น และมีความสามารถในการคร่าชีวิตประชาชนได้มากขึ้น การออกกำลังกายถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถกระทำได้ง่าย และสามารถทำให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคภัยต่างๆ ซึ่งการออกกำลังกายสามารถกระทำได้ตั้งแต่การออกกำลังกายลักษณะง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเช่น การเดินเร็ว การวิ่ง การวิดพื้น จนไปถึงการออกกำลังกายในสถานออกกำลังกายที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ในการออกกำลังกายและต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการออกกำลังกายของประชาชนชาวไทยพบว่าในปี 2544 และ 2547 มีประชากรชาวไทยเพียง 29.1 % ที่ได้ทำการออกกำลังกาย และในจำนวนผู้ที่ออกกำลังกายมีเพียงประมาณ 38 % ที่สามารถออกกำลังกายในระดับที่เพียงพอที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงคือ การออกกำลังกายไม่น้อยกว่าวันละ 30 นาทีอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งจำนวนผู้ออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงยังคงสามารถขยายตัวได้อีกมาก
เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ประชากรไทยส่วนใหญ่ไม่ออกกำลังกายคือ ไม่มีเวลาเนื่องจากต้องทำงาน เลี้ยงลูก หลาน และคนแก่ถึง 76.7 % ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ในช่วงเวลาปัจจุบันที่ต้องดำเนินชีวิตอย่างเร่งรีบ มีเวลาว่างน้อยลง ต้องตื่นนอนแต่เช้าเพื่อเดินทางไปทำงาน และต้องทำงานอยู่ภายในสำนักงานตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงห้าโมงเย็นหรืออาจจะใช้เวลาในการทำงานมากกว่านั้น ธุรกิจฟิตเนส เซ็นเตอร์ที่ขยายจำนวนไปตามสถานที่ต่างๆ ทั้งห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน และตามหมู่บ้านต่างๆ จึงได้เข้ามามีบทบาทในการเติมเต็มความต้องการของประชาชนผู้ที่ต้องการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แต่มีข้อจำกัดด้านเวลาที่ไม่เพียงพอที่ต้องสูญเสียไปกับการทำงาน การทำกิจกรรมในครอบครัว และที่เสียไปกับการใช้เวลาในการเดินทาง และหาสถานที่ออกกำลังกาย
ธุรกิจฟิตเนส เซ็นเตอร์ในประเทศไทยนั้นได้เติบโตอย่างต่อเนื่องภายหลังจากการเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่จากต่างประเทศเมื่อประมาณ 6 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2550 ที่ผ่านมา ธุรกิจ ฟิตเนส เซ็นเตอร์ในประเทศไทยมีมูลค่าตลาดประมาณ 5,600 ล้านบาท ขยายตัวจากปี 2549 ที่มีมูลค่าตลาดประมาณ 5,200 ล้านบาท เนื่องจากการขยายจำนวนสถานบริการที่เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้นและการลดราคาค่าบริการลงค่อนข้างมากของบรรดาผู้ให้บริการฟิตเนสระดับกลางและระดับล่าง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใช้บริการได้ง่ายขึ้น ซึ่งธุรกิจฟิตเนส เซ็นเตอร์ในประเทศไทยยังคงสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเป็นสมาชิกฟิตเนสต่อจำนวนประชากรในประเทศ (Penetration Rate) เข้าใกล้ 1 % เท่านั้น ซึ่งขยายตัวจากปี 2549 ที่มีอัตราการเป็นสมาชิก ฟิตเนสต่อจำนวนประชากรที่ 0.6 % โดยยังคงสามารถขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกมากหากเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่มีอัตราการเป็นสมาชิกฟิตเนสที่สูงกว่าประเทศไทย เช่น มาเลเซียมีอัตราการเป็นสมาชิกฟิตเนสต่อจำนวนประชากรในประเทศที่ 1.1% ญี่ปุ่นที่ 2.7 % ฮ่องกงที่ 4.7 % และสิงคโปร์ที่ 7.1 % เป็นต้น
อย่างไรก็ตามธุรกิจฟิตเนส เซ็นเตอร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องด้วยปัจจัยต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการขยายตัวทั้งปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายในธุรกิจที่แตกต่างจากธุรกิจออกกำลังกายประเภทอื่น ดังนี้
ปัจจัยภายนอก…กระแสรักสุขภาพหนุนต่อเนื่อง
กระแสรักสุขภาพถือได้ว่ามีอิทธิพลต่อการเลือกใช้บริการฟิตเนส เซ็นเตอร์ค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นอิทธิพลที่สามารถกระตุ้นความต้องการภายในของผู้บริโภคให้เกิดการใส่ใจรักษาสุขภาพของตนเอง ซึ่งกระแสรักสุขภาพได้เกิดขึ้นเนื่องจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้
โรคภัยไข้เจ็บที่ประชาชนเผชิญมีเพิ่มมากขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้มีการค้นพบโรคภัยไข้เจ็บแปลกใหม่ที่สามารถทำให้ประชาชนเสียชีวิตได้มากขึ้น อีกทั้งโรคภัยที่มีอยู่เดิมก็ได้พัฒนาไปมากจนสามารถทำให้ประชาชนเสียชีวิตได้มากขึ้น ซึ่งอัตราการเสียชีวิตของคนไทยด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ทั้งโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคอื่นๆ ล้วนมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง และมีความเครียดสะสมในปริมาณมาก ซึ่งประชาชนเริ่มเข้าใจและพยายามหาหนทางที่จะป้องกันตนเองไม่ให้เป็นผู้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เหล่านี้ วิธีการหนึ่งที่ประชาชนได้ปฏิบัติก็คือการหันมาออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่ตลอดเวลา
การรณรงค์และสนับสนุนการออกกำลังกายจากหน่วยงานภาครัฐ รัฐบาลโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดกิจกรรมและเผยแพร่โฆษณาเชิญชวนให้ประชาชนหันมาออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องทั้งการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์ และวิทยุ หรือการจัดกิจกรรมตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกายและกระตุ้นให้ประชาชนหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น
รูปแบบการดำเนินชีวิตของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันการทำงานของประชาชนมักอยู่ในอาคารสำนักงานต่างๆ โดยใช้เวลาในการทำงานตั้งแต่ 8.00 – 17.00 น. หรืออาจยาวนานมากกว่านั้น อีกทั้งสวนสาธารณะ หรือลานกีฬาตามบริเวณต่างๆ ที่ใช้สำหรับออกกำลังกายก็อยู่ห่างไกลและใช้เวลาในการเดินทางค่อนข้างมาก และการออกกำลังกายด้วยตนเองทั้งที่บ้านหรือตามสวนสาธารณะหรือลานกีฬาอาจจะเกิดอุบัติเหตุระหว่างการออกกำลังกายได้ง่าย ฟิตเนส เซ็นเตอร์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับความต้องการออกกำลังกายในสถานที่ที่สามารถเดินทางได้สะดวก มีอุปกรณ์การออกกำลังกายที่ถูกออกแบบให้มีความเหมาะสมกับการบริหารร่างกายในส่วนต่างๆ โดยเฉพาะ อีกทั้งมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำและควบคุมการออกกำลังกายอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดอาการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการออกกำลังกาย
ปัจจัยภายใน…จุดเด่นที่แตกต่างของธุรกิจ
ลักษณะของการให้บริการของธุรกิจฟิตเนส เซ็นเตอร์ มีจุดเด่นที่แตกต่างจากธุรกิจการให้บริการสถานออกกำลังกายอื่นๆ ในตลาดสถานออกกำลังกายทั้งสโมสร (Mega Club) ศูนย์กีฬา (Multi-Sports Center) และศูนย์บริการเฉพาะ (Niche Club) ดังนี้
สมัครเข้าใช้บริการได้ง่าย ด้วยข้อจำกัดของการสมัครเพื่อเป็นสมาชิกของสโมสรหรือศูนย์กีฬาที่จะสมัครเป็นสมาชิกเพื่อเข้าใช้บริการได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นบริการสำหรับลูกค้าในวงจำกัด เช่น ต้องเป็นพนักงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ธุรกิจฟิตเนส เซ็นเตอร์สามารถทำการสมัครเป็นสมาชิกเข้าใช้บริการได้โดยไม่มีข้อจำกัด และรองรับต่อจำนวนผู้สนใจใช้บริการได้มาก
ค่าบริการที่ไม่สูงมากนัก ฟิตเนส เซ็นเตอร์จะเรียกเก็บค่าบริการจากสมาชิกในอัตราที่ไม่สูงมากนัก โดยเฉลี่ยค่าบริการที่เรียกเก็บจากสมาชิกรวมทั้งสิ้นจะอยู่ที่ประมาณ 500 – 2,000 บาทต่อเดือนขึ้นอยู่กับสถานที่ จำนวน ประเภท และรูปแบบการออกกำลังกายที่แต่ละแห่งมีไว้ให้บริการแก่สมาชิก ซึ่งอัตราค่าบริการมีแนวโน้มที่จะลดต่ำลงเรื่อยๆ และหากผู้สนใจเลือกที่จะสมัครสมาชิกในระยะยาวก็จะทำให้สามารถจ่ายค่าบริการในอัตราที่ต่ำลงไปอีก ซึ่งต่างจากสโมสร (Mega Club) ศูนย์กีฬา (Multi-Sports Center) และศูนย์บริการเฉพาะ (Niche Club) ที่จำเป็นต้องเสียค่าบริการในอัตราที่สูงกว่ามาก
สถานที่ตั้งสามารถเดินทางสะดวก และใช้พื้นที่ในการจัดตั้งที่ต่ำ สถานที่ตั้งฟิตเนส เซ็นเตอร์ถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจนี้สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากฟิตเนส เซ็นเตอร์มักตั้งอยู่ในพื้นที่บริเวณแหล่งชุมชนที่ประชาชนสามารถเดินทางมาใช้บริการได้สะดวก และอยู่ใกล้บริเวณสถานที่ทำงาน หรือสถานที่อยู่อาศัย เช่น ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน หรือตามหมู่บ้านต่างๆ อีกทั้งพื้นที่ในการจัดตั้งฟิตเนส เซ็นเตอร์โดยเฉลี่ยจะใช้พื้นที่เพียงประมาณ 700 – 3,000 ตารางเมตร ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการสามารถหาสถานที่จัดตั้งได้ไม่ยากนัก
รูปแบบกิจกรรมมีความหลากหลาย ฟิตเนส เซ็นเตอร์ในปัจจุบันได้พัฒนารูปแบบและกิจกรรมการให้บริการแก่สมาชิกมากกว่าการเป็นเพียงห้องออกกำลังกายที่มีเพียงอุปกรณ์บริหารกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ไว้คอยให้บริการแก่สมาชิก โดยได้ขยายรูปแบบกิจกรรมการให้บริการออกไปให้มีความหลากหลายมากขึ้นเพื่อสร้างความสนุกสนานแก่สมาชิกไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายคือ การออกกำลังกายเป็นกลุ่ม ได้แก่ ห้องแอโรบิคที่ให้บริการการออกกำลังกายเข้ากับจังหวะดนตรีรูปแบบต่างๆ เช่น บอดี้คอมแบท บอดี้แจม สเตปแดนซ์ ห้องโยคะ(ร้อน และเย็น) และห้องปั่นจักรยาน ซึ่งกิจกรรมการออกกำลังกายเป็นกลุ่มนอกจากจะเพิ่มความสนุกสนานแล้วยังทำให้สมาชิกได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ ที่ร่วมออกกำลังกายด้วยกันอีกด้วย นอกจากนั้นในปัจจุบันฟิตเนส เซ็นเตอร์บางแห่งได้เพิ่มกิจกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่สมาชิกนอกจากการออกกำลังกายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการให้ได้มากยิ่งขึ้น เช่น บริการสปา บริการเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ บริการยืมสื่อบันเทิงต่างๆ ทั้งในรูปแบบซีดี และดีวีดีกลับบ้าน หรือแม้กระทั่งการเปิดให้บริการร้านอาหาร ร้านเสริมความงามในฟิตเนส เซ็นเตอร์ เป็นต้น
รูปแบบการให้บริการที่มีความยืดหยุ่น ฟิตเนส เซ็นเตอร์มีช่วงเวลาในการเปิดให้บริการแก่สมาชิกที่ยืดหยุ่นมากกว่าธุรกิจออกกำลังกายอื่น เช่น สโมสร หรือศูนย์กีฬา ซึ่งส่วนมากมักเปิดบริการตั้งแต่ 8.00 – 20.00 น. แต่ฟิตเนส เซ็นเตอร์ในปัจจุบันบางแห่งได้ขยายช่วงเวลาการเปิดให้บริการตั้งแต่หกโมงเช้าจนถึงเที่ยงคืน หรือบางแห่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนั้นสมาชิกฟิตเนส เซ็นเตอร์บางแห่งยังสามารถใช้บริการฟิตเนส เซ็นเตอร์ในต่างสาขากันได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นแนวทางเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่สมาชิกในการเข้าใช้บริการได้มาก
โดยสรุปแล้ว ด้วยปัจจัยทั้งภายนอกและภายในธุรกิจที่สนับสนุนให้ธุรกิจฟิตเนส เซ็นเตอร์ สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในปี 2551 นี้ธุรกิจฟิตเนส เซ็นเตอร์จะยังคงสามารถขยายตัวต่อไปโดยคาดว่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 7 % จากปีที่ผ่านมา โดยมีมูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท ด้วยสาเหตุหลักจากกระแสการรักสุขภาพที่เพิ่มระดับมากขึ้น และการพัฒนารูปแบบการให้บริการของผู้ให้บริการเพื่อสร้างความแตกต่างทั้งด้านสินค้าและการให้บริการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขยายจำนวนสาขาและสถานที่ให้บริการที่จะครอบคลุม เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้นทั้งในเมืองใหญ่ และต่างจังหวัด อีกทั้งการเสริมสร้างกลยุทธทางการตลาดของผู้ให้บริการโดยเฉพาะการลดค่าบริการลง หรือการจัดโปรแกรมส่งเสริมการขายที่หลากหลายซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้บริการกันมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณภาพในการให้บริการและการให้ความใส่ใจแก่สมาชิกขณะมาใช้บริการออกกำลังกายของผู้ให้บริการยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยที่ผู้ใช้บริการจะยังคงใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เปลี่ยนใจหันไปใช้บริการของผู้ให้บริการรายอื่น หรือเลิกใช้บริการแล้วหันไปออกกำลังกายในรูปแบบอื่น